หาใช่ว่าบุรุษเทพปีศาจหลงใหลในกายทิพย์รูปลักษณ์ภายนอกแต่เป็นเพราะว่าอาเป้ยไม่เคยเอ่ยปากชมผู้ใดบนเทวโลกว่ารูปงามนอกเสียจากเทพอู่เฉิน...
ยามนี้นางจึงตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลสะบัดปลายเท้าขึ้นเหินเวหาด้วยวิทยายุทธ์ของนาง
ต้องคอยหนีอสูรราตรีซึ่งเหาะเหินในอากาศได้ก็ว่ายากเย็นเหลือคณา มันกำลังไล่ตามนางอย่างบ้าคลั่ง นางยังต้องคอยหลบพลังอัคคีพิโรธของเทพปีศาจที่ซัดต้นไม้ล้มลงด้วย
แน่ล่ะ...เปลวอัคคีไม่ว่าเป็นประเภทใดของเทพอู่เฉินไม่สามารถทำร้ายนางทว่าต้นไม้สูงเสียดฟ้าเหล่านั้นหากล้มลงมาทับนางได้ถูกบี้แบนแต๊ดแต๋!
โชคยังเข้าข้างนาง เมื่อในอีกครู่หนึ่งเทพอู่เฉินเริ่มควบคุมพลังหยินได้คงที่ สติสัมปชัญญะกลับมาหลังจากที่ท่านโมโหนางพอสมควร
นับว่าการฝึกฝนในหลายวันมานี้ไม่สูญเปล่าทั้งที่โดยปกติแล้วเทพปีศาจช่ำชองเพียงการปล่อยพลังทั้งหมดออกไปมุ่งเน้นการทำลายล้างเช่นเดียวกับนางเฟยอี๋การฝึกใช้เวทเพื่อรักษาฟื้นฟูเช่นนี้ไม่ใช่งานถนัดนัก
เทพอู่เฉินสามารถใช้ฝ่ามือเพียงข้างเดียวรักษานางแม้ว่านางจะหนีตะขาบอยู่ด้วย
ทันใดนั้นเอง! อสูรราตรีกลับกลายเป็นตะขาบร่างสูงใหญ่มหึมากว่าเรือนของบิดามังกรขาอันมากมายเหล่านั้นเริ่มขยับไปในทิศทางเดียวกันในอากาศ คมเขี้ยวของมันมีขนาดใหญ่เท่ากลุ่มเมฆบนฟ้า
ให้ความรู้สึกน่าสยดสยองสำหรับอาเป้ยผู้ไม่ถูกกับสัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้เอาเสียเลยนางรู้สึกขนลุกขนชันทุกครั้ง นางเคยวิ่งหนีมันบนโลกมนุษย์มาก่อน ถึงขั้นว่าอาจารย์ฮุ่ยหมิงมาพบนางเข้ายังถูกอาจารย์ต่อว่าสั่งห้ามมิให้นางสิ้นลมหายใจเพราะเจ้าพวกนี้ ด้วยเหตุว่าศิษย์สำนักเทียนหลงไม่เคยมีผู้ใดสิ้นลมหายใจอย่างไร้เกียรติ
“แต่นี่ ๆ ตะขาบบ้าดีเดือดนี่มันตัวใหญ่คับฟ้านะท่านอาจารย์ข้าจะต่อสู้กับมันอย่างไรเล่า!”
อาเป้ยสบถลั่น นางได้แต่หวังว่าจะรอดชีวิตขณะเทพอู่เฉินกระโจนกายขึ้นสู่อากาศเพื่อพุ่งตรงไปหาเป้าหมายคือขาของนางหากใช้เวทหยินรักษานางเพียงอย่างเดียวก็เป็นเรื่องที่ทำได้ ติดเพียงแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย
“ท่าน... อสูรรูปงามเดี๋ยวก่อน ๆ ข้ามีคนรักแล้วท่าน... ได้โปรด เลิกตามตอแยข้าเสียที”
“อาเป้ย! เจ้าอยู่นิ่ง ๆ!”
“จะให้ข้าอยู่นิ่งท่านก็ทำอะไรให้ว่องไวสิพ่อตะขาบนี่จะเขมือบข้าลงท้องอยู่แล้ว แล้ว... ขาของท่านยั้วเยี้ยขนาดนี้ ท่านเคยนับข้าตัวเองหรือไม่!? ท่านลองนับเสียก่อนว่าท่านมีกี่ขาค่อยมาเจรจากับข้า”
พิษที่แล่นกระจายไปทั่วร่างทำให้นางเริ่มพร่ำเพ้อทะเลาะวิวาทกับตะขาบ นางกระโดดไปมาเพื่อหลบเลี่ยงการโจมตีของตะขาบสีแดงร่างใหญ่โตพร้อมด้วยวาจาร้ายกาจของนางโดยไม่ใช้เวทใด ๆ
ตะขาบราตรีเกือบฝังคมเขี้ยวของมันกลางลำตัวนางเสียแล้วหากนางถีบขาขึ้นอากาศไม่ทันมันตั้งใจจะงาบนางเข้าไปเป็นอาหารเย็นของมัน!นางว่ามันจะต้องเข้าใจภาษามนุษย์เป็นแน่
“ข้าเพียงปรารถนาจะถักทอรองเท้าอันงดงามสานด้วยเวทสีทองอร่ามให้ท่านเร็วเข้า! ท่านอยากได้ของขวัญล้ำค่าจากข้าหรือไม่ ได้โปรดตอบข้ามาพ่อตะขาบรูปงามจอมทึ่มท่านมีขาทั้งหมดกี่ขา!?”
