ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลงเมื่อสัมผัสถึงแรงกดดันที่ทะลักเข้ามานางเอาตัวเองมายืนอยู่หน้าฮุ่ยเอ๋อและหวงจื่อหาน แรงกดดันระดับปรมาจารย์ไม่สามารถผ่านนางไปได้
ร่างของหานจุนโป๋ก้มงอลงสองมือสัมผัสกับพื้นสนามหญ้าแววตาของไป่ฟานเซียนหรี่ลงเล็กน้อยเพราะสัมผัสได้ถึงการโจมตีระรอกต่อไปที่กำลังจะเข้ามา
ฟุบ!
หานจุนโป๋เคลื่อนไหวด้วยท่าร่างราวกับพยัคฆ์มันดูคล้ายกับการเคลื่อนไหวของหานหลงยี่ก่อนหน้านี้ แต่มันทั้งเร็วกว่าดุดันกว่าและทรงพลังกว่ากันอย่างยิ่งจนเทียบไม่ติด
หานจุนโป๋พริบตาเดียวก็มาโผล่เบื้องหน้าไป่ฟานเซียนสองมือที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณตะปบเข้ามาเป็นกากบาท ไป่ฟานเซียนด้วยความที่มีคนของตนอยู่ด้านหลังจึงต้องตั้งรับอย่างช่วยไม่ได้
แต่มันจะแค่ช่วยไม่ได้จริงเหรอ?
ไม่มีใครรู้ว่าช่วงไม่กี่วันมานี้ไป่ฟานเซียนเริ่มมีความเครียดสะสมอยู่ในตัวโดยไม่รู้ตัวความผิดปกติของฮุ่ยเอ๋อที่นางยังไม่สามารถแก้ได้มันเข้ามากวนจิตใจของนางจนนางเองก็เริ่มเหนื่อยล้าในใจ
เหมือนก่อนหน้านี้ที่นางขอให้ลุงหวงมาประมือด้วย
บางครั้งบางครานางก็อยากจะยืดเส้นยืดสายบ้างเหมือนกัน
และหานจุนโป๋ที่ปรากฏตัวออกมาพร้อมประกาศความเป็นศัตรูแบบนี้นี่มัน
ช่างถูกที่ถูกเวลาอย่างยิ่ง!
เปรี้ยง!
เสียงการปะทะที่รุนแรงดังขึ้นเมื่อไป่ฟานเซียนยกมือเพียงข้างเดียวเข้าไปรับการโจมตีของหานจุนโป๋
ร่างที่การเคลื่อนไหวดูราวกับสัตว์สี่เท้าของหานจุนโป๋กระเด็นไปอย่างไม่อาจต้านทาน!
“อืม...”
ไป่ฟานเซียนเหลือบมองฝ่ามือตัวเอง มันไม่มีแม้แต่ร่องรอยความเสียหายแม้แต่นิดเดียว
“ระดับปรมาจารย์สินะ?”
วินาทีนั้นหานจุนโป๋ก็สัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่รุนแรงปะทุออกมาจากร่างของหญิงสาวตรงหน้า
มันรุนแรงแต่ก็เงียบสงบ มันดุดันแต่ก็หนักแน่นความลึกล้ำของมันเหมือนกับท้องมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลและทรงพลัง
ระดับปรมาจารย์?
หานจุนโป๋มองหญิงสาวอย่างตกตะลึงความรุนแรงและรูปแบบกระแสลมปราณของหญิงสาวมันเป็นพลังของระดับปรมาจารย์จริงๆ! ทั้งมันยังใกล้เคียงกับเขาจนแทบจะเท่าเทียมกัน
ปรมาจารย์ตัวจริงที่อายุ 25!
