เรื่องในตำหนักวิหารสวรรค์เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของราชสำนักแผ่นดินเยี่ยน
ส่วนเรื่องของโรงพนันตระกูลเกาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในเจียงหูแผ่นดินเยี่ยน
ขณะที่ตู้โซ่วโซ่วพาคนไปแย่งโรงพนันทางตะวันออกนั้นอันเจิงก็สร้างสถานการณ์ทางตะวันตกตู้โซ่วโซ่วและหลางจิ้งพาชายกำยำหลายร้อยคนไปแย่งโรงพนันอย่างบ้าคลั่งทางด้านอันเจิงดูเหมือนเป็นสถานการณ์ที่เล็กกว่ามาก แต่ทว่ากลับเป็นการปะทะที่เสี่ยงกว่าหลังจากอันเจิงแย่งโรงพนันแห่งที่สี่มาได้แล้วจึงรู้สึกว่าตระกูลเกาไม่ได้ต่อต้านเขาอย่างจริงจัง
ฉะนั้นอันเจิงจึงคิดได้ว่าตระกูลเกาน่าจะมีเป้าหมายอื่นจึงสั่งให้คนอื่นจัดการเรื่องที่โรงพนันแทน ส่วนเขาก็พุ่งไปที่ตำหนักวิหารสวรรค์เพียงคนเดียว
ขณะเดียวกัน
ณ ตำหนักจิงเซี่ยว ซูไทเฮาทรงมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีพระพักตร์ราวกับเขินอาย
“คนคนนี้มีประโยชน์จริงหรือ?” พระนางทรงหันไปตรัสถามคนที่อยู่ข้างกาย
เจินเสี่ยวเตาขันทีคนใหม่ที่เพิ่งถูกแต่งตั้งยิ้มขึ้นทันที “ทูลไทเฮาคนคนนี้เป็นศิษย์ที่สำนักวรยุทธ์ชางฝึกขึ้น ได้ยินมาว่าเขามีพรสวรรค์ด้านพลังวัตรถึงเก้าดาราอีกทั้งสายสืบในสำนักวรยุทธ์ชางยังรายงานอีกว่า...ช่วงก่อนสำนักวรยุทธ์ชางส่งเขาขึ้นไปบนชั้นสามของหอตำราเพื่อฝึกกระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วง หากจะสู้กันอย่างจริงจังละก็ เฟิงเสี่ยวหยางคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”
ซูไทเฮาทรงมองไปยังชายหนุ่มร่างกำยำที่อยู่ด้านข้างจากนั้นในแววพระเนตรก็ประกายความเสียดายขึ้นมา
“น่าเสียดายจริง”
ซูไทเฮาทรงมองชายหนุ่มสองคนตรงหน้าจากนั้นก็ใช้พระหัตถ์ลูบหน้าอกของเนี่ยชิง “คนอย่างนี้ หากเก็บไว้ข้างกายข้าได้จะดีขนาดไหนนะ”
แน่นอนว่าเจินเสี่ยวเตารู้พระประสงค์ของไทเฮาดีเขาก้มหน้าแล้วพูด “แต่หากใช้งานด้านอื่นจะมีประโยชน์มากกว่านี้...ด้วยความฉลาดของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเกาคาดว่าทางด้านตำหนักวิหารสวรรค์คงไม่มีจุดจบอย่างที่เราคาดหวัง ต่อให้ไทเฮาจะทรงส่งหลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานไปช่วยก็ตามเกรงว่าคงเอาเรื่องนี้ไม่อยู่ แต่ทว่าสองคนนี้...มีโอกาส”
ในมือของเจินเสี่ยวเตาถือกระเป๋าผ้าในกระเป๋าผ้ามีเข็มขนาดเล็กจำนวนมาก ตอนนี้บนร่างของเนี่ยชิงและเฟิงเสี่ยวหยางมีเข็มเล่มเล็กปักอยู่หลายสิบแห่ง
ซูไทเฮาตรัสถาม “วิธีของเจ้าได้ผลแน่หรือ?”