อาเป้ยโวยวาย นางเริ่มรู้สึกถึงพิษสงของตะขาบราตรีสัตว์อสูรตระกูลไฟซึ่งนางเคยอ่านตำรามาบ้างว่ามันแสนจะร้ายกาจ บัดนี้สองขาของนางอ่อนแรงสูญเสียการควบคุมทิศทาง ล้มกลิ้งลงไปกับพื้นหญ้าถึงแม้ว่าเทพอู่เฉินจะกระโดดตามนางติด ๆฟาดฝ่ามือใส่รอยเขี้ยวบริเวณข้อเท้าของนางเพื่อดูดพิษออก
เวทสีดำลอยจากเท้าของนางในลักษณะกลุ่มควันส่วนหนึ่งถูกขับออกจากผิวหนังผ่านไอเวททว่าอีกส่วนหนึ่งนั้นยังคงไหลเวียนอยู่ในโลหิตของนาง
ก่อนหน้านี้นางขยับตัวมากไปสักหน่อยเท่ากับว่าพิษซึมเข้าสู่กระแสโลหิตของนางจำนวนหนึ่ง
นั่นอาจเป็นแผนการของอสูรผู้เห็นว่านางไม่โต้ตอบมันแม้สักน้อยเอาแต่กระโดดหนี ในเมื่อนางถือว่าเป็นการฝึกฝนของเทพอู่เฉินยังบอกให้พยัคฆ์อัคคีเข้าไปนอนในเรือนเสีย ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องของเทพ เจ้าเหลียนเหลียนเลยทำได้เพียงแอบชะเง้อคอมองตามดูนางเผื่อว่านางอาจต้องการความช่วยเหลือในสถานการณ์คับขัน
ครู่หนึ่งนั้น อสูรกับอสูรมองหน้ากันคล้ายกับว่าจะสื่อสารกันได้
อาจมีเพียงพยัคฆ์อัคคีที่ล่วงรู้ว่าอสูรตนนี้ไม่ใช่อสูรธรรมดาตะขาบตนนี้มีพละกำลังและเวทอสูรในระดับเทียบเท่าปีศาจ เมื่อไล่ต้อนเหยื่อให้อ่อนกำลังลงด้วยร่างอันใหญ่โตโอฬารโดยที่มันไม่ได้จะกลืนนางลงท้องจริง ๆทว่ารอจนกระทั่งพิษซึมซาบเข้าสู่กระแสโลหิตในปริมาณหนึ่ง มันจึงหยุดการโจมตีขยับขามากมายนั้นลงจากเวหา เหยียบยืนบนพื้นหญ้า
ตะขาบอัปลักษณ์น่าขยะแขยงกลายเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำในอาภรณ์สีขาวบางที่พาดบ่ากว้างครึ่งผืนนั้นหลุดหล่นลงกองอยู่บนหน้าท้องเป็นลอนหนาเผยให้เห็นมัดกล้ามเรียงตัวกันด้วยโครงสร้างร่างกายอันสมบูรณ์แบบ
ใบหน้าอันงามสง่าปานหยกสลักผมดำขลับยาวประสะโพกดูนุ่มสลวยเช่นผมของอิสตรี ทั้งดวงตาคู่เรียวรีคิ้วเข้มหนาที่เรียบขนานอย่างลงตัวรับกับปลายจมูกโด่งเป็นสันคม เทพอู่เฉินยืนนิ่งอึ้งไปด้วยความตกใจเท่ากันกับนาง
อาเป้ยนั่งกะพริบตาปริบ ๆเมื่ออสูรรูปงามนั่งยองลง เอื้อมมือมาสัมผัสข้อเท้าของนางบริเวณที่มันฝังคมเขี้ยวเอาไว้ด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“เจ้าอยากลองนับดูหรือไม่ว่าข้ามีกี่ขา? แม่นาง... ข้าปรารถนาจะได้ครอบครองรองเท้าถักสานด้วยมือของเจ้าหากว่าเจ้ายินดีถักทอมันให้ข้า หวังว่าเจ้าจะรักษาคำพูด... อาเป้ย”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าองอาจนั้นทำเอานางอ้าปากค้าง! นางคิดว่าเทพฮ่าวหรานเพียงยั่วโทสะบุตรชายเพื่อการฝึกฝน ตัวนางก็มิใช่สตรีหลายใจหลงใหลในบุรุษรูปงามเสียเมื่อไร
แต่เทพฮ่าวหรานไปตามหาอสูรตนนี้ใส่ขวดแก้วมาได้อย่างไร?
“เจ้า... อสูรชั้นต่ำ...ปล่อยมือจากสมบัติของข้า”
ในน้ำเสียงเข่นเขี้ยวขู่ฟ่อประกาศกร้าวอาเป้ยพลันหันไปทางเทพอู่เฉินซึ่งหยุดยืนอยู่ข้างกายพร้อมเปลวอัคคีในดวงตาคู่คมอสูรราตรียังคงไม่ยอมปล่อยมือจากข้อเท้านุ่มนวลของนาง...
นางคาดการณ์ว่า...
หายนะมาเยือนเทวโลกชั้นดินแล้วล่ะ!