ชายชราไม่อยากจะเชื่อ แต่ความจริงมันกลับปรากฏขึ้นต่อหน้าทั้งยามที่ร่างบางนั้นเริ่มลอยขึ้นเหนือพื้นขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับสายลมที่พัดอยู่รอบๆนั่น
มีเพียงระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ดั่งใจ
แน่แล้วว่าวิดีโอนั่นผิดพลาด
หานจุนโป๋หัวเสียอย่างยิ่ง สำหรับเขาแล้วการที่ข้อมูลซึ่งสำคัญที่สุดเกิดความผิดพลาดขึ้นมาแบบนี้มันไม่ใช่แนวของเขาที่สุด
เขาจะลงมือเมื่อมั่นใจทั้งยังต้องวางแผนการมาก่อนล่วงหน้า แล้วตักตวงผลประโยชน์กลับมาให้มากที่สุดนั่นต่างหากคือแนวทางของหานจุนโป๋
“มาช่วยข้ายืดเส้นยืดสายเสียหน่อย...”
หญิงสาวพูดประโยคที่เคยพูดกับลุงหวงด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทพ่อบ้านชราที่อยู่ด้านหลังรู้สึกคุ้นเคยกับประโยคนี้อย่างยิ่ง เพราะระยะหลังบางครั้งบางคราท่านปรมาจารย์ไป่ก็จะกดพลังจนเป็นระดับจอมยุทธ์เช่นเดียวกันแล้วประลองกับเขาแก้เครียด
แต่นี่เป็นการต่อสู้ระดับเดียวกันของปรมาจารย์!
เขามองไป่ฟานเซียนด้วยความเป็นห่วง
หานจุนโป๋เองก็กัดฟันกรอดเขาระเบิดเอาลมปราณออกมาจากร่างอย่างรุนแรง ร่างสองร่างจึงพุ่งเข้าไปพัวพันกันกลางอากาศท่ามกลางสายตาของผู้มุงดู
คนของหานจุนโป๋มองการต่อสู้นั้นตาค้างเมื่อมารู้ว่าความจริงหญิงสาวคนนั้นเป็นถึงระดับปรมาจารย์ล้วนตัวสั่นกันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เพราะนี่มันหมายความว่าพวกตนไปล่วงเกินตัวตนระดับปรมาจารย์เข้าแล้วสินะ!
พวกเขาบางส่วนอยากจะหนีแต่การต่อสู้กันของผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์กลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งกว่า อย่างในคราวก่อนเพียงมีข่าวลือว่าจะเกิดการประลองระหว่างราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงกับจอมดาบเจิ้งเหรินอี้เหล่าผู้ฝึกตนก็พร้อมจะเดินทางกันเพื่อมาดูแม้จะอยู่คนละซีกประเทศแล้ว
แต่นี่มีปรมาจารย์มาต่อสู้กันต่อหน้าโอกาสที่จะเรียนรู้แบบนี้พวกเขาไม่อยากจะพลาดไปจริงๆ!
ไป่ฟานเซียนยืนอยู่บนฟ้าด้วยท่าทีผ่อนคลายนางสามารถหลบการโจมตีระยะประชิดจากหานจุนโป๋ด้วยพลังฝึกตนระดับปรมาจารย์เช่นเดียวกันได้อย่างง่ายดายนางเริ่มบิดร่างกายราวกับกำลังวอร์มอัพท่าทางเช่นนั้นทำให้หานจุนโป๋ถึงกับควันออกหู
“อย่าดูถูกกันนัก!” หานจุนโป๋คำราม พลังปราณในร่างของเขาพุ่งขึ้นสูงมือทั้งสองข้างตะปบออกมาด้านหน้าเกิดเป็นกรงเล็บที่มีเสียงคำรามของพยัคฆ์พุ่งกรีดผ่านท้องฟ้าเป็นทางเข้าใส่ไป่ฟานเซียน!
พยัคฆ์กรีดนภา!
กระบวนท่านี้เป็นกระบวนท่าโจมตีระยะไกลที่สร้างชื่ออย่างหนึ่งให้หานจุนโป๋ความรุนแรงของมันสามารถตัดผ่านก้อนหินใหญ่หรือแผ่นเหล็กได้อย่างง่ายดาย!