เจินเสี่ยวเตายิ้ม “ไทเฮาทรงวางพระทัยได้นี่เป็นวิชาที่ตระกูลของกระหม่อมสืบทอดมานาน ตอนนั้นที่อดีตราชาทรงก่อตั้งแคว้นเยี่ยนมีทหารที่ไม่กลัวตาย ไม่เจ็บและไม่กลัวสิ่งใดทั้งนั้นสิ่งที่เขาสนก็คือพุ่งไปด้านหน้าอย่างเดียว หากไม่มีทหารกล้าตายพวกนั้น อดีตราชาคงต้องทรงใช้เวลาเพิ่มอีกหลายปีในการรวบรวมแผ่นดินนี้ตอนนั้นบรรพบุรุษของกระหม่อมก็คือหนึ่งในผู้ช่วยของอดีตราชาพระองค์นั้น และเพราะมีวิชาการฝังเข็มของตระกูลกระหม่อมทหารเหล่านั้นถึงได้ไม่เจ็บและไม่กลัวความตาย”
ซูไทเฮาพยักพระพักตร์ “ในเมื่อเจ้ามีความสามารถเช่นนี้อย่างนั้นเจ้าก็จัดการเลยแล้วกัน แต่เจ้าก็น่าจะรู้ดีหากทำให้เรื่องข้าพังเมื่อไหร่ จุดจบของเจ้าจะเป็นอย่างไร”
เจินเสี่ยวเตารีบพูดขึ้น “ไทเฮาทรงวางพระทัยเถอะต่อให้กระหม่อมจะมีความกล้าเป็นพันเท่าก็ไม่กล้าหลอกลวงเบื้องสูง ความลับนี้มีเพียงกระหม่อมคนเดียวที่รู้หากมันได้ผล คนพวกนี้ต้องถูกเราควบคุมไปจนตาย กระหม่อมฝังเข็มในร่างของพวกเขา เข็มเหล่านี้ฝังเข้าไปในตำแหน่งสำคัญอีกทั้งใช้กู่[8]เป็นตัวควบคุมความคิดของเขาด้วย หากเป็นอย่างนี้แล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นหุ่นเชิดที่แท้จริง”
ซูไทเฮาถอนพระทัย “หากข้าแต่งตั้งเจ้าตั้งแต่แรกคงไม่ต้องเกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้”
“ความจริงเรื่องนี้กระหม่อมเคยบอกหลี่ชางหลี่แล้วแต่อย่างไรหลี่ชางหลี่ก็คงไม่มีทางทูลไทเฮาแน่ เพราะเขากลัวจะสูญเสียความโปรดปรานไปหากไทเฮาทรงโปรดกระหม่อมขึ้นมาส่วนกระหม่อมก็ไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าไทเฮา จึงทำได้เพียงให้หลี่ชางหลี่เป็นคนมาพูดแทนเท่านั้นหากให้กระหม่อมใช้วิธีนี้กับฝ่าบาทตั้งแต่แรกละก็ คงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้แต่ถึงกระนั้น ตอนนี้ก็ยังไม่สาย...”
ซูไทเฮาทรงหันไปมองเนี่ยชิงด้วยความเสียดายแวบหนึ่ง“เป็นชายชาตรีที่ดีจริง ๆ หากตายไปก็คงเสียดายแย่ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องที่ใหญ่กว่า...ตอนนี้คนส่วนใหญ่ของมู่ฉางเยียนถูกย้ายออกไปหมดแล้วฟางเต้าจือและหวังไคไท่ที่ก่อนหน้านี้หายตัวไปก็พาทหารไปจับคนตระกูลเกาแล้วเหมือนกันส่วนยอดฝีมือตระกูลเกาอยู่ในตำหนักวิหารสวรรค์เพื่อฆ่ามู่ฉางเยียนสถานการณ์ในตอนนี้วุ่นวายจริง ๆ คิดว่าตอนนี้ทางมู่ฉางเยียนคงเหลือแค่จูเก๋อเชียวหยุนคนเดียวแล้วล่ะฉะนั้นนี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุด”
เจินเสี่ยวเตาพูด “กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ซูไทเฮาโบกพระหัตถ์ “ไม่...ข้าจะไปเอง”
“ส่งทุกคนไปให้หมดจากนั้นก็ฆ่าคนตระกูลเกาที่บังอาจมาลอบปลงพระชนม์ราชาเจ้าให้เฟิงเสี่ยวหยางกลับสำนักไท่ซ่างเต้า พวกนักพรตไม่มีทางสงสัยในตัวเขาแน่หน้าที่ของเฟิงเสี่ยวหยางคือล้วงความลับจากสำนักไท่ซ่างเต้ามาให้ได้อนาคตถึงจะง่ายต่อการควบคุม ส่วนเนี่ยชิงก็ส่งไปตำหนักวิหารสวรรค์ ให้เขาฆ่าคนร้ายสักสองสามคนมู่ฉางเยียนย่อมไม่สงสัยอะไรเพราะเชื่อใจเนี่ยชิงอยู่ก่อนแล้วฉะนั้นเพียงแค่เนี่ยชิงเข้าใกล้มู่ฉางเยียนได้ เรื่องต่อไปก็จัดการง่ายแล้ว”
เจินเสี่ยวเตาพยักหน้า “กระหม่อมจะเร่งจัดการ”
เขาเปิดกล่องหยก จากนั้นก็หยิบหนอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันสองตัวออกมาดูแล้วมันใหญ่กว่ามดไม่กี่เท่า แต่ทว่ามีแปดขาเขาหยิบหนอนตัวหนึ่งวางไว้ข้างจมูกของเนี่ยชิง ตัวหนอนค่อย ๆ คลานเข้าไปในรูจมูกผ่านไปไม่นาน เนี่ยชิงก็เริ่มเคลื่อนไหว
ซูไทเฮาทรงดูอยู่ด้านข้างด้วยสีพระพักตร์ขาวซีด ส่วนมากผู้หญิงจะมีความรู้สึกไม่ดีต่อตัวหนอนอยู่แล้วต่อให้จะเป็นหนอนที่งดงามก็ตาม
“เจ้าต้องเร่งมือหน่อยเนี่ยชิงและเฟิงเสี่ยวหยางหายมานานแล้วห้ามให้พวกนักพรตที่แข็งแกร่งพวกนั้นรู้ได้เด็ดขาด”
เจินเสี่ยวเตาพูดขึ้น “ใกล้เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เขาหยิบหนอนอีกตัววางไว้กลางมือ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้วพร้อมกลืนตัวหนอนลงไปจากนั้นเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวเหมือนเนี่ยชิง ดูแล้วเหมือนเป็นการเคลื่อนไหวที่แสนจะเจ็บปวดผ่านไปประมาณสิบนาที ท่าทางของเจินเสี่ยวเตาก็ดูสงบลงไม่น้อยเขาก้มหน้ามองยาต้านกู่ หลังจากมั่นใจว่ายาอยู่ข้างกายจึงวางใจมากขึ้น
“ไทเฮา กระหม่อมออกจากตำหนักจิงเซี่ยวไม่ได้เพราะต้องอยู่ควบคุมพวกเขาที่นี่ หนอนสองตัวนี้จะเชื่อมโยงหากัน กระหม่อมสามารถเห็นสิ่งที่เนี่ยชิงและเฟิงเสี่ยวหยางเห็นได้ยินในสิ่งที่พวกเขาทั้งสองคนได้ยิน จากนั้นก็อยู่ควบคุมการทำงานของเขาที่นี่ ตอนนี้กระหม่อมสามารถควบคุมกู่ได้เพียงสองตัวเท่านั้นฉะนั้นอย่าให้คนอื่นมารบกวนเด็ดขาด”
ซูไทเฮาตรัสขึ้น “เจ้าทำเรื่องที่ตัวเองควรทำเถอะข้ารับประกันว่าจะไม่มีใครมารบกวน”
เจินเสี่ยวเตานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นจากนั้นก็หยิบหนอนออกมาอีกสองตัวเขานำหนอนตัวหนึ่งวางไว้ที่ข้างจมูกเฟิงเสี่ยวหยาง แล้วก็กลืนอีกตัวลงไปรอผ่านไปครู่หนึ่ง ท่าทางของเฟิงเสี่ยวหยางก็ดูแข็งกระด้างขึ้น เจินเสี่ยวเตาตวัดฝ่ามือเบาๆ เข็มที่อยู่บนตัวเนี่ยชิงและเฟิงเสี่ยวหยางก็ฝังลึกเข้าไปในร่างตามจุดต่าง ๆเข็มหมุนตัวเป็นวงกลม แล้วควบคุมร่างกายของพวกเขาทั้งสองคน
“ไปได้!”
