อวี้จื่อลู่ ณ หมู่บ้านม่านหมอก

    ตอนที่ 27 ข่าวร้ายจากแดนไกล

    เมืองลู่อำเภอซ่างโซ่ว

          ในที่สุดอวี้จื่อลู่ก็เดินทางมาถึงเมืองลู่ตลอดระยะการเดินทาง มักจะหยุดแวะตามหัวเมืองต่าง ๆเพื่อชมบรรยากาศและสรรหาของอร่อยของแต่ละเมือง ไม่ว่าจะเป็นขนมหรืออาหารขึ้นชื่อทุกอย่างนางก็ไม่เคยพลาดที่จะได้ลิ้มลองมัน

          นางมองดูการใช้ชีวิตของชาวบ้านแต่ละคนมักจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทุกคนต่างช่วยเหลือกันอย่างจริงใจไม่เว้นแม้กระทั่งเมืองลู่ผู้คนต่างก็เต็มไปด้วยไมตรีจิตบ่งบอกได้ว่าเจ้าเมืองลู่คนนี้เป็นคนดีไม่น้อย ปกครองดูแลชาวบ้านได้ดีแทบจะไม่มีขอทานให้เห็น ข้าวของทุกร้านมักจะมีคนเดินเข้าออกไม่ขาดสายไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ เหลาอาหารหรือโรงเตี๊ยมทั้งหลายต่างครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คน

          แต่พอนึกถึงหน้าใครบางคนที่นางกำลังไปเจอบรรยากาศรอบข้างพลันลดฮวบ จนผู้ติดตามคุ้มกันถึงกับหนาวสั่นไปทั้งตัวด้วยความหวั่นเกรงได้แต่มองตาพากันสงสัย ทว่าก็ไม่มีใครใจกล้าพอที่จะเดินเข้าไปหามัจจุราชในยามนี้ยามร่าเริงสดใสนางนั้นน่ารักเกินกว่าเด็กทั่วไป แต่ถ้ามีโทสะเมื่อไรไม่ว่าผู้ใดต่างก็ขยาดไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแรงกดดันที่ถูกปล่อยออกมายามนางโกรธทำเอาพวกเขาบางคนถึงกับกระอักเลือดหมดสติกันไปก็มี

          เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวอวี้จื่อลู่ก็รีบดึงสติตนเองและเก็บแรงกดดันกลับมาพร้อมเอ่ยขอโทษทุกคนด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ ทำให้บรรยากาศรอบตัวค่อย ๆกลับมาเป็นเหมือนเดิม จนคนรอบข้างถึงกับเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างโล่งใจได้แค่คิดอยู่ในใจหากนานกว่านี้เกรงว่าตัวเองนั้นอาจจะได้กินน้ำแกงยายเมิ่งแทนข้าวมื้อถัดไปเป็นแน่

          ช่วงเย็นของวันอวี้จื่อลู่ได้สั่งให้ลูกเผ็ดนำตัวอวี้เจียวเมิ่งไปปล่อยทิ้งไว้ในป่าชั้นในบนภูเขาฟ่านที่ชาวบ้านต่างร่ำลือกันว่ามีสัตว์ปราณอาศัยอยู่ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าย่างกรายเข้าไปล่าพวกมันเพราะต่างรู้กันดีว่าสัตว์ปราณเหล่านั้นดุร้ายและมีพละกำลังหากมิใช่ผู้ฝึกตนก็ยากยิ่งต่อการล่าจึงทำได้เพียงล่าพวกมันที่อาศัยอยู่ตามป่าชั้นนอกเท่านั้น

          ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาอวี้จื่อลู่คอยเฝ้ามองการทำของอวี้หนิงซวงมาตลอดอยู่บนหลังคาของโรงเตี๊ยมแม้คืนนี้อากาศจะหนาวเย็นสักเท่าไหร่ แต่นางกลับไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิดเดียวอาจเป็นเพราะนางกลายเป็นผู้ฝึกตนการนั่งจับตามองใครสักคนทั้งคืนก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะตรงหน้ามีทั้งน้ำชาชั้นดีและขนมต่างๆ มากมายวางอยู่ด้านหน้า ต้องขอบคุณเหล่าผู้ติดตามที่สรรหาของกินมาให้มือเรียวเล็กหยิบจับขนมขึ้นมากินไม่หยุดปาก รู้ตัวอีกทีขนมและน้ำชาก็ได้หมดแล้ว

          “นี่ยามใดแล้ว”

          “ปลายยามห้ายแล้วขอรับคุณหนู”

