บทที่2
ม้า
แสงแดดยามสายทอประกายเหนือกำแพงหินสีงาช้างของเมือง ลูมีเอล สะท้อนกับยอดหลังคากระเบื้องเงินที่เรียงรายเป็แนวยาวเสียงตลาดที่เริ่มคึกคักคลอด้วยกลิ่นขนมปังอบใหม่และเสียงระฆังจากหอคอยกลางเมือง
สามร่างในชุดเดินทางธรรมดาค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ประตูเมือง — เด็กหนุ่มในเสื้อคลุมยับยู่ยี่คนรับใช้ชราที่เดินถือไม้เท้าค้ำหลัง และเด็กสาวในกระโปรงขาวที่แบกห่อผ้าไว้แน่น —ทั้งหมดเดินแทรกท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมาในยามเช้า
“นายน้อยเ้าจะไปที่ไหนก่อนดี?” มารอสถามพลางยกมือบังแสงแดดที่ส่องลอดลงมาเหนือประตูเมือง
“อันดับแรก...ไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่กันก่อน”เคลิออนตอบพลางสะบัดชายเสื้อที่เต็มไปด้วยฝุ่นทางเดิน
มีล่าขมวดคิ้ว“แต่นายน้อย เงินที่ท่านผู้นำให้มามันมีจำกัดนะเ้าคะ เราไม่ไปหารถม้าหรือของใช้จำเป็ก่อนเหรอ?”
“เสื้อผ้าไงล่ะที่จำเป็!”เคลิออนยกคางขึ้นอย่างภาคภูมิ“เ้าจะให้นายน้อยผู้สง่างามอย่างข้าใส่ชุดแบบนี้ออกเดินทางเหรอต่อให้ข้าโดนเนรเทศ ข้าก็จะเป็ผู้ถูกเนรเทศอย่างมีสไตล์!”
พูดจบเขาก็รีบก้าวเดินนำหน้าไปยังหอกาลค้า มีล่าถอนหายใจเฮือก ส่วนมารอสได้แต่พึมพำเบาๆ ว่า “สไตล์ไม่ช่วยให้ขี่ม้าได้หรอกนะนายน้อย...”
ภายในหอการค้าเมืองลูมีเอล— อาคารใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้าเสียงผู้คนจอแจปะปนกับกลิ่นเครื่องหนังและผ้าฝ้ายใหม่ ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ
แสงจากกระจกสีบนหลังคาส่องลงมาบนพื้นหินขัดจนเป็ลวดลายหลากเฉดดูราวกับแสงแดน์ที่แต้มสีให้ความวุ่นวายกลายเป็ความมีชีวิตชีวา
กลุ่มของเคลิออนเดินทอดน่องอยู่ท่ามกลางร้านรวง— จากร้านเสื้อผ้า ผ้าคลุม และรองเท้าหนังไปจนถึงร้านเครื่องประดับที่ดูไม่เกี่ยวกับการเดินทางแม้แต่น้อย
“นายน้อย...เรามาหาซื้อของจำเป็นะเ้าคะ ไม่ใช่มาเลือกผ้าคลุมหรูแบบนั้น!”มีล่าพยายามดึงชายเสื้อเขา แต่เคลิออนกลับหมุนตัวหน้ากระจกท่าทางพึงพอใจกับเสื้อคลุมใหม่ที่ระยับเมื่อโดนแสง
“ของจำเป็ที่สุดก็คือภาพลักษณ์เข้าใจไหมมีล่า? หากข้าจะออกไปเผชิญโลกข้าก็ต้องให้โลกเห็นความสง่างามของข้าเสียก่อน”
“สง่างามหรือสิ้นเปลืองกันแน่...”มารอสบ่นพึมพำขณะถือถุงผ้าใบโตที่เริ่มเต็มจนแทบปิดหน้า
เวลาค่อย ๆล่วงเลยจนแสงบ่ายเริ่มสาดผ่านหน้าต่างสูงของหอการค้า
มีล่าหยุดนับเหรียญตรงหน้าเคาน์เตอร์ก่อนเงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงเบา
“นายน้อย...ตอนนี้เงินของเราเหลือไม่พอจะซื้อรถม้าดี ๆ แล้วค่ะ ม้าดี ๆ ก็คงหมดสิทธิ์”
เคลิออนยิ้มมุมปาก“เงินน่ะ... ไม่ใช่ปัญหา การเดินทางครั้งนี้ระยะทางไม่ใช่น้อย ๆพวกเ้าทั้งสองคนก็คงไม่ได้พกเงินติดตัวมาด้วยหรอกใช่ไหม?”
