“อย่าหาว่าฉันใจร้ายเลย ฉันก็แค่ทำเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น”
“งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะเฒ่าแก่” ศรณ์ออกหมัดมวย เธออาจจะเก่งสู้คุณชายปานไม่ได้หรือไม่มีความสามารถในด้านสมุนไพรเท่าคุณสิ หรืออาจจะไขคดีไม่ดีเท่าคุณจร ทว่ามีเื่หนึ่งที่เธอทำได้ดีไม่แพ้ใคร นั่นคือการต่อสู้ เธอไม่เคยแพ้ใครง่ายๆต่อให้สู้กับผู้ชายก็ช่าง!
“อ้าก!” นายทาสร้องเสียงหลง ร่างกระแทกพื้นเมื่อเจอหมัดเสยปลายคาง
ร่างสูงปราดเปรียวเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว เธอซัดหน้านายทาสด้วยหลังมือ ศอก สับเข่าและตามด้วยเท้าเต็มกำลัง
“รุมเลยสิ ตีขนาบข้างเข้าไป!” เฒ่าแก่ร้องบอกเมื่อเห็นว่าลูกน้องพลาดท่า
“ไม่อยากเจ็บตัวมากก็นอนต่อไปยาวๆ ดีกว่า” ศรณ์ส่งคนสุดท้ายกลับไปหาเฒ่าแก่ นายทาสทั้งหลายเริ่มคลานถอยห่าง สู้ศรณ์ไม่ไหวแม้จะรุมพร้อมกันแล้ว “เฒ่าแก่ หรือท่านก็อยากจะสู้กับฉันสักที”
“ไม่ๆ กะ...ท่าน นายท่าน ฉันจะไปแจ้งทางการเดี๋ยวนี้ ไปเดี๋ยวนี้เลย” เฒ่าแก่ขวัญเสียในบัดดล พลางจะรีบวิ่งลงบันไดไปแต่ศรณ์ตรงไปคว้าคอเสื้อเฒ่าแก่มาผลักติดผนังห้อง โขกหัวเฒ่าแก่กับไม้เรียกสติ
“เฒ่าแก่ ถ้าคิดจะเล่นไม่ซื่ออีก จะหาว่าฉันไม่เตือน”
“ไม่แล้วๆ นายท่าน ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ขอให้ท่านเมตตาด้วย”
ศรณ์ปล่อยมือ กล่าวเสียงขรึม “รีบไป แล้วฉันจะถือว่าเื่เมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เฒ่าแก่รีบวิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว นายทาสก็ตามไปด้วย ความสงบกลับคืนมาอีกหน ศรณ์หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมารองมือ รีบตรวจสอบร่างนางอีกรอบ ที่ลำคอมีาแสีม่วงช้ำหนัก ลิ้นจุกปาก เมื่อเลิกเปลือกตาขึ้นก็เห็นว่าเส้นเืฝอยแตก สาเหตุการเสียชีวิตน่าจะเป็เพราะขาดอากาศหายใจ ศพนางเริ่มเน่า น่าจะเสียชีวิตมามากกว่าสามวัน นอกจากนี้ยังมีร่องรอยการล่วงเกิน ศรณ์ลองเทียบขนาดเท้าของนางดูก็พบว่ามีขนาดต่างจากรอยเท้าที่พบในโรงเชือดเฒ่าแก่สมบัติ และเหนือสิ่งอื่นใดคือนางไม่มีไฝสีดำเม็ดนั้นที่ข้อมือด้านขวา
ไม่นางก็แม่นางคนก่อนเป็ตัวปลอม
