สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 44 ชวีหลิวซีจากนิกายเบิกสวรรค์

            ชวีหลิวเอ๋อไม่มั่นใจในตัวเองเสมอมาก่อนที่จะออกไปข้างนอกในตอนเช้า นางจึงลังเลอยู่นานก่อนที่จะเปลี่ยนไปใส่ชุดที่ผู้เฒ่าฮั่วตัดให้นั่นเพราะมันเป็นเสื้อผ้าของผู้หญิงไม่ใช่เสื้อตัวยาวเหมือนของอันเจิงหรือตู้โซ่วโซ่ว

     

           ตั้งแต่เล็กจนโตชวีหลิวเอ๋อสวมใส่เสื้อผ้าของเด็กผู้ชายมาโดยตลอดชวีเฟิงจื่อรู้วิธีปกป้องลูกศิษย์ที่เหมือนกับลูกสาวของตัวเองคนนี้ดังนั้นจึงให้นางปลอมเป็นเด็กผู้ชาย เขารู้ดีว่าชวีหลิวเอ๋อจะประสบชะตากรรมอย่างไรหากคนในโลกมายารู้ว่านางเป็นผู้หญิงนางจะต้องถูกรังแกเป็นแน่ดังนั้นนอกจากเปลี่ยนชื่อของนางจากชวีหลิวซีเป็นชวีหลิวเอ๋อแล้วชวีเฟิงจื่อก็ยังให้นางสวมเสื้อผ้าของเด็กผู้ชาย เพื่อที่จะทำให้คนอื่น ๆสังเกตเห็นนางได้น้อยลง

     

            ชวีเฟิงจื่อบอกว่า คำว่าหลิวเอ๋อหมายถึงสายน้ำที่หลั่งไหลเหมือนกับเด็กน้อยที่หลงทางอยู่ท่ามกลางความทุกข์เขาจงใจตั้งชื่อให้ดูลำบากเข้าไว้ เผื่อว่าอีกหน่อยชีวิตของนางจะได้ไม่ต้องลำบากหรือทรมานมากนัก

     

            ดังนั้น เมื่อนางตัดสินใจที่จะใส่ชุดของผู้เฒ่าฮั่วนางก็บอกกับตัวเองไว้แล้วว่า นางจะไม่ใช่ชวีหลิวเอ๋ออีกต่อไป

     

            เจินจวงปี้มองไปที่เด็ก ๆด้วยท่าทางเหยียดหยามและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “ในฐานะผู้อาวุโสของพวกเจ้า ข้าขอเกลี้ยกล่อมพวกเจ้าสักประโยครู้หรือไม่ว่ามีคำพูดที่ว่ารนหาที่ตายไม่ตายดี? ข้าสามารถตัดสินใจแทนได้หากพวกเจ้าเต็มใจที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ และมาทำงานเป็นบ่าวรับใช้ที่หอสมุดมายายี่สิบวันต่อเดือนการประลองนี้ก็สามารถยกเลิกได้”

     

            “ยกเลิก?”

     

           เกาซานตัวกวักมือเรียกชายฉกรรจ์ชุดดำสองคนให้ยกเก้าอี้เข้ามาวางหลังจากวางเสร็จพวกเขาก็ไปยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านหลัง

     

            เกาซานตัวนั่งลงแล้วกางพัดออกโบกแรง ๆเวลานี้กลิ่นอายบัณฑิตรอบตัวเขาหายเกลี้ยงแทนที่ด้วยกลิ่นอายอันตรายสมกับเป็นผู้นำกลุ่มอิทธิพลมืดในยุทธภพ

     

            “มายกเลิกเอาตอนนี้ไม่สายเกินไปหน่อยหรือคิดว่าตำแหน่งรองอาจารย์ใหญ่ของหอสมุดมายาอย่างเจ้ามีสิทธิ์ตัดสินใจได้?”

     

            เขาหุบพัดลงเสียงดังยกมันชี้ไปที่ฝูงชนรอบตัวเขา “เจ้าตกลง แต่กลัวว่าคนเหล่านี้จะไม่ตกลงด้วยเรื่องในวันนี้ขอแค่ไม่ถึงตาย อย่างไรผลลัพธ์ที่ว่าแพ้หรือชนะต้องมีออกมาให้เห็น”

     

            เจินจวงปี้ชะงักไป คิดในใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเกาซานตัว?เขาเคยเจอเกาซานตัวมาก่อน ทุกครั้งที่อีกฝ่ายพบเขามักจะพูดคุยด้วยความสุภาพเสมอแต่มาวันนี้เห็นได้ชัดว่า เกาซานตัวไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยนี่มีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง!

