ตอนที่ 137 อัจฉริยะอันดับหนึ่ง
การจู่โจมแบบวิ่งบุกทะลวงของเดร็คได้ทำให้ผู้คนจับตาและให้ความสนใจเขามากขึ้น ร่างของสัตว์อสูรที่ผสานอยู่ตอนนี้คือหมูป่ากะโหลกเหล็ก สัตว์อสูรจอมบุกทะลวง ด้วยกะโหลกหนามันวาวที่เป็นเอกลักษณ์ และพละกำลังของมัน ทำให้นักล่าที่เผชิญหน้าต้องเตรียมการวางแผนเพื่อรับมือเป็นอย่างดี หมูป่ากะโหลกเหล็กจัดว่าเป็นสัตว์อสูรระดับกลางยอดนิยมตัวหนึ่ง มีผู้เข้าแข่งขันหลายคนที่เลือกใช้ผสานร่าง นั่นเพราะมันผสานง่าย มีความเข้ากันได้กับมนุษย์สูงทำให้ควบคุมได้ง่าย เสถียร และแข็งแกร่ง เดร็ควิ่งชนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ อย่างดุดัน แต่กลับไม่มีใครเลยที่จะโจมตีสวนกลับมาที่เขา ไม่ว่าเดรกจะวิ่งไปทางไหนก็จะมีแต่คนระวังและพยายามหลบการโจมตีจากเขาทั้งสิ้น สภาวะที่เกิดขึ้นในการแข่งขันรอบนี้สืบเนื่องเพราะเหตุการณ์เมื่อวาน ทุกคนเห็นตัวอย่างกับตาแล้วว่าในรอบนี้ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปปะทะซึ่งๆ หน้ากับผู้ที่แข็งแกร่ง กลับกันรังแต่จะทำให้ตนถูกกระทืบเสียเปล่า เช่นในกรณีของไครอส ผู้เข้าแข่งขันทั้งสนามเลือกที่จะรุมเขาแทนที่จะสนใจเก็บแต้ม กว่าจะตระหนักรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็ไม่เหลือโอกาสสำหรับตนเสียแล้ว ผลคือนอกจากไครอส ในรอบนั้นไม่มีใครผ่านอีกเลย แม้กระทั่งตูเลย์ที่เป็นตัวเต็งของเขตพิซานเดรีย พิจารณาจากรูปการณ์แล้ว หากตูเลย์ไม่เจอกับไครอส ด้วยความสามารถของเขาอาจเข้าไปถึงรอบสุดท้ายเลยก็ได้ ซึ่งนั้นก็เป็นตัวอย่างมีให้เห็นอยู่ทนโท่ ใครจะอยากไปเจริญรอยตามกัน? สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามตอนนี้จึงดูเหมือนหมาป่าหิวกระหายหลุดเข้าไปกลางฝูงแกะ เป็นการไล่กวดอยู่คนเดียว พวกที่เหลือนอกจากจะเน้นเก็บแต้มแล้วก็ยังต้องระวังการจู่โจมจากเดร็คอีกด้วย“เจ้าคนชั้นต่ำนั่น!” ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีสถานะเป็นเชื้อพระวงศ์มองไปยังเดร็คด้วยสายตาริษยาปนเคียดแค้น เขากำหมัดแน่นก่อนจะพุ่งไปจู่โจมผู้เข้าแข่งขันคนอื่นเพื่อเก็บแต้มของตัวเองต่อ เหล่าเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ก็จ้องมองชายหนุ่มในร่างผสานสัตว์อสูรด้วยสายตาที่ไม่ต่างกัน แม้เดร็คจะได้รับการยอมรับจากองค์จักรพรรดิ แต่ความจริงแล้วคนรุ่นใหม่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์กลับไม่มีใครชอบหรือชื่นชมเขาจากใจจริงเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขารู้สึกเสียหน้าที่คนชั้นต่ำถูกยกสถานะให้เทียบเท่าเชื้อพระวงศ์ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พวกเขาเคยพ่ายแพ้ให้เจ้าคนชั้นต่ำนี่อย่างหมดรูปในการแข่งขันตัวต่อตัว แม้จะอยากรวมตัวกันไปรุมสักแค่ไหน แต่เหล่าเชื้อพระวงศ์เองก็ตระหนักดีว่ามันเสียเวลาเก็บแต้ม