ศรณ์เริ่มรู้สึกว่าเื่นี้ไม่ธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจคือคนขโมยขาหมู มีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับนางแน่นอน
เธอคิดจะไปกรมนักโทษสังกัดกระทรวงนครบาลเข้าพบโจรที่เคยจับได้ที่โฮเตลคืนนั้น แต่เลยเวลาเข้าเยี่ยมจึงไม่ได้พบ หากอยากพบก็ต้องมาใหม่พรุ่งนี้
บ่ายๆ ศรณ์ก็กลับไปที่หน่วย้าจะตรวจดูหลักฐานทุกอย่างที่หาได้ จ้อยเตรียมหลักฐานที่เก็บได้ไว้รอเธอมาอ่าน ศรณ์จึงไปอาบน้ำอาบท่าก่อนแล้วค่อยมาดูรายงานพร้อมกับกินข้าวไปด้วยเลย
“พี่ศรณ์ นี่เป็หลักฐานที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ รอยเท้าที่พบมีหนึ่งคืบมาตรฐานกับอีกสี่นิ้ว รอยล้อเข็นที่พบเป็รถเข็นของทางโรงเชือดเอง จ้อยพบว่ามันถูกจอดทิ้งไว้ที่ข้างๆ คลอง คำให้การหรือพยานแวดล้อมต่างพูดตรงกันว่าไม่เห็นนางทาสชราที่พี่เห็น ส่วนหลักฐานอื่นๆ ก็เช่น รอยตัดขาของหมู คาดว่าถูกตัดโดยของมีคมจำพวกปลายเรียบ รอยกระเซ็นของเืบ่งบอกว่าลักษณะที่ฟันว่าน่าจะเป็ทิศทางที่หมูนอนลงข้างๆ คนร้ายนั่งยองๆ ในตำแหน่งใกล้หัวหมู”
“รอยมีดนี่ออกจะแปลกอยู่บ้าง?” ศรณ์หยิบภาพวาดมาดู รอยฟันของสามารถบ่งบอกลักษณะของคนลงมือขณะก่อเหตุและความถนัดของมือได้ “จ้อย ไปหยิบมีดมาที แล้วก็ขอตัวอย่างขาหมูด้วย”
“ได้แล้วพี่ศรณ์” ไม่นานจ้อยก็กลับมาพร้อมของในมือ มีดทำครัวหนึ่งเล่ม ขาหมูสี่ข้าง
ศรณ์รับมีดมา แต่ตอนนั้นเองอยู่ดีๆ ก็เหมือนมีภาพซ้อนของเงาดำจนเธอใปล่อยมีดลงพื้น
“พี่ศรณ์ พี่เป็อะไรหรือเปล่า”
“เปล่า แค่อยู่ดีๆ ก็เห็นอะไรแปลกๆ ไม่มีอะไรหรอก” เธอหยิบมีดขึ้นใหม่ คิดไปองว่าอาจจะเป็เพราะไม่ได้พักผ่อน เมื่อรวบรวมสติได้อีกครั้งก็ทำการทดลอง
“คนร้ายใช้มือซ้ายฟัน แต่น่าจะไม่ถนัด”
จากการทดลองฟันดู ศรณ์พบว่ารอยมีดที่ใกล้เคียงกับปากแผลคนร้าย คือรอยที่ได้จากมือข้างซ้าย องศาเฉียงเล็กน้อยซึ่งจะต่างจากการใช้มือข้างขวาฟันในรูปแบบเดียวกัน แต่รอยไม่เหมือนเท่าไหร่น่าจะเพราะใช้อาวุธคนละชนิด
แต่จากที่สังเกต ดูเหมือนว่าคนร้ายไม่ถนัดมือซ้าย ทำให้ปากแผลไม่เสมอ ทั้งคงฟันหลายรอบ สิ่งนี้แสดงว่าคนร้ายก็ไม่ถนัดซ้ายมากจริงๆ แต่ฝืนใช้มือซ้าย
“เป็เพราะข้างขวาาเ็หรือเปล่าพี่ศรณ์”
“อาจจะ” ศรณ์จำมือข้างขวาที่ยื่นมารับผ้าเช็ดหน้าได้ มือข้างนั้นดูไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ทำไมถึงใช้มือซ้ายฟันกันล่ะ ศรณ์หมุนคิ้ว ทุกอย่างดูเป็ปริศนาไปหมด “จ้อย แกไปพักก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาหาพี่”