     

            เจินจวงปี้คิดไปว่า อาจเป็นเพราะเม็ดเงินจำนวนหลายหมื่นล้านตำลึงที่หมุนเวียนอยู่ในบ่อนการพนันนั่นสำหรับเงินจำนวนมากเช่นนี้ ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมท่าทีของเกาซานตัวจึงเปลี่ยนไป

     

            “เจ้ามีอะไรอยากจะพูดกับข้าอีกหรือไม่?”

     

            ในฐานะรองอาจารย์ใหญ่ของหอสมุดมายา เจินจวงปี้ไม่มีทางเห็นกลุ่มอิทธิพลมืดพวกนี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว“เจ้าเกา เจ้าลืมฐานะของตัวเองไปแล้วหรือ?”

     

            เกาซานตัวยิ้มพลางพูด “ขอเพียงเกี่ยวพันถึงเรื่องเงินๆ ทอง ๆ ข้าไม่สนใจฐานะอะไรทั้งนั้น หากล่วงเกินท่านรองอาจารย์ใหญ่ไปบ้าง ท่านก็อย่าได้ใส่ใจถึงแม้ข้าจะจงใจทำก็เถอะ”

     

            เจินจวงปี้ขมวดคิ้วมุ่น แต่ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาไปต่อปากต่อคำกับเกาซานตัวเขาเดินไปที่ด้านหน้าของอันเจิง กระแอมล้างคอแล้วถามขึ้น “ในเมื่อเจ้าดึงดันจะสู้ก่อนอื่นก็มาตั้งกฎให้ชัดเจนก่อน เอาเป็นว่าตัดสินใจตามที่เจ้าพูดก็แล้วกัน ไม่เกี่ยงว่าจะอายุน้อยหรือมากหรือมีพื้นเพมาจากยุทธภพหรือไม่เมื่อกล่าววาจาออกไปแล้วก็ต้องเข้าใจด้วยว่า คำพูดนั้นเหมือนสายน้ำไม่อาจไหลย้อนกลับได้สุภาพบุรุษที่ยิ่งใหญ่ต้องยึดมั่นในคำพูด การจะเป็นใหญ่และยืนหยัดอยู่ในโลกแห่งนี้ได้สัญญาสองคำนี้สำคัญที่สุด เจ้าพูดว่า หากเจ้าแพ้แค่ยกเดียวจะไสหัวไปจากโลกมายาแต่นั่นยังไม่เพียงพอ”

     

            “ถ้าพวกเจ้าแพ้ พวกเจ้าต้องคุกเข่าลงโขกหัวให้หอสมุดมายาสามครั้งจากนั้นคลานออกไปจากโลกมายา ไม่ใช่เดิน”

     

            อันเจิงรับคำครั้งหนึ่งแล้วถามกลับไป “แล้วพวกเจ้าเล่า?หากพวกเราแพ้ต้องคลานออกไปจากโลกมายา แล้วถ้าพวกเจ้าแพ้พวกเจ้าจะทำอะไร?”

     

            เจินจวงปี้หัวเราะเสียงดังลั่น “ฮ่า ๆ ๆ พวกเราแพ้?ได้ ในเมื่อเป็นการพนันพวกเราก็จะลงพนันด้วยถ้าพวกเราแพ้พวกเราจะเปิดหอสมบัติของหอสมุดมายาให้พวกเจ้าเข้าออกได้ตามอำเภอใจเป็นเวลาสามวันเต็ม”

     

            “ผู้ใดสนใจหอสมบัติของพวกเจ้ากันอย่าว่าแต่สามวันเลย ต่อให้เจ้าเปิดสามปีพวกข้าก็ไม่คิดเข้าไปเหยียบเอาอะไรที่เป็นรูปธรรมกว่านี้หน่อย ข้าต้องการหยกแห่งวิญญาณถ้าหากพวกเจ้าแพ้ต้องมอบหยกแห่งวิญญาณระดับต่ำยี่สิบก้อน ระดับกลางหนึ่งก้อน และเหล็กกิเลนอีกสิบห้ากิโลกรัม”

     

            “นี่เจ้าเสียสติไปแล้วรึ?เดิมพันก็ต้องลงให้มันเท่าเทียมสิ หยกแห่งวิญญาณระดับต่ำยี่สิบก้อนกับระดับกลางหนึ่งก้อนก็มีมูลค่ามากกว่าล้านตําลึงเงินแล้วบวกกับเหล็กกิเลนที่มีค่าควรเมืองนั่นอีก...อาศัยอะไร? พวกเจ้าคิดว่าตัวเองมีค่ามากถึงขนาดนั้นรึ?”

     

            เกาซานตัวที่นั่งอยู่ข้าง ๆลุกขึ้นมาช่วยพูด “ท่านไม่สามารถพูดแบบนั้นได้แม้พวกเขาจะยังเด็กแต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าพวกเขาไม่มีเงิน”

     

            เขาโบกมือของเขาทันใดนั้นเองชายฉกรรจ์ร่างใหญ่คนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับถุงเล็ก ๆ ในมือเกาซานตัวเปิดมันออกแล้วหันไปพูดกับอันเจิง “นี่คือของเดิมพันที่นายท่านเล็กฝากคนไปลงพนันไว้ข้าไม่เคยนำออกมา ในนี้มีหยกแห่งวิญญาณระดับต่ำสามสิบก้อน ตำราวิธีหลอมอาวุธขั้นกลางหนึ่งเล่มไม่ต้องพูดถึงว่ามูลค่าของหยกแห่งวิญญาณระดับต่ำสามสิบก้อนมีมากขนาดไหน แค่ตำราวิธีหลอมอาวุธขั้นกลางหนึ่งเล่มก็ประเมินค่าไม่ได้แล้วเปรียบเทียบกับเหล็กกิเลนสิบห้ากิโลกรัม ยังนับว่าเจ้าได้กำไรด้วยซ้ำ”

     

            เจินจวงปี้หัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ทำไมเกาซานตัวถึงต้องลุกขึ้นมาช่วยพูดแทนไอ้เด็กสวะของนิกายกากๆ นั่นด้วย?

     

            อันเจิงเองก็รู้สึกงุนงงไม่น้อยไม่เข้าใจว่าทำไมเกาซานตัวถึงช่วยเขา เขาไม่เคยให้หยกแห่งวิญญาณระดับต่ำสามสิบก้อนกับเกาซานตัวยิ่งไม่ต้องพูดถึงตำราวิธีหลอมอาวุธขั้นกลางอะไรนั่น...เขาหันขวับกลับไปมองผู้เฒ่าฮั่วพบว่าผู้เฒ่าฮั่วกำลังมองมาทางนี้ยิ้ม ๆ เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขา

     

           ผู้เฒ่าฮั่วอ้าปากพูดอย่างไร้เสียงว่า...ต้องชนะ

     

           ครู่หนึ่งอันเจิงรู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังลุกไหม้

     

           เขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้เฒ่าฮั่วและเกาซานตัวเป็นอย่างไรแต่วินาทีนี้เขารู้สึกว่าตัวเอง ตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังต่อไปอีก

     

            “หึ!”

     

            เจินจวงปี้หมุนตัวเดินจากไปเขาไม่สามารถตัดสินใจแทนได้จริง ๆ

     

            เชียวจ่างเฉินเดินออกมาจากหอสมุดมายา ปรบมือแปะๆ แล้วพูดขึ้น “เถ้าแก่เกามือเติบเสียจริง นับถือ ๆ แม้ว่าหอสมุดของพวกเราจะไม่ได้ร่ำรวยอู้ฟู่เท่าเถ้าแก่เกาแต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องให้พวกเจ้าเสียเปรียบ ในเมื่อฝั่งเจ้าลงเดิมพันโดยใช้หยกแห่งวิญญาณระดับต่ำสามสิบก้อนและตำราวิธีหลอมอาวุธขั้นกลางหนึ่งเล่มเห็นได้ชัดว่าข้าได้กำไรจากสิ่งนี้ เอาแบบนี้ ฝั่งข้าก็จะลงเพิ่ม ข้าจะเดิมพันด้วยหยกแห่งวิญญาณระดับต่ำสามสิบก้อนเพิ่มหยกแห่งวิญญาณระดับกลางให้อีกสองก้อน เพิ่มเหล็กกิเลนให้อีกสิบกิโลกรัม รวมทั้งหมดเป็นหยกแห่งวิญญาณระดับต่ำสามสิบก้อนหยกแห่งวิญญาณระดับกลางสามก้อน และเหล็กกิเลนยี่สิบห้ากิโลกรัม เป็นอย่างไร?”