เจินเสี่ยวเตาตะโกนขึ้นจากนั้นเนี่ยชิงและเฟิงเสี่ยวหยางก็หมุนตัว แล้วเดินออกไปยังด้านนอก
ซูไทเฮาทรงมองพวกเขาทั้งสองจากไปทันใดนั้นก็ทรงรู้สึกว่าต้องมองความสามารถของเจินเสี่ยวเตาใหม่ ทรงรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่สำคัญมากที่สุดความจริงแล้วทรงไม่ได้อยากฆ่ามู่ฉางเยียน อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้หากมู่ฉางเยียนตายไป ขุนนางพวกนั้นต้องคัดค้านไม่ให้ทรงขึ้นปกครองแผ่นดินเยี่ยนแน่ฉะนั้นก่อนจะทรงกำจัดตระกูลที่ต่อต้านจนหมด จึงจำเป็นต้องให้มู่ฉางเยียนมีชีวิตต่อ
ยอดฝีมือในตำหนักจิงเซี่ยวปรากฏตัวเพียงไม่นานคนในตระกูลเกาก็ถูกกำจัดไปหมด
และขณะเดียวกันตระกูลที่มีอำนาจในแคว้นเยี่ยนก็ทนรอไม่ได้ พวกเขาไม่มีทางให้ราชามู่ฉางเยียนลงจากตำแหน่งนี้แน่นอนการปรากฏตัวของจูเก๋อเชียวหยุนเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น แม้กระทั่งราชามู่ฉางเยียนเองก็ไม่ทรงคิดว่าจูเก๋อเชียวหยุนจะซื่อสัตย์ต่อพระองค์และไม่ทรงเชื่อคำพูดของเขาที่บอกว่า...อายุมากแล้ว ทำให้เดินทางมาช้ากว่าคนอื่น
จูเก๋อเชียวหยุนปรากฏตัวขึ้นในเวลาที่สำคัญมากที่สุดนั่นเพราะพวกเขาเห็นไพ่ใบสุดท้ายของราชามู่ฉางเยียนแล้ว ไทเฮาทรงอยากรู้ว่าราชามู่ฉางเยียนจะทรงมีไพ่อะไรในมือเช่นเดียวกับตระกูลใหญ่ในเมืองฟางกู้นี้ด้วย เมื่อทุกคนเห็นความสามารถและอาวุธที่ราชามู่ฉางเยียนทรงมีแล้วพวกเขาถึงจะเริ่มออกมาห้ามไทเฮา
นี่ไม่ใช่แค่การแย่งชิงของไทเฮากับราชามู่ฉางเยียนอีกแล้วแต่เป็นตระกูลใหญ่เหล่านั้นที่ต่อกรกับไทเฮาเพื่ออำนาจของตัวเอง
กลุ่มขุนนางที่สวมเสื้อผ้ายับเยินพุ่งมาทางตำหนักวิหารสวรรค์จากนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าราชามู่ฉางเยียนแล้วร้องไห้บอกว่าตัวเองมีความผิดที่มาคุ้มกันฝ่าบาทช้าไป
จากนั้นองครักษ์ที่ขุนนางพามาก็เริ่มออกไปจับตัวคนร้ายตระกูลเกา ในเวลานี้คนของตำหนักจิงเซี่ยวก็มาแล้วการปรากฏตัวของยอดฝีมือในตำหนักจิงเซี่ยวทำให้ขุนนางตกใจเดิมทีพวกเขาคิดว่าไทเฮาจะทรงเอากันให้ตายไปข้างหนึ่งแต่สิ่งที่ทุกคนนึกไม่ถึงก็คือ คนของตำหนักจิงเซี่ยวมาจับคนร้ายจากตระกูลเกากลุ่มยอดฝีมือจำนวนมากมาแล้ว ทำให้สถานการณ์ที่ดูเหมือนเป็นการลอบปลงพระชนม์ กลายเป็นเพียงการก่อกวนในวังหลวงเท่านั้น
ขณะที่อันเจิงมาถึงตำหนักวิหารสวรรค์เรื่องนี้ก็เริ่มคลี่คลายไปมากแล้ว