คงมีแต่ต้องรอเอาคืนรอบต่อไปเพียงเท่านั้น“หมดเวลาเร็วเป็นบ้า” เดร็คบ่นขณะที่ร่างกายค่อยๆ คืนสภาพ เขาเปิดกล่องออกมาแล้วมองไปยังยาเม็ดพิเศษที่อยู่ในนั้น มันเป็นเม็ดที่ทรงพลังและควบคุมยากที่สุด ทำให้มีอยู่เพียงเม็ดเดียวจากทั้งหมดสิบเม็ด ชายหนุ่มยิ้มอย่างนึกสนุกก่อนจะหยิบยาเม็ดสีแดงขึ้นมาแล้วดีดเข้าปาก ชั่วอึดใจเดียวร่างของเขาก็แปรสภาพเป็นกึ่งสัตว์อสูร ร่างสูงใหญ่ขึ้น มัดกล้ามเนื้อขยาย หางขนาดใหญ่งอกออกมา ผิวหนังเรียงซ้อนกันเป็นเกราะสีแดงฉาน มือแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็กแหลมคม ปากใหญ่ยาวที่มีฟันเรียงรายน่าเกรงขามยื่นออกมาพร้อมกับเสียงคำรามที่แผดก้องไปทั่วทั้งสนาม“จะ..จระเข้บึงโลหิต?” ผู้ชมทั้งสนามต่างอุทานออกมาอย่างตื่นตะลึง ร่างผสานตัวที่สามที่ชายหนุ่มคนนี้แสดงให้เห็นคือจระเข้บึงโลหิต สัตว์อสูรสุดเกรี้ยวกราดที่ว่ากันว่าควบคุมยากที่สุดตัวหนึ่ง มันเป็นสัตว์อสูรชั้นสูงที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่ง รับมือยาก นอกจากคุณสมบัติเฉพาะตัวด้านร่างกายแล้ว จระเข้บึงโลหิตยังมีความสามารถกลืนกินเลือดของเหยื่อเพื่อฟื้นฟูร่างกายอีกด้วย“นึกถึงความหลังเลยแฮะ” แกรนด์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผู้ใช้ร่างผสานของสัตว์อสูรตัวนี้ แต่คนที่ดูจะตกใจกว่าใครเพื่อนคือเคเซอร์ เขาถึงกับลุกพรวดขึ้นจากที่นั่นก่อนจะทิ้งตัวลงเก้าอี้อย่างตื่นตะลึง ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับจระเข้บึงโลหิตเขานั้นรู้เป็นอย่างดี แม้แต่ตัวเขาเองกว่าจะผสานร่างและใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วก็ต้องผ่านการฝึกฝนอยู่หลายปี สิ่งที่ทำให้เคเซอร์ตกตะลึงมิใช่เพราะเดร็คสามารถผสานร่างกับสัตว์อสูรตัวนี้ได้ แต่เป็นตอนที่เดร็คคำรามออกมาเมื่อการผสานร่างเสร็จสมบูรณ์ต่างหาก ความรู้สึกของเขาบอกได้เลยว่าความเข้ากันได้ของชายหนุ่มกับจระเข้บึงโลหิตคือ 100% ซึ่งแน่นอนว่ามันมากกว่าเขาเสียอีก พลังที่ปลดปล่อยออกมาตอนคำรามบ่งชี้ได้ชัดเลยว่า เดร็คสามารถดึงศักยภาพเต็มขั้นของจระเข้บึงโลหิตออกมาได้ เคเซอร์แทบไม่อยากเชื่อว่าชายหนุ่มอายุเพียงเท่านี้จะสามารถฝึกฝนให้มาถึงขั้นสูงสุดได้ แม้จะเป็นการใช้เม็ดยาประหลาดนั้นเข้าช่วย จะอย่างไรการควบคุมจระเข้บึงโลหิตก็ต้องยากอย่างที่สุดอยู่ดี แต่ความคิดนี้ก็พลันจางหายไปจากหัวของเคเซอร์อย่างรวดเร็ว จากความสงสัยกลับกลายเป็นความชื่นชมปนละอายใจ ตัวเขาซึ่งมีความสามารถอันน้อยนิด ถึงกับกล้ายกตัวเองไปเทียบกับผู้ที่เป็นสิบสองผู้กล้าแห่งโคลอสเซียมเลยหรือ? นี่คือผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์โดยแท้จะเอามาเทียบกับผู้ฝึกพลังระดับเช่นเขาได้อย่างไร! เดร็คในร่างผสานจระเข้บึงโลหิตไล่ถล่มผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจนครบเวลาสามนาที เมื่อเขาคืนร่างก็หันไปมองที่จอ แต้มตอนนี้คือ 452 