     

            เกาซานตัวปรบมือให้ “สมแล้วที่เป็นถึงรองแม่ทัพของกลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กแห่งต้าเยี่ยนท่านอาจารย์ใหญ่เชียวทำให้ข้ารู้สึกชื่นชมนับถือมากจริง ๆ เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ แพ้หรือชนะต้องตัดสินอย่างยุติธรรม”

     

            “แค่ตัดสินแพ้ชนะเท่านั้นอย่าให้ถึงตายดังนั้นหากใครสังหารอีกฝ่าย ไม่ว่าจะพลั้งมือหรือไม่ก็ตาม คนผู้นั้นก็ต้องถูกฆ่าด้วย”

     

            “ถ้าอย่างนั้นใครจะเป็นผู้รับประกันหากว่าพลั้งมือสังหารอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจจริง ๆ ก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิตหรือ?”

     

            “ฆ่าผู้อื่นก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิตมีอะไรไม่ถูกต้อง?” เกาซานตัวกล่าว

     

            เจินจวงปี้โบกมือของเขา “ตามใจเจ้าห้ามฆ่าก็ห้ามฆ่า แต่เดิมนี่ก็เป็นเพียงการประลองระหว่างนักเรียน พวกเจ้าจำเอาไว้ด้วยว่าไอ้พวกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมันกลัวตาย เพราะฉะนั้นห้ามพลั้งมือเด็ดขาดอ่อนให้ได้ก็อ่อนไป หากลงมือหนักเข้าผู้อื่นจะร้องไห้แล้วฟ้องว่าพวกเจ้าทำผิดกฎเห็นหรือไม่ ฝั่งตรงข้ามมีแต่เด็กที่ยังไม่หย่านมทั้งนั้นพวกเจ้าก็อย่าได้รังแกผู้อื่นมากเกินไปนัก”

     

            คนของหอสมุดมายาพากันหัวเราะชอบใจลูกศิษย์คนหนึ่งที่ยืนอยู่หัวแถวตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “ท่านรองอาจารย์ใหญ่วางใจได้พวกเราสัญญาว่าจะไม่ตีพวกมันจนตาย”

     

            “ดี หลี่หู เจ้าลงเป็นคู่แรก เฟิงเซี่ยวซือเจ้าลงเป็นคู่ที่สอง เฉินโจว เจ้าลงเป็นคู่สุดท้าย” เจินจวงปี้กล่าว

     

            หลี่หูเป็นเด็กตัวใหญ่เขาสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร หลี่หูขานรับหนึ่งครั้งจากนั้นก็กระโดดออกไปข้างหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาแกมดูหมิ่น“ไอ้หนูที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั่น ใครจะออกมาเป็นคู่แรก?ข้าหลี่หูลูกศิษย์ของหอสมุดมายาระดับการบ่มเพาะขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสอง”

     

            คนคนนี้ดูไปแล้วน่าจะมีอายุสิบกว่าปี ความใหญ่โตของร่างกายเขาอยู่คนละระดับกับเด็กฝั่งนิกายเบิกสวรรค์โดยสิ้นเชิง

     

            “ข้าเอง”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพับแขนเสื้อขึ้น “ข้าขอท้าดวลกับเจ้า”

     

            แต่เพิ่งจะก้าวออกไปได้เพียงก้าวเดียวชวีหลิวเอ๋อที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนก็ยื่นมือออกไปดึงแขนของตู้โซ่วโซ่วไว้แล้วก้าวออกไปแทน“ข้าเอง”

     

            นางหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินไปที่กลางถนน “ชวีหลิวซีจากนิกายเบิกสวรรค์ระดับการบ่มเพาะขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นหนึ่ง”

     

            คำพูดเหล่านี้ไม่ดังมาก แต่ก็ฟังชัดเจน

     

            ชวีหลิวซีจากนิกายเบิกสวรรค์

     

            ไม่ใช่ชวีหลิวเอ๋อ แต่เป็นชวีหลิวซี

     

            นางหันมองกลับไปที่อันเจิงแล้วยิ้มรอยยิ้มนั้นงดงามมากแทบเรียกได้ว่างามล่มเมือง

     

            อันเจิงเพิ่งจะค้นพบในตอนนี้เองว่า ไม่ได้มีแต่เขาเท่านั้นที่ยืนหยัดและแข็งแกร่งเพียงพอชวีหลิวซีในชุดกระโปรงยาวสีดำตรงหน้าเขาตอนนี้ ดูสวยงามและน่าประทับใจมาก

     

            “เจ้า? เด็กผู้หญิง?”