หญิงสาวมองการโจมตีเบื้องหน้าที่พุ่งมานางสะบัดมือคราหนึ่ง พลังปราณที่ควบแน่นจนคล้ายกับคมดาบสีม่วงก็พุ่งทะยานเข้าใส่กรงเล็บด้วยความเร็วที่ไม่ยิ่งหย่อน
เมื่อการโจมตีทั้งสองปะทะกันก็เกิดเสียงดังสนั่นความรุนแรงที่เท่าเทียมกันทำให้พลังทำลายของทั้งสองกระบวนท่าถูกหักล้างกันจนสลายไปทั้งคู่ชายชรามองสิ่งที่เกิดอย่างแปลกใจ ร่างของเขาพุ่งลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง
ไป่ฟานเซียนที่เห็นว่าคู่ต่อสู้ที่มาช่วยเธอยืดเส้นยืดสายอยากลงไปต่อสู้ที่พื้นก็ไม่ขัดร่างของนางร่วงลงมายืนที่เดิมอย่างสงบราวกับนางฟ้าที่ลงมาจากสวรรค์
หานจุนโป๋ที่เตรียมจะใช้คำพูดเพื่อหลอกล่อให้หญิงสาวลงมาสู้กันเบื้องล่างก็เหยียดยิ้มขึ้นมาความจริงแล้วสิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือการต่อสู้บนพื้นดินนี่ล่ะ!
ไม่งั้นฉายาของเขาจะเป็นพยัคฆ์ภูผาได้อย่างไร?
ร่างของชายชราสั่นสะท้านเล็กน้อยทันใดนั้นผืนดินรอบๆตัวของเขาก็เริ่มสะเทือน พวกมันค่อยๆแยกตัวเป็นชั้นๆใต้เท้าของหานจุนโป๋ก่อนจะลอยมาประกอบขึ้นทั่วตัวของเขาจนดูคล้ายชุดเกราะที่สร้างมาจากพื้นดินชั้นหนึ่ง
อย่าเห็นว่ามันเป็นเพียงดินเพราะพลังปราณของหานจุนโป๋นั้นกำลังไหนเวียนอยู่จนทั่วเกราะนี้มันสามารถป้องกันการโจมตีจากอาวุธสมัยใหม่อย่างลูกปืนหรือระเบิดได้สบายนอกจากนี้ถ้าเป็นการโจมตีของระดับที่ต่ำกว่าปรมาจารย์ล้วนไม่สามารถจะทะลุผ่านเกราะชุดนี้ไปได้
อย่างหมัดของหวงจื่อหานที่เคยต่อยจนพื้นเป็นหลุมเป็นบ่อมันไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเกราะที่สร้างจากดินนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว!
ดินที่ก่อตัวค่อยๆเข้าไปห่อหุ้มที่ศีรษะของหานจุนโป๋ลักษณะภายนอกของมันดูคล้ายกับใบหน้าของพยัคฆ์ ยามที่ชายชราย่อตัวลงมาตัวเขาในยามนี้ดูไม่ต่างจากเสือตัวใหญ่ที่มีตัวเป็นดิน
นี่คือวิชาที่ทำให้เขาถูกเรียกว่าพยัคฆ์ภูผา!
ดวงตาของหานจุนโป๋เองก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสายตาของสัตว์ร้ายตาดำด้านในหดจนคล้ายกับว่ามันเป็นดวงตาของเสือจริงๆ!