มารอสชะงัก“อย่าบอกนะว่า—”
“เอาน่าแค่ให้ข้ายืมชั่วคราว” เคลิออนหัวเราะเบา ๆ “ทำภารกิจสำเร็จเมื่อไหร่ข้าก็ได้กลับเข้าตระกูลแล้ว คืนให้แน่นอน ฮ่า ๆ!”
“แต่นายน้อย...”มีล่าพยายามค้านต่อ แต่เสียงหัวเราะของเคลิออนกลับกลบหมด
ชายหนุ่มหมุนตัวมาหาพนักงานหญิงที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์— เธอเป็หญิงสาวในชุดกุหลาบแดง ผมถักเปียเรียบร้อยแต่มีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอ
“ขอถามหน่อยที่นี่มีรถม้าขายไหม?” เคลิออนถามพลางเท้าข้อศอกลงบนเคาน์เตอร์อย่างสบายๆ
พนักงานยิ้มรับทันที“มีเ้าค่ะ! หอการค้าลูมีเอลของเรามีทุกสิ่งที่ลูกค้า้าั้แ่สากกะเบือยัน... เรือเหาะเลยทีเดียวเ้าค่ะ”
“เรือเหาะเหรอ?น่าสนใจนะแต่วันนี้ข้าคงต้องเริ่มจากรถม้าก่อนละกัน” เขายิ้มมุมปาก“งั้นช่วยนำทางข้าไปดูหน่อยสิ”
หญิงสาวโค้งศีรษะอย่างสุภาพ“เชิญทางนี้เลยเ้าค่ะ ท่านลูกค้า”
มีล่าได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปกระซิบกับมารอส “รู้สึกว่าเรากำลังจะหมดตัวก่อนจะได้รถม้าแน่ ๆเลยค่ะ...”
มารอสพึมพำตอบ“หมดตัวน่ะยังดี ข้ากลัวจะหมดลมหายใจมากกว่า ถ้าเขาซื้อเรือเหาะขึ้นมาจริง ๆ”
ทั้งสามคนจึงเดินตามพนักงานสาวเข้าไปยังส่วนจัดแสดงสินค้าด้านหลังของหอการค้า— เสียงล้อไม้ เสียงคนต่อรอง และกลิ่นฟางแห้งเริ่มดังขึ้นรอบตัว..
ภายในส่วนจัดแสดงรถม้าของหอการค้า
เสียงล้อไม้เสียดสีกับพื้นหินและกลิ่นฟางแห้งผสมกลิ่นเหล็กจากชิ้นส่วนรถม้าใหม่โชยมาแตะจมูก
“ทางนี้เ้าค่ะนี่คือรถม้าชั้นดีจากอาณาจักรเซียนเดียร์ ทำจากไม้โอ๊กแดง เคลือบน้ำยากันสนิมสามารถรับน้ำหนักได้ถึงสามตัน...” พนักงานสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็มิตร
เคลิออนเดินวนรอบรถม้าดวงตากวาดมองั้แ่ล้อจนถึงเพลาหน้า ก่อนเอื้อมมือเคาะเบา ๆ
เสียง “ก๊อก ๆ” ดังขึ้น —เขาพยักหน้าช้า ๆ เหมือนนักกวีที่กำลังพิจารณาไวน์ดี
“ไม่เลวเลยทีเดียว...”เขาว่า พลางหันไปยิ้มให้พนักงาน “แต่ถ้าให้ข้าเลือก ข้าคงอยากได้รถม้าที่ดู... สง่างามกว่านี้หน่อย น่ะสิ”
พนักงานหัวเราะเก้อๆ “สง่างามหรือเ้าคะ?”
“ใช่สิอย่างน้อยเวลารถม้าวิ่งไปตามถนน ต้องให้คนเหลียวหลังหันมามองว่า นั่นใครกันนะ...”
เขาพูดพลางสะบัดชายเสื้อเบา ๆราวกับกำลังยืนอยู่ในตลาดกลางเมืองใหญ่
มีล่ากุมขมับ“นายน้อยเ้าคะ... เรามาเพื่อซื้อรถม้าใช้เดินทาง ไม่ใช่เดินแฟชั่น...”