     

            หลี่หูอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าหย่านมหรือยัง? หย่านมแล้วก็ไปฝึกวิชาการบ้านการเรือนหาบ้านสามีแล้วก็แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ซะ! รูปร่างหน้าตาเจ้าไม่เลวทีเดียวเกิดข้าตีเจ้าจนพิกลพิการขึ้นมา หาผู้ชายแต่งด้วยไม่ได้จะทำอย่างไรรีบไสหัวลงไปเสีย ข้าไม่ชอบตีกับผู้หญิง”

     

            “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาดูถูกผู้หญิง?” ชวีหลิวซีถาม

     

            หลี่หูกล่าวอย่างโอหัง “เพราะผู้หญิงอย่างพวกเจ้ามันอ่อนแอ!พวกเจ้าทั้งหมดล้วนอ่อนแอ!”

     

            ชวีหลิวซีพูดด้วยความหยิ่งทะนง “เอาชนะให้ได้ก่อนค่อยพูด”

     

            ไม่รอให้หลี่หูลงมือก่อนนางก็พุ่งตัวเข้าใส่ด้วยความรวดเร็ว

     

            หลี่หูโกรธมากที่ถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆคนหนึ่งดูถูกเหยียดหยามต่อหน้าธารกำนัล ไฟแห่งโทสะพลันครอบคลุมไปทั่วร่าง

     

            ชวีหลิวซีตัวเล็กกว่าหลี่หูมาก นางสูงเพียงแค่หน้าอกของเขาเท่านั้นรูปร่างหรือก็ผอมแห้งบอบบาง แขนของหลี่หูยังจะหนากว่าขาของนางเสียอีกพิจารณาจากลักษณะภายนอก ชวีหลิวซีดูอย่างไรก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา อย่างไรก็ตาม ชวีหลิวซีไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลย

     

            การแสดงออกแบบนี้ในสายตาของหลี่หูไม่ต่างอะไรกับการดูถูกเขา

     

            “ไม่ให้ฆ่าใช่ว่าจะทำให้เจ้าพิการไม่ได้ข้าจะทำให้เจ้าพิการไปตลอดชีวิต!”

     

            หลี่หูยกเท้าขึ้นเตะไปที่ท้องน้อยของชวีหลิวซีท่วงท่าที่ใช้ค่อนข้างป่าเถื่อน เคลื่อนไหวดูสะเปะสะปะเล็กน้อยเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด ดังนั้นลูกเตะนี้ของเขาจึงมีเรี่ยวแรงมหาศาลยิ่งระดับการบ่มเพาะของเขาอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสองมันจึงสามารถทำลายกระดานชนวนได้อย่างง่ายดาย

     

            ชวีหลิวซีเหมือนผีเสื้อที่บินไปมารอบ ๆต้นไม้ใหญ่ ก้มหัวหมุนตัวนิดเดียวก็สามารถหลบลูกเตะของหลี่หูได้อย่างสบาย ๆ หลี่หูเตะวืดไปเท้าของเขาตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง พื้นเวทีแหลกละเอียด เศษก้อนหินกระจายไปทั่ว

     

            ชวีหลิวซีโฉบมาหลบอยู่ด้านหลังหลี่หู จากนั้นกระแทกเท้าลงไปที่ขาอีกข้างของเขาแล้วกระโจนตัวขึ้นฝ่ามือบางพุ่งออกไปสับลงที่หลังต้นคอของเขาอย่างแรง

     

            ชวีหลิวซีเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาดังนั้นตอนที่ลงมือนางจึงไม่ได้ขับเคลื่อนพลังบ่มเพาะตามไปด้วยไม่อย่างนั้นฝ่ามือนี้ของนาง เพียงพอแล้วที่จะทำให้หลี่หูสลบไป

     

            ด้วยพลังแปลกประหลาดของนางฝ่ามือนี้อาจทำให้หลี่หูพิการได้เลยทีเดียว แต่นี่เป็นเพียงการประลอง ดังนั้นชวีหลิวซีจึงอ่อนข้อให้

     

            หลังจากปล่อยฝ่ามือออกไป นางก็ทะยานตัวออกไปยืนอยู่อีกฝั่งแล้วเชิดขากรรไกรขึ้นเล็กน้อย

     

            ในความเห็นของนางผลลัพธ์ได้ถูกตัดสินแล้ว

     

            “ระวัง!”