พลังปราณสีน้ำตาลเข้มเริ่มปะทุออกมาพื้นดินที่หานจุนโป๋กำลังสัมผัสก็ดูเหมือนดั่งแขนขาเพียงเขาคำรามทีหนึ่งก็กลายเป็นหอกพสุธาแทงขึ้นมาจากพื้นดินจนไป่ฟานเซียนต้องกระโดดหลบ
หานจุนโป๋อาศัยจังหวะนั้นใช้พื้นดินที่ยกตัวขึ้นมาเป็นหอกช่วยในการเคลื่อนไหวร่างของเขากระโจนเหมือนสัตว์ร้าย ค่อยๆโจมตีไป่ฟานเซียนจากทุกทิศทาง
ทั้งหอกพสุธาทั้งการโจมตีตอดเล็กตอดน้อยจากหานจุนโป๋ ไป่ฟานเซียนเองก็เริ่มที่จะไม่ชอบใจ
นางอุตส่าห์คิดว่าลงมาสู้กันบนพื้นจะได้ใช้หมัดและร่างกายแลกกันเหมือนตอนสู้กับลุงหวงการต่อสู้แบบนั้นต่างหากที่สามารถช่วยระบายความเครียดให้นางได้
“น่ารำคาญจริง”
ไป่ฟานเซียนพูดขณะที่นางหลบหอกพสุธาที่พุ่งขึ้นมาไม่หยุดมือขวาของนางสะบัด คมดาบสีม่วงก็ออกมาแล้วตัดผ่านจนหอกทั้งหมดร่วงลงไปกองกับพื้น
หานจุนโป๋ที่แอบอยู่หลังหอกเล่มหนึ่งตัวแข็งทื่อเขากระโจนถอยห่างออกมาตั้งหลักใหม่อย่างช่วยไม่ได้แต่ไป่ฟานเซียนเองก็ไม่ยอมปล่อยเขาถอยไปง่ายๆ ร่างงามพุ่งในพริบตาก็ตามทันเธอตวัดขาเรียวงามเตะเข้าไปกลางลำตัวของหานจุนโป๋ที่ไม่ทันตั้งตัวจนกระเด็นไปชนกับต้นไม้แล้วถางป่าเข้าไปไกลกว่าสิบเมตร
ชายชราที่โดนซัดจนกระเด็นไปรีบพลิกตัวอย่างรวดเร็วเขาหวาดกลัวว่าไป่ฟานเซียนจะโจมตีซ้ำมาอีกระรอกแต่เขากลับแปลกใจเพราะหญิงสาวไม่ได้ตามมา นางเพียงกลับไปยืนใกล้ๆคนของนางเท่านั้น
หานจุนโป๋จึงอาศัยจังหวะช่วงนี้โคจรลมปราณเพื่อฟื้นฟูบาดแผลของตัวเอง
ชายชราตระกูลหานไม่รู้ตัวเลยว่าที่ไป่ฟานเซียนไม่ตามมานั้นเป็นเพราะนางกำลังหันไปมองเด็กน้อยที่สีหน้าดูไม่สบายอย่างยิ่งอยู่
นางรู้ว่าเด็กน้อยนี่กำลังคิดอะไรอยู่
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่...?”
หญิงสาวถามเสียงเบา แต่เสียงนั้นกลับดังเข้าไปในจิตใจของฮุ่ยเอ๋อ
“หนูไม่เป็นอะไรค่ะนายหญิง!”
แม้เด็กน้อยจะพูดแบบนั้นแต่ไป่ฟานเซียนกลับสัมผัสได้ว่าฮุ่ยเอ๋อกำลังแกล้งทำเป็นเข้มแข็งอยู่
เหมือนที่ช่วงนี้เด็กคนนี้กำลังทำทุกวัน
“บางที เจ้าอาจจะเป็นผู้ฝึกตนไม่ได้...”
ไป่ฟานเซียนกัดริมฝีปากอย่างชั่งใจ ก่อนที่จะพูดคำพูดที่คาดไม่ถึงออกมาแม้แต่ลุงหวงเองยังตาค้างเพราะไม่คิดว่าไป่ฟานเซียนจะมาพูดกับเด็กน้อยในเวลาแบบนี้
ฮุ่ยเอ๋อที่ได้ฟังร่างเล็กๆถึงกับแข็งค้างก่อนที่มันจะสั่นน้อยๆราวกับกำลังอดกลั้นไว้อยู่
“เจ้าเสียใจหรือไม่...?”