“แล้วพี่ไม่พักเหรอ พี่ก็ยังไม่ได้นอนเหมือนกัน”
“ไม่ต้องห่วงพี่ พี่ชินกับการไม่นอนหลายวันแล้ว พี่มีเวลาจำกัด ถ้าสามวันแล้วยังไขคดีไม่ได้ ก็ต้องวางมือ แบบนั้นพี่คงรู้สึกแย่”
“ว่าแล้วว่าน้องศรณ์ต้องไม่ยอมหลับยอมนอน ยังคงขยันขันแข็งเหมือนเดิม”
“พี่สิ” ศรณ์เรียกชื่อหญิงสาวที่ยิ้มแย้มเข้ามาในห้องอย่างยินดี
หญิงสาวสวมชุดทันสมัยมีหมวกประดับ ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอาง เรียวปากทาสีแดงฉ่ำ จ้อยถึงกลับมองตาไม่กระพริบ แก้มซับสีเื รู้สึกว่าคุณสิเหมือนนางฟ้านาง์
“คุณสิ กระผมจ้อยขอรับ”
จ้อยรีบแนะนำตัว ตอนนี้เป็แค่เด็กฝึกของหน่วย มีหน้าที่ทำงานจิปาถะทั่วไป ครั้งนี้เป็ครั้งที่สองที่มีโอกาสพบหน้าคุณสิ หลังจากที่พบไปเมื่อวันก่อน
“จ๊ะ เ้าหนูจ้อย ใต้ตาดำคล้ำแบบนี้น่าจะยังไม่ได้นอน เอานี่ เอานี่ไปกิน รับรองหลับสนิท ตื่นมาสดชื่นทันตาเห็น” คุณสิหยิบกระปุกยาออกมาหนึ่งขวดให้จ้อย
“ขอบพระคุณขอรับคุณสิ”
คุณสิขยิบตาให้ จ้อยเขินอายจึงรีบวิ่งหนีไปโดยพลัน
“คุณสิกลับมาเร็วดีแท้ จดหมายน่าจะยังไปไม่ถึงมือพี่เลย” ศรณ์รีบลุกขึ้น รินน้ำจากขันให้พี่สิ
“ฉันยังไม่ได้จากพระนครไปไกล พอดีตั๋วรถไฟของฉันหาย เลยรั้งอยู่ที่ท่าเมื่อคืน ่เช้าๆ ได้ข่าวจากคุณชายปานที่เดินทางขึ้นเหนือเลยกลับมา” คุณสิจิบคำหนึ่ง
“พี่สิพบกับคุณชายปานด้วยหรือ”
“พบ เขานั่งรถไฟไปเชียงใหม่ แจ้งฉันว่าที่หน่วยมีคดีน่าสนใจให้ฉันทำ”
“เป็คดีค่อนข้างประหลาดเลยพี่สิ เท่าที่ได้อ่านจากในใบคำร้อง ศรณ์เห็นว่าเป็เื่ที่ยากจะหาใครมารับผิดชอบถ้าไม่ใช่พี่” ภายในครึ่งปีมีคนในหมูบ้านป่วยตายไปเรื่อยๆ
“ฉันก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันเื่หมู่บ้านที่ว่าเลยรีบมาเลยเทียว แต่ที่กลับมามีอีกเื่อยากบอกศรณ์ด้วย ไม่รู้จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่ตอนที่ฉันรับคดีของวัดที่ปากแพรก มีชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าที่บ้านถูกโจรขโมยขาหมูประจำ ตอนนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจหรอกเพราะเ้าทุกข์ก็ไม่คิดมากอะไร ก็คงคิดว่าไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่ดูเหมือนจะระบาดมาถึงพระนครเทียว”