          “ดีพอใกล้รุ่งสางนำตัวนางไว้ทิ้งไว้ที่ป่าชั้นในสุด”แล้วเหลือบตามองลงไปด้านล่างด้วยแววตาสมเพชเมื่อเห็นอีกฝ่ายนอนหลับไหลเข้าสู่ห้วงนิทราหลังจากผ่านพ้นคืนนี้ไปจะเป็นคืนที่เจ้าจะจดจำไปชั่วชีวิตแม้ตายก็มิอาจจะลืมมันได้ ข้าจะทำให้เจ้ามีชะตาที่เลวร้ายไม่ต่างจากบุตรชายของเจ้า

          เมื่อคิดบางอย่างขึ้นมาได้รอยยิ้มน้อยก็เผยออกมา “น้าชุ่น”

          “ขอรับ”

          “นำว่านอสูรเหล่าไปโยนทิ้งไว้ในป่าชั้นในเอาแค่พอดีล่ะ เดี๋ยวพวกสัตว์ปราณจะคลุ้มคลั่งเอาได้หากมากจนเกินไป”

          “ขอรับคุณหนู”

          “ส่วนคนที่เหลือแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้”

          ผู้ติดตามทั้งหมดต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนและทำหน้าที่ของตนเองส่วนตัวนางยังคงนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศบนหลังคา ได้แต่คิดในใจ มิน่าล่ะในหนังจีนทำไมพวกเขาถึงพากันไปนั่งร่ำสุราบนหลังคากันเพราะแบบนี้นี่เองชักจะติดใจแล้วสิ

          ระหว่างรอเรื่องสนุกในวันพรุ่งนี้อวี้จื่อลู่ก็นึกถึงเรื่องที่ได้รับมอบหมายมาแบบมัดมือชกจะใช่บุรุษคนนั้นหรือเปล่านะที่นางรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาตอนวิ่งกลับเข้าห้องในตอนนั้น แม้จะไม่มั่นใจเท่าไรทว่าสัญชาตญาณมันบ่งบอกว่าใช่ อีกไม่นานนางและเขาต้องได้เจอกันอีกแน่นอนเขาจะเป็นคนแบบไหนกันนะ ชักอยากจะเจอเร็ว ๆ เสียแล้วสิหวังว่าจะไม่ใช่บุรุษปากเสียคนนั้นก็พอแล้วไม่อย่างนั้นนางคงได้ฆ่าเขาตายคามือก่อนจะได้รักษาเป็นแน่นางคงไม่ใจเย็นพอสำหรับคนที่ปากเสียใส่ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ

    อีกอย่างคงต้องจัดเตรียมสมุนไพรบางส่วนเผื่อไว้สักหน่อยเพราะผู้ที่โดนพิษเหมันต์หวนคืนเข้าไป ต้องแก้พิษด้วยโอสถสลายเหมันต์เท่านั้นการปรุงโอสถแก้พิษนี้ ต้องใช้สมุนไพรทั้งหมดหกชนิดนั่นคือ หญ้าลิ้นมังกรหญ้าปราณชีพจร ดอกเบญจมาศโลหิต ดอกจันทร์นวล หยดวารีมรกต และอวี้จื่อลู่มีสมุนไพรครบเกือบทุกชนิดยกเว้นเพียงสิ่งเดียวที่นางขาดไปก็คือแต่น้ำตาหงส์เพลิงนั่นเอง

          จากที่นางศึกษาหาข้อมูลในตำรามาน้ำตาหงส์เพลิงนั้นหายากยิ่งกว่าสมุนไพรที่อยู่ภายใต้การครอบครองของนางอีกการจะได้น้ำตาหงส์เพลิงนั้นต้องเดินทางไปยังเทือกเขาเพลิงมรณะ และที่ตั้งของเทือกเขาเพลิงมรณะคือดินแดนของชาวเซียนสวรรค์หรือก็คือบ้านเกิดของท่านพ่อ

          การที่เข้าไปแล้วไม่ได้หมายความว่าจะได้สิ่งที่ต้องการดั่งใจหวังหงส์เพลิงเป็นสัตว์ในตำนาน แม้จะบ่งบอกถึงการมีอยู่ของมันก็ใช่ว่าจะได้เจอกันง่ายๆถึงเจอก็อาจจะโดนแผดเผาด้วยเพลิงของมันตายเสียก่อนส่วนสำคัญที่สุดคือต้องทำอย่างไรถึงจะได้น้ำตาหงส์เพลิงมาแม้ในตำราโบราณที่นางได้อ่านมาทั้งหมด ก็มิได้บอกว่าต้องทำเช่นไรนี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันเป็นตัวยาสำคัญที่หายากยิ่งเหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย

          เพราะว่าน้อยคนนักที่เข้าไปเยือนเทือกเขามรณะแล้วจะมีชีวิตรอดออกมาคนที่เคยเข้าไปแทบไม่เคยมีใครรอดกลับออกมาเลยสักรายผู้คนเหล่านั้นมักจะหายสาบสูญไร้ร่องรอย แรก ๆ มักจะมีผู้คนลองดีเพราะไม่เชื่อแต่พอนานเข้าทุกอย่างเริ่มกระจ่างชัดจนไม่มีใครกล้าเข้าไปอีกเลยจึงทำได้เพียงอยู่บริเวณรอบนอกของเทือกเขาเพลิงมรณะ

          เห้อ!! ช่างน่าปวดหัวยิ่งรอข้าอายุสักสิบสี่สิบห้าหนาวค่อยเดินทางไปหาก็ยังไม่สาย ค่อย ๆ หาข้อมูลไปเรื่อย ๆก่อนดีกว่า ตอนนี้ต้องจัดการเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

          และแล้วการล่าที่แท้จริงก็ได้เริ่มขึ้นยามที่แสงแรกของวันสาดส่อง

           “ได้เวลาแล้วสินะ”ว่าแล้วกระโดดลงจากบนหลังคา มุ่งหน้าไปยังด้านทิศตะวันออกเป้าหมายคือใจกลางป่าฟ่าน

          อวี้จื่อลู่ใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อก็มาถึงป่าชั้นในพลางกวาดตามองไปรอบ ๆ บริเวณ ก็พบว่าพื้นใกล้ ๆ พบร่องร่อยการต่อสู้ระหว่างสัตว์ปราณและร่องรอยของเป้าหมายในครั้งนี้ ดูจากรอยเท้าที่วิ่งสะเปะสะปะแล้วบ่งบอกได้ว่าเหยื่อมีอาการตกใจและหวาดกลัว พบรอยเลือดหยดไปตามทางเล็กน้อยแม้ไม่มากแต่หากสังเกตก็สามารถมองเห็นได้

          อวี้จื่อลู่กระโดดไปมาตามยอดไม้ ค้นหาร่องรอยของอวี้หนิงซวงเพียงชั่วน้ำชาเดือดก็พบเป้าหมายเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำเล็ก ๆนั่งคุดคู้กอดเข่าด้วยเนื้อตัวสั่นเทา ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเสื้อผ้าขาดวิ่นเปื้อนดินโคลน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน เลือดเกรอะกรังริมฝีปากแห้งผากเป็นขุย แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่นางเคยกระทำมาก็สงสารไม่ลงจริงๆ แต่ก็...ให้นางพักเหนื่อยสักหน่อยดีกว่าเกิดนางน้อยใจขึ้นมาชิงข้าตัวตายไปเสียก่อนมันก็หมดสนุกพอดี ใครมันจะไม่ยอมกันล่ะ

          อวี้จื่อลู่เอนหลังพิงกิ่งไม้ใหญ่ปากก็งับกินองุ่นที่หยิบออกมาจากมิติอย่างสบายอารมณ์ทว่าสายตายังคงจดจ้องไปยังปากถ้ำ จนเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปพลันนัยน์ตาวาววาบแพรวพราว นำองุ่นลูกสุดท้ายเข้าปากก่อนลุกขึ้นนั่งแล้วล้วงเอาว่านอสูรออกมาจากแหวนมิติ โยนออกไปด้านหน้า

          หมดเวลาพักแล้วท่านป้าเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปก็มากเกินไปสำหรับคนอย่างท่านแล้ว นับจากนี้ขอให้โชคดีนะยามที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของอวี้หนิงซวงดังขึ้นมา ชั่งเป็นอะไรที่ดีต่อใจนางนักอวี้จื่อลู่เหม่อมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเฉยชาแต่ก็ไม่ละสายตาคล้ายกับว่าจะสลักภาพที่อวี้หนิงซวงโดนสัตว์ปราณทำร้ายแม้นางจะหยิบจับท่อนไม้ขึ้นมาเหวี่ยงด้านหน้าอย่างไร้ทิศทาง ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาปากก็ร่ำร้องสาปแช่งต่าง ๆ นานา แต่อวี้จื่อลู่ก็หาได้ใส่ใจไม่