เดร็คถึงกับคิ้วขมวด ขนาดวิ่งไล่ทำแต้มจนเหนื่อยยังได้น้อยกว่าแจ๊คอีกงั้นเหรอ? แต่เมื่อเขามองรูปการโดยรวม ทั้งความแข็งแกร่งเฉลี่ยของผู้เข้าแข่งขันเมืองหลวงที่มากกว่าเมืองอื่น อีกทั้งทุกคนยังระวังเขาอยู่คนเดียว การได้แต้มประมาณนี้ก็ไม่นับว่าน่าทึงแล้ว เดร็คถอนหายใจออกมาก่อนจะพุ่งเข้าไปตะลุมบอนอีกครั้งโดยไม่ใช่ร่างผสานสัตว์อสูร เขาเลิกความคิดที่จะทำแต้มแข่งกับสองอันดับแรกแล้ว แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ใช่ว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจะรับมือเขาได้ง่ายๆ เมื่อจบรอบการแข่งขันเดร็คทำไปได้ทั้งสิ้น 500 แต้ม ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 ตามหลังไครอสกับแจ๊คมาติดๆ รอบถัดๆ ไปของเมืองหลวงก็เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด ผู้มากด้วยพรสวรรค์หลายคนวาดลวดลายในสนามได้อย่างน่าประทับใจ เสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ชมให้เดือดพล่านและอินไปกับการแข่งขันขึ้นไปอีก“ไม่นึกว่าเผ่ามนุษย์จะยกระดับของผู้ฝึกพลังรุ่นใหม่ได้อย่างก้าวกระโดดเช่นนี้” ราชันย์ปักษาถึงเอ่ยปากออกมาอย่างยอมรับ หากทุกเผ่าไม่ได้มาเห็นขุมกำลังใหม่ด้วยตาของตนเอง พวกเขาก็คงไม่รู้ว่ามนุษย์ยกระดับไปมากขนาดนี้แล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นความแตกต่างเท่าใดนัก เพราะเด็กเหล่านี้ยังเป็นแค่หน่ออ่อน แต่อีกไม่เกินร้อยปีข้างหน้าเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นเต็มที่จะเป็นคนละเรื่องกับวันนี้ และพวกเขาคงถูกเผ่ามนุษย์แซงหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย นี่ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันเพื่อคัดเลือกผู้ที่จะได้เป็นศิษย์แห่งเทพสงคราม แต่นัยสำคัญอีกอย่างคือการประกาศว่าเผ่ามนุษย์มีกำลังคนและความพร้อมแค่ไหนในอนาคต และผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดสิบคนในการแข่งขันครั้งนี้จะได้รับความคุ้มครองจากเทพสงครามอีกด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ราชันย์ปักษา ขุนพลเผ่าอื่นๆ ก็ตื่นตัวไม่ต่างกัน พวกเขาล้วนรู้สึกว่าตนนั้นคิดถูกแล้วที่ได้เดินทางมาเห็นกับตา หากไม่ทำอะไรในอนาคตมนุษย์จะต้องมีอำนาจต่อรองเหนือเผ่าหลักที่เหลือแน่นอน และนี่คือสิ่งที่เทพสงครามต้องการ ในโลกที่พลังเป็นใหญ่ การครอบครองขุมกำลังที่เหนือกว่าฝ่ายอื่นย่อมนำมาซึ่งสันติภาพที่ยาวนานแก่ตนด้วย แต่การกระทำเช่นนี้แน่นอนว่าผลกระทบของมันก็ส่งผลเป็นวงกว้างเช่นกัน ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือจำนวนสัตว์อสูรในทวีปลดลงมากพอสมควร บางชนิดที่ไม่กี่ปีก่อนเคยพบเห็นได้ทั่วไป บัดนี้กลับกลายเป็นสัตว์อสูรหายากไปเสียแล้ว ไม่เพียงเฉพาะสัตว์อสูร ทรัพยากรทุกอย่างลดลงไปในจำนวนที่น่าใจหาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มพลังฝึกให้เร็วที่สุดถูกใช้ไปมากมายมหาศาลในช่วงสองปีครึ่งตั้งแต่ประกาศว่าจะมีการแข่งขัน