“พี่สิหมายความว่าเคยมีคดีคนขโมยขาหมูที่ปากแพรกด้วย”
“ใช่ แต่สองปีกว่าแล้ว ไม่คิดว่าจะยังเกิดขึ้นอีก ดูจากท่าทีของศรณ์แล้ว คงไม่ใช่แค่เื่ขโมยขาหมูหรอกใช่หรือไม่”
ศรณ์เลือกที่จะไม่พูดเื่คุณผู้หญิงที่โฮเตลเนื่องจากยังขาดหลักฐานเชื่อมโยง
“ไว้ศรณ์ไขคดีได้แล้วจะบอกพี่สิคนแรก” ศรณ์เก็บข้อมูลที่พี่สิพูดไว้ แล้วยื่นคำร้องพร้อมกับข้อมูลที่เธอมีให้ “นี่เป็ข้อมูลที่ศรณ์มีทั้งหมด”
“ขอบใจสำหรับข้อมูลนะจ๊ะศรณ์ แล้วก็นี่ ยาชูกำลังที่พี่สิปรุงขึ้น ส่วนขวดนี้ยาช่วยให้นอนหลับพักผ่อนได้ดี มีส่วนผสมของไม้จีนแห้ง ใบขี้เหล็ก ผลมะตูมอ่อน ตะไคร้ ข่าตาแดง เหง้าขิงสด”
ศรณ์ยิ้มกว้าง พี่สิมักจะให้ยาดีๆแก่เธอเสมอ
“พี่สิ ขอบพระคุณในน้ำใจพี่มาก”
“ไม่ใช่เื่ใหญ่ นี่ก็สายมากแล้ว พี่ต้องไปหาคุณ ณ.ก่อน เอาไว้พบกันนะศรณ์”
เลยมื้อเที่ยงไปเล็กน้อยศรณ์ก็รวบรวมมีดขนาดต่างๆ รวมทั้งของมีคมอื่นๆ มาได้เพื่อหาว่าอาวุธชนิดใดที่คนร้ายใช้ในการลงมือ ทดลองไปทดลองมาก็พบว่าอาวุธที่คนร้ายใช้คือขวานที่คนนิยมใช้ตัดไม้ เธอจึงออกไปดูตามร้านค้าของช่างตีเหล็ก พยายามสืบหาว่าพอจะมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับขวานบ้าง แต่ก็ไม่พบอะไรน่าสนใจนัก จนกระทั่งย่ำค่ำ ถึงได้นั่งรถม้ากลับร้าน ทว่าระหว่างทางก็ผ่านโฮเตลที่เกิดเื่ ศรณ์จึงถือโอกาสลงมายืนดูอีกครั้งร่วมกับชาวบ้าน
เนื่องจากเป็สถานที่เกิดเหตุ จึงมีโปลิศมาเฝ้า ศรณ์ยืนมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะจากไป เธอไม่กลับร้านในทันทีแต่ไปสืบหาประวัติของชายที่เธอและคุณชายปานเคยติดตามเมื่อวานั้แ่ที่โรงพนันและประวัติของผู้ตาย ได้ความว่าอีกฝ่ายชื่อ ‘นายเกิด’ ปีนี้อายุยี่สิบกว่า ภูมิลำเนาเป็คนในพระนคร ประกอบอาชีพถีบสามล้อหลังออกจากงานที่กรม ส่วนคุณผู้หญิงชื่อ ‘เรไร’ เป็หญิงบริการทางเพศ ไม่มีข้อมูลมากกว่านี้ อย่างที่คุณชายเคยกล่าวครั้งก่อน ทั้งสองรู้จักกันในทางชู้สาว
นี่จึงสามารถเป็แรงจูงใจในการฆาตกรรมได้แต่ปัญหาก็คือ ตอนที่นายเกิดถูกจับทุกคนต่างเห็นชัดเจนว่าคุณผู้หญิงคนนั้นยังมีชีวิตอยู่
แต่ตอนคุณผู้หญิงถูกพบศพ นายเกิดอยู่ในตะราง ทำให้ทางกรมมึนงงกับเื่นี้ ถ้าหากนางตายเมื่อสามวันก่อน แล้วคุณผู้หญิงที่ถูกมัดอยู่ในห้องเมื่อวานเล่า?