     

            ทันใดนั้นเอง อันเจิงก็ตะโกนออกมาชวีหลิวซีใจดีเกินไป นางคิดว่าการประลองมันจะจบลงเพียงเท่านี้แต่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร?

     

            หลี่หูโกรธมากหลังจากถูกโจมตีเขาเอนกายไปด้านข้างแล้วงัดกระเบื้องหินสีเทาบนพื้นขึ้นเขวี้ยงออกไปไม่ใช่แค่กระเบื้องหินแผ่นนั้นแผ่นเดียว แต่เป็นกระเบื้องสี่ห้าแผ่นถูกเตะออกไปทางชวีหลิวซีอย่างต่อเนื่อง

     

            ชวีหลิวซีสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน แต่ก็อาศัยความคล่องตัวของร่างกายหลบกระเบื้องหินแผ่นแรกได้การเคลื่อนไหวของชวีหลิวซีมีชีวิตชีวาและสวยงามมาก ราวกับกำลังเต้นระบำอยู่ในสวนดอกไม้พลังปราณรูปแบบพิสดารของนางถูกงัดออกมาใช้ และแล้วกระเบื้องหินแผ่นสุดท้ายก็ถูกนางผลักออกไป

     

           เนื่องจากต้องรับแรงโจมตีของกระเบื้องหินติดต่อกันหลายแผ่นชวีหลิวซีจึงไม่อาจไม่ถอยหลัง นางร่นถอยออกไปหลายก้าวจนแผ่นหลังแนบชิดกับกำแพงใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาว

     

            “ตายซะ!”

     

            หลี่หูที่ถูกความโกรธเข้าครอบงำไม่สนใจกฎห้ามฆ่าอีกแล้วเขาเค้นพลังปราณไปที่หมัดแล้วต่อยเข้าที่หน้าชวีหลิวซีอย่างแรง เขาเกิดมาก็มีพละกำลังล้นเหลือมากกว่าคนอื่นๆ ยิ่งตอนนี้อยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสองด้วยแล้ว หากโดนหมัดของเขาซัดเข้าตรง ๆสมองของชวีหลิวซีต้องระเบิดแหลกเป็นจุณแน่

     

            ชวีหลิวซีเบี่ยงหัวหลบไปด้านข้าง หมัดนั้นจึงกระแทกเข้ากับกำแพงด้านหลังนางอย่างแรงจนเกิดเป็นรูขนาดใหญ่อิฐแตกหักกระจายไปโดนผู้ชมจนได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า

     

           ประกายความรังเกียจวิ่งผ่านนัยน์ตาชวีหลิวซีไปอย่างรวดเร็ว นางคว้าแขนของหลี่หูไว้แล้วบิดไปด้านหลังหลี่หูเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เขาพยายามใช้มืออีกข้างคว้าตัวชวีหลิวซีแต่ก็ไม่สามารถทำได้มือปัดป่ายไปอย่างสะเปะสะปะ ใบหน้าของเขาเริ่มแดงขึ้นเรื่อย ๆ

     

            ชวีหลิวซียกเข่าขึ้นดันหลังของหลี่หู แขนอีกข้างรัดคอหลี่หูแน่นหลี่หูหมุนตัวกลับมาให้หลังของเขาติดกับกำแพงแทนชวีหลิวซีที่แต่เดิมยืนอยู่ข้างหลังหลี่หูก็หมุนตัวตาม แม้หลังของหลี่หูจะติดกับกำแพงแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้ชวีหลิวซีได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

     

            ชวีหลิวซีไม่สนใจว่าหลี่หูจะบ้าคลั่งหรือดิ้นรนแค่ไหนนางไม่ได้คลายแขนออก

     

            ไม่กี่นาทีต่อมาหลี่หูก็ประคองตัวต่อไปไม่ไหวอีกร่างของเขาล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมม่วง

     

           ชวีหลิวซีพลิกตัวกระโดดไปยืนอยู่อีกด้านของลานประลอง กระโปรงของนางตกลงมาช้าๆ ดูงดงามราวกับนางฟ้าที่ร่วงลงมาจากสวรรค์ นางมองไปยังหลี่หูที่นอนอ้าปากพะงาบ ๆอยู่บนพื้น จากนั้นก็ยกกำปั้นขึ้นมาแล้วทำท่าคารวะ “ชวีหลิวซีจากนิกายเบิกสวรรค์ขอบคุณที่ชี้แนะ”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน