ตอนที่ 172 วิถีกระบี่ที่สาม
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หลังจากที่ผ่านประสบการณ์ต่างโลกมา เฟิร์สก็รับรู้ว่ามีโลกอยู่อีกนับไม่ถ้วน และรู้ด้วยว่าสิ่งมีชีวิตบางตนสามารถบ่มเพาะโลกในร่างกายของตนเองได้
แม้แต่เขาเองก็ได้รับการบ่มเพาะของโลกใบหนึ่งโดยบังเอิญเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจที่เผ่าเดม่อนจะมีโลกของตนเองไว้บ่มเพาะ เพียงแต่การบ่มเพาะโลกภายในของพวกเขาอาจจะแตกต่างไปจากของเขาก็เท่านั้น
“แต่ก่อนที่ฉันจะต่อรองกับเขาได้ ฉันต้องมีหลักประกันเพื่อป้องกันตัวเองไว้ก่อน โลกเพลิงสีเงินของฉันแม้จะเป็นโลกภายในเหมือนกัน แต่กลับมีความสามารถที่แตกต่างไปจากโลกลวงของอีวา”
เด็กหนุ่มนั่งลงและเริ่มไล่เรียงตระหนักถึงเรื่องต่างๆ
“โลกลวงของอีวาไม่ต่างไปจากโลกลวงตาสามารถสร้างทุกอย่างได้ตามใจนึก สร้างหรือเปลี่ยนแปลงทุกอย่างข้างในนั้นได้ตามต้องการ แต่โลกเพลิงสีเงินของฉันกลับต่างออกไป มันไม่ใช่โลกลวงตาแต่กลับเป็นโลกแห่งเปลวเพลิงที่สามารถควบคุมเวลาและพลังแห่งเพลิงสีเงินได้เท่านั้น ไม่มีความสามารถในการสร้างโลกเสมือนที่สมจริงได้ ดังนั้นแล้วโลกบ่มเพาะของเผ่าเดม่อนเองก็จะต้องมีข้อจำกัดบางอย่างแน่นอน”
เฟิร์สหวนคิดไปถึงความลับที่เขาได้จากเศษเสี้ยววิญญาณเดม่อนตัวนั้น
“จากสิ่งที่ฉันรู้จากเดม่อนตัวนั้น โลกบ่มเพาะนี้ต้องการล่อลวงดวงวิญญาณเพื่อนำไปบ่มเพาะ ดวงวิญญาณของมอนสเตอร์มีคุณภาพต่ำมาก แต่วิญญาณของสิ่งมีชีวิตต่างโลกกลับมีคุณภาพที่มากกว่า ยิ่งได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังสปีริตระดับสูงก็ยิ่งมีคุณภาพยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น”
“มิติอบิสก็เหมือนกับโลกที่เป็นเหยื่อล่อและในขณะเดียวกันหากมอนสเตอร์ที่พวกมันสร้างสามารถบุกเข้าไปในต่างโลกได้ วิญญาณที่ถูกมอนสเตอร์ฆ่าก็จะกลายมาเป็นอาหารของเดม่อนเช่นกัน ดังนั้นแล้วมอนสเตอร์ก็ไม่ต่างไปจากเครื่องมือล่าอาหาร ซึ่งพวกมันต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากแน่กว่าจะสร้างมอนสเตอร์เหล่านี้ขึ้นมา อีกอย่างหนึ่งเผ่าเดม่อนไม่สามารถทำตามอำเภอใจกับมิติแห่งนี้ได้มากนัก นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้เป็นพระเจ้าในโลกนี้เพียงแต่จะสร้างมอนสเตอร์เพื่อเป็นเครื่องมือในการบ่มเพาะ”
เมื่อขบคิดมาถึงตอนนี้ดวงตาของเฟิร์สก็สว่างขึ้น
“หากความคิดของฉันเป็นเรื่องจริง นั่นก็หมายความว่ามิติอบิสแห่งนี้กำลังถูกเดม่อนตนอื่นแทรกแซงเหมือนกับที่ฉันพบกับนางพญาที่เป็นเดม่อนอีกตัวหนึ่งในตอนนั้น!”
วินาทีนั้นเองเฟิร์สก็สามารถคิดข้อต่อรองกับเจ้าของมิติบ่มเพาะนี้ได้แล้ว
แม้เขาจะไม่มั่นใจ แต่ไพ่ใบนี้ก็สำคัญมากทีเดียว
“แม้เดม่อนจะไม่มีสิทธิ์ในมิติอบิสแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาต้องมีวิธีการบางอย่างที่จะเปิดประตูอบิสเพื่อเชื่อมต่อกับโลกของฉันได้แน่ ... เพียงแต่ในตอนนี้ฉันจะทำยังไงที่จะติดต่อกับเขา?”
ถึงแม้ว่าเขาจะรู้เรื่องทุกอย่างก็ยากที่จะทำอยู่ดี โลกนี้กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก ต่อให้เป็นราชาหรือนางพญาก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเดม่อนจำแลงกายมา แล้วที่ผ่านมาหากมอนสเตอร์เหล่านั้นเป็นเจ้าของมิติอบิสแห่งนี้จริง พวกมันคงจะไม่ถูกจัดการได้อย่างง่ายดายแบบนี้
เพราะเหตุนี้เฟิร์สจึงคาดเดาว่าเจ้าของมิติอบิสแห่งนี้ไม่มีสิทธิ์ทำตามใจชอบ คงมีกฏเกณฑ์บางอย่างอนุญาตให้พวกเขาทำได้เท่าที่มีสิทธิ์
“หากฉันสามารถบ่มเพาะไปถึงขอบเขตผู้ใช้อักขระขั้นสีครามคงจะพอมองเห็นกฏเกณฑ์ข้างในนี้ได้”
เฟิร์สอดไม่ได้ที่จะคิดถึงช่วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในร่างของอีวา ขั้นสีครามคือผู้ที่แตะถึงขอบเขตกฎเกณฑ์ของโลก สามารถศึกษาและเข้าถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ในโลกได้
“แต่ความสามารถของฉันในตอนนี้คงจะยังไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนั้น หรือว่าฉันควรมุ่งสู่ขอบเขตการบ่มเพาะอักขระก่อนดี?”
การบ่มเพาะอักขระของเฟิร์สในตอนนี้มีสิทธิ์ที่จะเข้าสู่ขอบเขตขั้นสีม่วงได้อยู่บ้าง ไม่แน่ว่าหากเข้าถึงขอบเขตใหม่แล้วจมจ่อมเข้าขุดค้นในวิถีชี้แนะอาจจะได้รับอะไรบางอย่างมา หรือไม่ก็ออกสำรวจอบิสแห่งนี้เพื่อค้นหาอักขระและมุ่งสู่เส้นทางของกฏเกณฑ์ สำเร็จเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีคราม
ใช้กฎเกณฑ์เปิดประตูอบิสเชื่อมต่อกับโลกเดิม
วิธีการนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้
แต่ว่า ...
กว่าเขาจะสามารถไปถึงขั้นสีครามได้คงใช้เวลาไปไม่น้อย เกรงว่าพ่อของเขาคงจะไม่อยู่รอเนื่องด้วยอายุขัยที่มีอยู่อย่างจำกัด
แต่สำหรับเฟิร์สในตอนนี้แล้ว ร่างของเขาได้วิวัฒน์ไปทั้งกายเนื้อและวิญญาณ สังเกตจากสามปีมานี้ยังคงรูปลักษณ์เช่นเดิมและคาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงไป อายุขัยของเขาคงจะยืดยาวออกไปจนไม่สามารถประมาณได้
“ฉันไม่มีเวลาถึงขนาดนั้น การสำเร็จขั้นสีครามอาจมีโอกาสก็จริง แต่มันก็น่าจะมีโอกาสที่ดีกว่านี้”
เฟิร์สขบคิดหาทางกลับบ้านอย่างหนัก เขาค่อนข้างได้ข้อพิสูจน์แล้วว่าผู้บ่มเพาะพลังสปีริตไม่ได้ส่งผลต่ออายุขัยของสิ่งมีชีวิต แม้จะมีขั้นพลังบ่มเพาะที่สูงส่ง แต่พวกเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความแก่ชราได้อยู่ดี
ในขณะที่เฟิร์สกำลังกลุ้มใจอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีมอนสเตอร์ตัวหนึ่งโผล่ออกมา คาดว่ามันคงจะลาดตะเวนอยู่ที่นี่แล้วมาเจอกับเด็กหนุ่มเข้าพอดี
ด้วยสัญชาตญาณของมอนสเตอร์ เมื่อพบสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์มันก็ไม่ลังเลที่จะโจมตีในทันที
เฟิร์สที่มักจะเก็บงำกลิ่นอายของตัวเองไว้อยู่แล้ว ทำให้มอนสเตอร์คิดว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่กระจ้อยร่อยจึงต้องการที่จะล้างผลาญ
มอนสเตอร์ตัวยักษ์ขนาดเกือบสิบเมตรวิ่งเข้ามาด้วยเปลวไฟที่ลุกโชน มือยักษ์อันทรงพลังมหาศาล ต้องการที่จะบดขยี้สิ่งมีชีวิตตรงหน้านี้ให้แตกดับในคราเดียว
แต่ทว่า ...
จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ลืมตาขึ้นมา ดวงตาประหนึ่งกระบี่สีเงินสว่างวาบ
ครานั้นเองเบื้องหน้าก็ปรากฏเจตจำนงกระบี่ที่ก่อรูปร่างจากความว่างเปล่า กลายเป็นกระบี่ที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีเงินเล่มหนึ่งพุ่งทะยานออกไป
ซูม!
กลางอากาศเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กระบี่นี้มีความเร็วอันน่าสะพรึงราวกับภูติผีวิญญาณ พลังคุกคามแผ่ออกมาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
พริบตาก็วาบผ่านร่างอันใหญ่โตของมอนสเตอร์ตัวนั้นไป
โครม!
กระบี่เล่มนี้ไม่ได้ใหญ่โตเลยแม้แต่น้อย รูปร่างของมันไม่ได้ต่างไปจากกระบี่ธรรมดา เมื่อแทงทะลุร่างของมอนสเตอร์แล้วกลับสร้างรอยแผลเล็กจ้อยเหมือนเสี้ยนตำ
แต่ทว่าเปลวไฟสีเงินที่มากับกระบี่เล่มนี้กลับลุกโชนบนร่างของมอนสเตอร์อย่างโหมซัด เปลวไฟสีเงินดุจดังกระบี่นับไม่ถ้วนทิ่มแทงแผดเผาร่างทั้งร่างของมอนสเตอร์จนมันไม่มีเวลาแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา
เหตุการณ์นี้พูดแล้วเหมือนจะนาน แต่มันกลับเกิดขึ้นภายในพริบตาเท่านั้น
มันราวกับว่าเมื่อเด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมาร่างของมอนสเตอร์ก็เกิดไฟสีเงินลุกโชนและมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีแล้ว
นี่คือวิถีกระบี่ที่สาม - กระบี่เปลวเพลิง!
ใช่แล้ว! เฟิร์สในตอนนี้เป็นผู้สำเร็จวิถีกระบี่ที่สามเรียบร้อยแล้ว
ต่อให้เขาต้องเผชิญหน้ากับตัวตนแรงค์ SSS เขาก็ไม่เกรงกลัวพวกมันอีกต่อไป
ในตอนนี้ทั้งร่างกายที่มีกายาวิญญาณอัคคี หรือด้านการโจมตีที่สำเร็จวิถีกระบี่ที่สาม ไม่ว่าด้านใดก็เป็นพลังรบที่เหนือล้ำทั้งสิ้น คู่ควรที่จะกลายเป็นแรงค์ SSS คนหนึ่งแล้ว
แล้วตอนนั้นเอง ขณะที่มอนสเตอร์ตัวนั้นตายตกวิญญาณของเฟิร์สก็เกิดปฏิกิริยาหนึ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจ
“หืม ... เติบโตขึ้นอย่างนั้นหรอ?”
การเปลี่ยนแปลงของดวงวิญญาณหรือโลกเพลิงสีเงินทำให้เฟิร์สรับรู้ได้ทันที
“มันเป็นอย่างที่ฉันคาดการณ์ไว้จริงๆ การบ่มเพาะวิถีโลกเทียมของฉันสามารถเติบโตได้ด้วยการกลืนกินดวงวิญญาณที่ฉันสังหาร แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยแต่ฉันก็รู้สึกถึงมันได้”
เฟิร์สรู้สึกยินดีเล็กน้อยที่ตนเองสามารถพิสูจน์เส้นทางนี้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเส้นทางนี้ก็ดูจะโหดเหี้ยมเกินไป
กลืนกินวิญญาณของศัตรูเพื่อหล่อเลี้ยงวิญญาณของตนเอง
นั่นหมายความว่าหากเขาต้องการบ่มเพาะเส้นทางนี้ในอนาคต เขาต้องสังหารสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนเพื่อกลืนกินวิญญาณนั้นไม่ใช่หรอ?
หากเป็นอย่างนั้นตัวตนของเขาก็ไม่ต่างไปจากปีศาจที่กลืนกินดวงวิญญาณแต่อย่างใด
“ไม่สิ ... ฉันรู้สึกเหมือนกันว่าตอนที่ทะลวงขอบเขตขั้นดาราน้ำเงินวิญญาณก็ถูกยกระดับขึ้นเช่นกัน นั่นหมายความว่าการบ่มเพาะโลกเทียมของฉันสามารถบ่มเพาะได้สองวิธี หนึ่งคือกลืนกินวิญญาณสิ่งมีชีวิตอื่น และสองคือการยกระดับขั้นจากการบ่มเพาะซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว”
เฟิร์สไม่ต้องการให้ตัวเองกลายเป็นปีศาจกระหายเลือดจึงเสาะหาเส้นทางในการบ่มเพาะของตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการกลืนกินวิญญาณคือเส้นทางการบ่มเพาะที่รวดเร็วยิ่งกว่า