“ของที่ดีต้องใช้ได้และดูดีด้วย”เคลิออนยักไหล่ “ข้าไม่อยากให้ผู้คนจำข้าเพียงเพราะเสียงล้อแตกกลางทางหรอกนะ”
มารอสกลั้นหัวเราะ“จริงของท่าน... แต่ถ้าต้องประหยัด ข้าแนะนำแบบนี้ดีกว่าเ้าค่ะราคาถูกกว่าเกือบครึ่ง”
เคลิออนหันไปมองรถม้าไม้เรียบๆ ที่ตั้งอยู่อีกฝั่ง ก่อนเดินไปแตะมันด้วยสีหน้าครุ่นคิด —แล้วก็หัวเราะออกมาเสียงใส
“ไม่ล่ะ... ถ้าต้องจากเมืองนี้ไปพร้อมรถม้าที่ดูซอมซ่อแบบนี้ข้าคงรู้สึกเหมือนคนแพ้ก่อนเริ่มเดินทางแล้ว”
เขาหยิบถุงเงินออกมาเขย่าเบาๆ — เสียงเหรียญดัง “กรุ๊งกริ๊ง” ในอากาศ
“ซื้อคันนั้นแหละ”
“แต่นายน้อยเงินของเรา—”
“ข้าไม่เคยให้เงินมาบังคับทางที่ข้าเลือกได้หรอกมีล่า” เคลิออนพูดเรียบ ๆ แต่แววตาฉายความมั่นใจและความดื้อรั้นปนเสน่ห์ร้ายแรง
มีล่ากับมารอสสบตากันก่อนถอนหายใจพร้อมกัน — พนักงานสาวยิ้มอาย ๆ พลางจดรายการสั่งซื้อ
“บางที...”มารอสพึมพำกับมีล่า “เขาอาจไม่ใช่คนที่เราควรตามแต่กลับเป็คนที่เราจำได้แม้จะพยายามลืม”
แสงอาทิตย์บ่ายคล้อยสาดผ่านแนวหลังคาหอการค้า
กลุ่มของเคลิออนเดินตามพนักงานสาวไปยังคอกม้าที่ตั้งอยู่หลังอาคาร
เสียงม้าร้อง “ฮี้ๆๆ!”ดังแข่งกับกลิ่นฟางและเหล็กที่อบอวลไปทั่ว
“ทางนี้เ้าค่ะม้าที่นี่ล้วนเป็สายเือสูรระดับต่ำ แข็งแรงกว่าม้าทั่วไปหลายเท่าเหมาะสำหรับการเดินทางไกลในพื้นที่ทุรกันดาร”
พนักงานอธิบายอย่างภาคภูมิขณะเปิดประตูรั้วไม้เข้าไป
เคลิออนยิ้มบางๆ พลางกวาดตามองรอบคอก
“แข็งแรงดี...แต่ดูเหมือนขี้รำคาญไม่น้อยเลยนะ”
“นั่นสิ นายน้อยข้ารู้สึกเหมือนพวกมันจ้องเราน่ะ” มารอสพูดพลางกุมไม้เท้าแน่น
ยังไม่ทันที่ใครจะพูดต่อเสียงะโก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของคอก
“ระวัง!! ม้าอสูรตัวนั้นหลุดจากคอก!”
เสียงไม้กระแทก“ปั้ง!”
ม้าสีดำสนิทมีออร่าสีดำรอบตัว คอยาว ดวงตาแดงวาบพุ่งทะยานออกจากคอก
มันกระแทกพนักงานคนหนึ่งจนล้มแล้วแผดเสียงคำรามดังก้อง
มีล่าร้อง“นายน้อย ระวัง!”
แต่เคลิออนไม่ขยับแม้แต่น้อย— เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว
สายตาสีทองคู่นั้นสบเข้ากับดวงตาแดงของม้าอสูรตรงๆ
อากาศรอบตัวเงียบลงชั่วขณะราวกับทุกเสียงถูกดูดหายไป
ม้าพะยศกระทืบพื้น“ฮี้!!!” พร้อมพุ่งเข้าหาเขา
ทันใดนั้นลมแรงพลันพัดวูบ —ชายเสื้อของเคลิออนสะบัดขึ้น
แสงบางอย่างเรืองวาบออกจากดวงตาเขาเพียงชั่ววินาที
เสียง “ปัง!”ดังขึ้นเมื่อเท้าม้ายกค้างกลางอากาศ — มันหยุดนิ่งราวถูกสะกด
ก่อนจะค่อย ๆ ลดหัวลงอย่างสงบแล้วถอยไปยืนหอบหายใจแ่เบา
ทุกคนในคอกนิ่งงัน
“...ดูเหมือนเ้าจะเข้าใจแล้วสินะว่าใครเป็เ้านาย”
เคลิออนพูดเสียงเรียบพลางวางมือบนแผงคอของมันเบา ๆ
แสงสีทองที่แวบในดวงตาเขาจางหายไปอย่างรวดเร็ว
มีล่ามองภาพนั้นด้วยสายตาตะลึงปนประหลาดใจ
“นายน้อย...ท่าน—”
“ข้าแค่คุยกับมันนิดหน่อย”เคลิออนตอบพร้อมยิ้มบาง ๆ “ข้าชอบม้าตัวนี้ เอามันไปด้วย”
พนักงานที่เพิ่งตั้งตัวได้อ้าปากค้าง“แต่ว่ามัน... เป็ม้าที่ไม่มีใครกล้าขี่นะเ้าคะ!”
“ก็ดีสิข้าจะได้ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหนีไปกับใคร”
เคลิออนยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ดวงตาทอประกายลึกลับ
พนักงานหญิงยังคงยืนตัวสั่นอยู่ข้างรั้วไม้ใบหน้าเธอซีดเผือดราวกับเืทั้งหมดไหลหนีจากร่างไปในชั่วพริบตา
“ท่าน... ท่านพูดว่าจะเอามันเหรอเ้าคะ?” เธอถามเสียงแ่
มารอสขมวดคิ้วแน่น“นายน้อย ท่านรู้หรือเปล่าว่ามันคืออะไร... ม้าอสูรตัวนั้นไม่ใช่ม้าธรรมดา”
หญิงสาวพนักงานกลืนน้ำลายก่อนเอ่ยขึ้นเสียงสั่น
“มัน... มันชื่อว่า ไนท์เมร์ออบซิเดียน เ้าค่ะเป็ม้าอสูรสายเืผสมระหว่าง‘ม้านรกแห่งดินแดนคาเวียร์’ กับ ‘อสูรเงาแห่งรัตติกาล’ที่ถูกจับได้เมื่อหลายปีก่อน”
เธอหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนพูดต่อ
“ตอนนำมันมาที่นี่มันพังคอกม้าไปสามรอบ ทำร้ายคนดูแลจนต้องย้ายออกทั้งแผนกไม่มีใครกล้าเข้าใกล้มันอีกเลย จนทางหอการค้าต้องผนึกไว้ใน้คอกพิเศษ”
มีล่ามองอย่าหวาดกลัว“แล้วเมื่อกี้... มันก็หลุดจากผนึกนั้นสินะ?”
“ใช่เ้าค่ะ”พนักงานพยักหน้า “แต่ที่น่าประหลาดคือ... ท่านชายผู้นี้—” เธอเหลือบมองเคลิออน“กลับทำให้มันสงบลงได้โดยไม่ต้องใช้เวทเลยสักคำ”
เคลิออนหัวเราะเบาๆ
“บางครั้งเวทมนตร์ไม่ใช่สิ่งที่สะกดอสูรได้... แต่คือเจตจำนงที่แข็งแกร่งกว่า”
เขาก้มลงลูบแผงคอม้าเบา ๆ —ดวงตาแดงของมันฉายแววสงบลง คล้ายยอมจำนน
“ไนท์เมร์ออบซิเดียนเหรอ...” เขาทวนชื่อ ก่อนยิ้มบาง “ชื่อดีแต่ฟังดูหนักไปหน่อยสำหรับเพื่อนเดินทาง”
มารอสถอนหายใจ“ข้าว่าท่านไม่ควร—”
“ไม่ควรหรือ?”เคลิออนเอ่ยขัดอย่างนุ่มนวล“ข้าชอบมัน — ดื้อรั้น แข็งกร้าว ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่าย ๆ เหมือนข้า”
เขายิ้มบาง“ข้าจะตั้งชื่อใหม่ให้เ้า”
เขากระซิบช้า ๆที่ข้างหูของมัน
“...‘ออร์เฟียส’”
ม้าดำกระทืบพื้นเบาๆ เสียงหายใจร้อนแรงพ่นออกมาเป็ไอหมอกสีขาวกลางอากาศราวกับตอบรับ
ประกายทองวาบในดวงตาเคลิออนอีกครั้งหนึ่ง— แล้วหายไป
“จำไว้นะ มีล่ามารอส... นี่ไม่ใช่สัตว์อสูร แต่คือสหายของเรา”
เขาเอื้อมมือแตะที่แผงคอมันอีกครั้ง“และมันจะพาเราไปถึงจุดหมายของเรา”
แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านช่องไม้สาดลงบนเส้นขนสีดำของออร์เฟียสที่สะท้อนแสงเป็ประกายดั่งหินออบซิเดียนเงางาม
เสียง “ฮี้...” เบา ๆดังขึ้นราวกับสัญญาณแห่งการยอมรับ
Kaelion Valthear