          เพราะภาพตรงหน้ามันช่างเป็นอะไรที่ครื้นเครงหัวใจนางการที่คอยเฝ้ามองเหยื่อดิ้นรน ทั้งที่รู้ว่าไม่สามารถหลุดพ้นไปได้แต่ก็ยังพยายามเหมือนจะรอด ถึงอย่างไรมันก็เป็นการกระทำที่สูญเปล่าอยู่ดี

          วันแล้ววันเล่าที่อวี้หนิงซวงต้องเอาชีวิตรอดจากการโดนสัตว์ปราณเข้าโจมตีและโดนอวี้จื่อลู่ปั่นหัวไปมาซ้ำ ๆ นางหมดแรงแทบเดินแทบก้าวขาไม่ออกแต่ก็ยังต้องพยายามฝืนร่างกายบังคับขาทั้งสองข้าง ให้พาตนเองออกไปยังที่ตรงนี้ชั่ววูบหนึ่งก็มีคิดที่อยากให้ตนเองได้รับความตายไปสักทีแต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นดั่งใจเมื่อครั้งหนึ่งนางคิดหยุดวิ่งและหันหลังกลับพาตัวเองพุ่งเข้าใส่สัตว์ปราณอย่างหมูป่าทมิฬกลับกลายเป็นว่าหมูป่าทมิฬตัวนั้นได้ตายลงตรงหน้านางทันทีครั้งแรกและครั้งสองสามอาจจะเป็นเพราะเรื่องบังเอิญหรือโชคช่วย

          ทว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นการตั้งใจของอวี้จื่อลู่นางเด็กสารเลวนั่นทุกครั้งที่นางพยายามหาหนทางปลิดชีพตนเพื่อหลุดพ้นจากเรื่องราวทั้งหมดแต่นางก็ไม่สามารถทำมันได้ ช่างน่าสมเพชนักอายุปูนนี้แล้วกลับต้องตกมาอยู่ในกำมือของเด็กสาวที่เคยหวาดกลัวนาง

          “นางเด็กสารเลวข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ใกล้ ๆ”

          “ข้าอยู่แล้วอย่างไรอยากได้ความตายจากข้างั้นเหรอ ลองขอร้องข้าสิ เผื่อข้าใจอ่อน โดยแลกกับ...”

          “แลกกับอะไร”ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายพูดจบ นางก็พร้อมยินยอมที่จะสละมันไปหากมันทำให้นางมีชีวิตรอดและหลุดพ้นออกไปจากตรงนี้

          “บุตรชายเพียงคนเดียวของท่านดีหรือไม่?”สิ้นเสียงอีกฝ่ายก็มีท่าทีอึกอักลังเลสีหน้ายุ่งเหยิงของนางคล้ายกับตบตีอยู่กับตัวเองในใจเพียงชั่วครู่ก็ได้คำตอบตรงกับสิ่งที่อวี้จื่อลู่คาดเดาไว้ตั้งแต่แรก

          “...ดะ ได้สิ”

          นั่นปะไร ผิดจากที่คิดไว้ซะที่ไหน“เห...จะดีรึท่านป้า นั่นบุตรชายที่ท่านรักมากมิใช่หรือ”น้ำเสียงยียวนเอ่ยออกมาอย่างนึกสนุก การที่ทำให้เหยื่อมีความหวัง ทั้ง ๆที่ไม่มีหวังนี่ เป็นอะไรที่ดีจริง ๆ

          “เจ้าอยากได้ก็เอาไปเลย ข้ายกเขาให้”

          “ต่อให้เป็นชีวิตเขาก็ตามหรือเจ้าคะ?”

          “ใช่”น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาปราศจากความลังเลไม่มีเหลือแม้ความห่วงใยหรือสายสัมพันธ์แม่ลูก ช่างเป็นมารดาที่... เกินคาดไปมาก เช่นนั้นท่านก็อย่าอยู่ให้มันหนักแผ่นดินเลยเถิดลาก่อนท่านป้าหวังว่าภพชาติหน้าข้าและท่านจะได้ไม่พบกันอีก

          ฉึบ!

          ตุ้บ!!

          ชั่วพริบตาศีรษะนางกระเด็นหลุดออกจากบ่าโดยไม่ทันตั้งตัวอวี้จื่อลู่เดินมาหยุดตรงหัวของอวี้หนิงซวง แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

          "จบแล้วสินะเรื่องท่านกับข้าอ้อ...ไม่ต้องกังวลอีกไม่นานบุตรชายท่านก็จะตามท่านไปอย่างแน่นอน"ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจนลับสายตา เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ศพอวี้หนิงซวงไว้เบื้องหลัง