ไป่ฟานเซียนมองฮุ่ยเอ๋อด้วยสายตาจริงจังเมื่อเธอตัดสินใจบางอย่างแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของเด็กน้อย
ว่าเด็กคนนี้จะยังคงมุ่งมั่นหรือไม่
เหมือนครั้งแรกที่นางเจอเธอ
“หนูขอโทษที่ทำให้นายหญิงผิดหวัง...”เด็กน้อยเริ่มปรากฏน้ำตาขึ้นที่หางตาขณะที่พูด เธอไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถฝึกตนได้แต่เธอกลับเสียใจที่ทำให้นายหญิงของตนผิดหวังมากกว่า เด็กน้อยกำมุกธิดาอัคคีซึ่งถูกร้อยเป็นสร้อยคอโดยลุงหวงไว้แน่นอย่างไม่รู้ตัว
เธอแม้จะเป็นเด็กแต่ก็รู้ดีว่านายหญิงนั้นทุ่มเทให้ตัวเองขนาดไหน นายหญิงใช้เวลาช่วงบ่ายทุกวันไปกับเธอทั้งเธอยังสังเกตว่านายหญิงศึกษาตำราแพทย์มากมายอยู่ตลอดเวลาแค่นั้นเธอก็พอจะเดาได้แล้ว
ว่าร่างกายของเธอนั้นมีปัญหา
“...ข้าไม่เคยผิดหวังในตัวเจ้า”
ไป่ฟานเซียนกลับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างหาได้ยาก นางเดินไปอยู่เบื้องหน้าฮุ่ยเอ๋อแล้วลูบหัวเด็กน้อยอย่างแผ่วเบาโดยไม่สนใจหานจุนโป๋ที่สายตาสว่างวาบ แล้วคิดจะหาโอกาสจังหวะนี้โจมตีทีเผลอ
“เจ้ารู้หรือไม่ บางครั้งผู้ที่แข็งแกร่งก็ไม่จำเป็นต้องมีพลังปราณที่สูงล้ำ”
ไป่ฟานเซียนสลายพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างทิ้งไปในพริบตานางก้าวเท้าออกมาด้านหน้าแล้วเผชิญหน้ากับหานจุนโป๋ที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับพลังปราณที่ไหลทะลักจนสามารถทำคนธรรมดาสลบได้สบายๆ
ลุงหวงที่อยู่ใกล้ที่สุดตกใจ เพราะอยู่พลังปราณของท่านปรมาจารย์ไป่ก็หายไป
ไป่ฟานเซียนตอนนี้เขาคิดว่าไม่ต่างจากคนธรรมดา!
“ข้าจะสอนให้...”
ไป่ฟานเซียนขยับขา เท้าของนางก้าวออกไปข้างหนึ่งหลักการยืมพลังจากผืนดินและถ่ายเทน้ำหนักผสานกันอย่างลงตัวอย่างถึงที่สุดภายใต้การเคลื่อนไหวนี้
ตูม!
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สำหรับผู้ชมภายนอกรู้สึกเพียงว่าหานจุนโป๋กำลังวิ่งเข้าใส่ไป่ฟานเซียนแต่วินาทีที่ปะทะกันไป่ฟานเซียนซึ่งไม่ปรากฏลมปราณใดๆในร่างกลับเป็นผู้ที่สามารถยืนอยู่ได้!
ส่วนหานจุนโป๋นั้นกระเด็นไปไกลเสียยิ่งกว่ารอบเมื่อครู่ทั้งคราวนี้เกราะดินของเขายังแตกเป็นชั้นจนละเอียด ดวงตาของชายชราเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาก่อนที่มันจะเหลือกค้างเพราะสติของเขาหายไประหว่างที่กำลังลอยอยู่
สรรพสิ่งรอบตัวกลายเป็นเงียบสงบเหล่าผู้ฝึกตนที่เป็นคนของหานจุนโป๋ล้วนไม่เข้าใจในวินาทีสุดท้ายไป่ฟานเซียนไม่ได้ปรากฏลมปราณของระดับชั้นปรมาจารย์ออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวแต่การโจมตีของนางกลับจัดการหานจุนโป๋ที่เป็นถึงระดับปรมาจารย์ได้ในหนึ่งหมัด!
“แก่นแท้อันเป็นที่สุดของการเคลื่อนไหวและกระบวนท่า...”
“ปรมัตถ์หมัดมวย”
*ปรมัตถ์ = ใจความสำคัญ ,ประโยชน์อย่างยิ่ง , ความจริงอันเป็นที่สุด, ลึกซึ้งจนยากที่ปุถุชนจะเข้าใจ.*