แต่เทพสงครามก็คาดการณ์เรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว ทรัพยากรที่เสียไปแลกกับการที่มีผู้ฝึกพลังก้าวข้ามขีดจำกัดในห้วงเวลาเดียวกันหลายแสน คนนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า“นั่นไง มาแล้ว องค์รัชทายาท!” เสียงเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่งขันเมื่อกาเซลก้าวขึ้นสู่สนาม ในรอบที่แปดของการแข่งขันเขตคาเธจมีผู้ที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนสนาม เขาคือองค์รัชทายาท ว่าที่จักรพรรดิคนต่อไป นอกจากชื่อเสียงเกียรติภูมิอันเกรียงไกรนี้แล้ว จากสถิติที่ถูกเก็บโดยกำไลข้อมือที่ผู้เข้าแข่งขันทุกคนสวมไว้ กาเซลถูกจัดว่าเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มีระดับพลังสูงที่สุด! โดยระดับของเข้าคือ ผู้ใช้เวทย์คลาส 7 ขั้นสูง พลัง 72% ทั้งที่อายุของเขาเพียงแค่ 24 ปีเท่านั้น รวมถึงรั้งเป็นตัวเต็งอันดับที่หนึ่งของการแข่งขันในครั้งนี้อีกด้วย ไม่มีใครคิดว่าการแข่งขันในรอบแรกจะทำให้องค์ชายผู้นี้ตกที่นั่งลำบากได้ กลับกัน ผู้ชมต่างลุ้นว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งผู้นี้จะทำแต้มได้เท่าไหร่มากกว่า ซึ่งก็เป็นไปตามที่ทุกคนคาด การเซลทำแต้มขึ้นมาได้อย่างไม่ลำบาก แม้คะแนนของเขาจะยังน้อยกว่าเดร็ค แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้กาเซลลอยลำผ่านเข้ารอบสองได้สบายๆ หลังจากจบการแข่งขันกาเซลก็เดินลงมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ลูเซียสมองเพื่อนร่วมทีมครู่หนึ่งก่อนจะละสายตาไป กาเซลในวันนี้ต่างไปจากเมื่อสองปีก่อนมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาฝึกอย่างหักโหม อาจเรียกได้ว่าฝึกหนักกว่าทุกคนที่เขารู้จักเลยก็ได้ แรงผลักดันสำคัญที่มีส่วนอย่างมากต่อการฝึกของกาเซลคือความอัปยศคราวก่อน เขาตั้งใจพาคนไปล้อมจับแจ๊คและกลุ่มโจรสลัดของมัน แต่กลับถูกยั่วให้สู้ตัวต่อตัว กระนั้นเขาที่มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมยังไม่สามารถเอาชนะหัวโจกโจรสลัดกิ๊กก๊อกได้ ทั้งที่ธาตุของเขาชนะทางเจ้านั่นด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังหนีไปได้ยกกลุ่มและทิ้งคำพูดเสียดแทงใจดำไว้อีกด้วย หลังจากวันนั้นกาเซลก็ทุ่มกำลังฝึกอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าต้องเหนือกว่าทุกคนให้ได้ ไม่ว่ามันจะเป็นใคร มาจากไหน และเขานี่แหละจะเหยียบร่างสถิตให้มันจมดินทุกคน! “พลังสูงกว่าพวกเราโขเลยว่ะ” แกรนด์เอ่ยขึ้นพลางครุ่นคิด ร่างสถิตทุกคนที่ตรวจสอบมา ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง แจ๊ค เซย์ร่า มาแชล ไครอส ทุกคนล้วนแต่มีนะดับพลังที่ไล่เลี่ยกัน แต่สำหรับกาเซลนั้น ระดับพลังของเขากลับโดดสูงล้ำขึ้นไปเหนือคนอื่นๆ นี่คือความห่างชั้นของการเข้าถึงทรัพยากรงั้นหรือ? รึหมอนั่นมันไปทำอะไรมากันแน่? “ต้องแบบนี้มันถึงจะสนุก ฮ่าๆ ๆ” แจ๊คเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะอย่างไม่ร้อนใจ แม้รูปแบบพลังของเขาจะแพ้ทางกาเซล อีกทั้งระดับพลังยังน้อยกว่า ถึงอย่างนั้นแจ๊คก็มองว่าเป็นเรื่องท้าทายและน่าตื่นเต้น ไม่มีความกลัวหรือวิตกแม้แต่น้อย บางทีแจ๊คก็นึกไปถึงขนาดที่ว่าจะเป็นยังไงถ้าเขากระทืบองค์ชายขี้เก๊กจนมันหมดสภาพคาสนาม อยากรู้เหมือนกันว่าองค์จักรพรรดิรวมถึงพวกเชื้อพระวงศ์มันจะพากันทำหน้ายังไงเมื่อการแข่งขันทั้งสิบสองรอบจบ เขตคาเธจก็ได้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบทั้งหนึ่งร้อยคน แต่ละคนล้วนแต่เป็นผู้ฝึกพลังที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และอาจเรียกได้ว่าพวกเขาผ่านการคัดตัวมาอย่างเข้มข้นและยากลำบากที่สุด วันที่สองของการคัดเลือกศิษย์แห่งเทพสงครามได้จบลง ผู้ชมทุกคนทยอยออกจากโคลอสเซียมไปด้วยอารมณ์ที่ยังตราตรึงและอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันรอบแรกวันสุดท้ายกับสองเขตที่เหลือ“ขอคุยด้วยได้รึเปล่า?” เอลซ่าเอ่ยทักแกรนด์ในขณะที่เขาเดินออกจากโคลอสเซียมเพื่อกลับที่พัก ข้างหลังของเธอมีเอลรอนที่ยืนก้มหน้าไม่กล้าสบตากับแกรนด์อยู่“มีธุระอะไรรึเปล่า?” “อื้ม มีบางอย่างที่พวกเราคิดว่าเจ้าควรรู้น่ะ” “งั้นเหรอ มาสิ ไม่เจอกันนานนะ” แกรนด์เอ่ยทักอย่างเป็นกันเอง ในสายตาของเขามีเพียงเอลซ่าเท่านั้นที่ความสัมพันธ์ยังพอจะเรียกว่าพี่น้องได้อยู่“ข้ารู้จักร้านแถวนี้ เจ้าจะว่าอะไรมั๊ยถ้าข้าจะชวน...” “ไม่ต้องหรอก ถ้าจะคุยกันส่วนตัวจริงๆ ก็ตามข้ามา” “เจ้าจะพาไปไหน?” “รังมังกร” แกรนด์ตอบพร้อมกับเดินนำหน้าเพื่อพาทั้งสองไปยังที่พักของเขา ขณะที่เดินไปเงียบๆ อยู่นั้น เอลซ่าจ้องมองหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินตามหลังแจ๊คอยู่ไม่ห่าง เธอจำแจ๊คได้ในฐานะของผู้ที่มีคะแนนรั้งอยู่เป็นอันดับที่สอง และเพิ่งรู้ว่าชายคนนี้กับแกรนด์รู้จักกัน ส่วนหญิงสาวที่เดินตามหลังแจ๊คอยู่นั้น เอลซ่ากำลังชั่งใจอยู่ว่าใช่คนที่เธอรู้จักหรือไม่“เจ้าคือมาเดลินจากตระกูลเฮโดส?” ในที่สุดเอลซ่าก็เอ่ยทักออกมา“รู้จักข้าด้วยเหรอ?” หญิงสาวหันกลับมาถามอย่างประหลาดใจ อันที่จริงเธอก็คุ้นๆ หน้าเอลซ่าอยู่เหมือนกัน“ใช่จริงๆ ด้วย ข้าเอลซ่าจากตระกูลฟูลตัน เราเคยเจอกันตอนเป็นเด็ก ตอนนั้นท่านพ่อพาข้าไปเยี่ยมตระกูลของเจ้า” “เจ้าคือเด็กคนนั้นเหรอ? เปลี่ยนไปจนข้าจำแทบไม่ได้เลยแหนะ!” “ดีใจจริงๆ ข้าก็มองหาพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อวานตอนเขตพิแซนเดรียแข่ง แต่คนในสนามเยอะไปข้าก็เลยไม่รู้จะหายังไง ไม่นึกว่าจะมาเจอกันแบบนี้ได้ เห็นชื่อของเจ้าขึ้นลำดับที่ 100 ของเขตพิแซนเดรียนี่ ยินดีด้วย” “เจ้าก็ผ่านเหมือนกัน ยินดีด้วย” “ตอนนี้เจ้าทำอะไรอยู่ล่ะ? ที่พักขอตระกูลเฮโดสไม่ได้ไปทางนี้หนิ?” “ช่วงนี้ข้าติดตามนายท่านเพื่อขอคำชี้แนะเรื่องทักษะการต่อสู้น่ะ” หญิงสาวตอบพลางมองไปที่แจ๊คด้วยสายตาที่เป็นประกาย ชี้แนะด้านทักษะการต่อสู้? ตระกูลเฮโดสที่มีรูปแบบทักษะเฉพาะตัวแบบสุดๆ เนี่ยนะ? สอนคนจากตระกูลเฮโดสด้านทักษะไม่เท่ากับการสอนตระกูลฟูลตันให้ใช้เพลิงเลยหรือ? แต่มันจะไม่แปลกเลยถ้าคนผู้นี้คือ ร่างสถิตไฮดร้า! เอลซ่าตกใจเมื่อคิดได้ดังนั้น ตระกูลของเธอถูกปลูกฝังเรื่องนี้มาโดยตลอด เธอรู้ว่าสถานะของเหล่าร่างสถิตสูงส่งขนาดไหนในสายตาของผู้สืบทอดสายเลือดรุ่นต่อๆ มา อย่างเซย์ร่าที่เป็นร่างสถิตวิหคเพลิง ตามธรรมเนียมตระกูลฟูลตัน พวกเขาควรปฏิบัติกับเธอเฉกเช่นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลด้วยซ้ำ“ยินดีต้อนรับสู่รังมังกร” “เฮ๊ยๆ รังมังกรทะเลเว้ย! กล้าดียังไงมาตัดส่วนของข้าออก!” แจ๊คโวยเมื่อแกรนด์ไม่ยอมรวมชื่อในส่วนของเขาเข้าไปด้วย“ก็มันยาวนี่หว่า” “ไม่ได้ๆ พูดให้มันเต็มๆ สิวะ!” เมื่อผู้มาเยือนเข้ามาข้างในก็พบว่าที่พักนี้ตกแต่งอย่างหรูหราพอสมควร มีผู้คนกินดื่มเล่นการพนันอย่างครื้นเครงไม่เงียบเหงา เอลซ่าเดาว่าคนเหล่านี้น่าจะเป็นคนของแกรนด์กับแจ๊คทั้งหมด นั่นก็เพราะมีบ็อบกับครีทอยู่ในวงนั้นด้วย จากนั้นแกรนด์ เอลซ่า กับเอลรอนก็แยกไปนั่งโต๊ะเพื่อคุยกันเป็นการส่วนตัว“เข้าเรื่องเลยละกัน เรื่องอะไรที่พวกเจ้าคิดว่าข้าควรรู้ไว้?” แกรนด์ถามตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม“คือ..หลายเดือนนี้ท่านพ่อดูแปลกไป” “หืม? ตาแก่นั่นปกติก็แปลกอยู่แล้วหนิ” แกรนด์ทำหน้าเซงเมื่อเรื่องที่เอลซ่าเล่าเป็นเรื่องของดูเอล“ไม่ใช่แปลกแค่นิสัย แต่เป็นพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายท่านด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เพลิงที่เคยเจิดจ้าของท่านพ่อยังหมองคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด มันไม่เหมือนเพลิงเทพวิหค แต่เป็นอะไรสักอย่าง...” “พอๆ ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับข้าสักหน่อย ที่บอกว่าข้าควรรู้ไว้ก็เสียใจด้วย ข้าไม่อยากรู้สักนิด รู้ไปก็รกสมอง แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องของข้าด้วย” แกรนด์ปฏิเสธอย่างไม่ไยดีพร้อมกับยกเบียร์ขึ้นดื่ม อะไรที่เกี่ยวกับคนๆ นี้ล้วนไม่ใช่เรื่องของเขา“เจ้าฟังก่อน ที่ท่านพ่อเป็นแบบนั้นเพราะหลายเดือนก่อน ท่านไปได้หีบสมบัติใบหนึ่งมาจากโบราณสถานเขตหุบเขาทางใต้ของกลอเซน แต่เมื่อพยายามจะเปิดมันออกกลับมีไอพลังปริศนาออกมา ข้าคิดว่าต้นเหตุอาจจะเป็นเพราะมัน” “หีบสมบัติ?” “อื้ม” “ลักษณะเป็นยังไง?” “เป็นหีบทองคำโบราณ ยังเปิดไม่ได้ ไม่รู้ว่าข้างในใส่อะไรเอาไว้” “อย่างงี้นี่เอง เล่าต่อเลย เหมือนมันจะเริ่มเกี่ยวกับข้าบ้างแล้วล่ะ” แกรนด์มองไปยังเอลซ่าอย่างสนใจอีกครั้ง