และเพราะเป็นเช่นนี้ในใจอันเจิงก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาเขาเคยเจอเรื่องทุเรศมากกว่าคนส่วนใหญ่ในนี้หลายเท่า ลูกเล่นในจักรวรรดิต้าซีมากกว่าแคว้นเยี่ยนมากเดิมทีตอนอันเจิงอยู่จักรวรรดิต้าซีเขาไม่เคยสนใจการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักเลยสักนิด เพราะนั่นไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเขาเลยไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขา และไม่มีใครกล้าต่อกรกับเขาอย่างเปิดเผยด้วยเขาเป็นถึงหนึ่งในผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งมากที่สุดในจักรวรรดิต้าซีจึงมีพลังที่มากพอต่อการทำให้คนอื่นเกรงกลัว อีกทั้งเขายังมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่คนอื่นจึงต้องเคารพนับถือเขาอย่างนอบน้อม
หลังจากมาถึงแคว้นเยี่ยนอันเจิงจำเป็นต้องหวนนึกถึงความทรงจำเรื่องการแย่งชิงในราชสำนัก
ไทเฮามีปฏิกิริยาที่แปลกไปต้องมีเงื่อนงำที่ใหญ่กว่านี้แน่นอน
อันเจิงยืนมองสถานการณ์ที่วุ่นวาย มองไทเฮาที่กำลังแสร้งเล่นละครอยู่
“ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าคนในตำหนักจิงเซี่ยวจะร่วมมือกับกบฏ!เจ้าชั่วหลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานกล้าลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท ข้ามีความผิดที่ไม่ทันสังเกตขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยด้วย”
ซูไทเฮาโค้งตัวคารวะราชา
อันเจิงเข้าใจได้ทันที...ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้นไทเฮาจะกำจัดเพียงมู่ฉางเยียนคนเดียวเท่านั้น? หลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานเป็นคนที่แคว้นจ้าวส่งมาถึงแม้จะบอกว่าเป็นคนใกล้ชิดของไทเฮา แต่ความจริงแล้ว แคว้นจ้าวส่งพวกเขามาเป็นหมากลองใจไทเฮาเท่านั้นไทเฮาหลอกใช้ตระกูลเกามากำจัดทุกคนที่มู่ฉางเยียนไว้ใจจากนั้นก็กำจัดไส้ศึกที่แคว้นจ้าวส่งมาให้นาง ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว
เมื่อไทเฮาตรัสเช่นนี้ยังมีใครกล้าสงสัยอะไรพระนางอีกหรือ?
แม้แต่ราชามู่ฉางเยียนเองยังทรงต้องรีบไปประคองไทเฮาเลยด้วยซ้ำไม่เพียงไม่อาจกล่าวโทษ ยังต้องแสดงท่าทางเคารพอีกด้วยนี่ก็คือความน่ารังเกียจที่เกิดขึ้นในราชสำนัก เป็นจิตใจคนที่น่ารังเกียจ
ในขณะที่อันเจิงกำลังจะถอยออกจากตำหนักวิหารสวรรค์นั้นเขาก็เห็นเนี่ยชิงที่หายตัวไปช่วงหนึ่ง ดูแล้วเนี่ยชิงสงบนิ่งมากตั้งแต่แรกจนจบก็ยืนนิ่งอยู่หลังมู่ฉางเยียน ในใจอันเจิงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันทีในเมื่อมีเนี่ยชิงคอยคุ้มกันมู่ฉางเยียนแล้ว อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องกังวลมากขณะที่เดินออกมารวมกับฝูงชนหน้าประตูตำหนักวิหารสวรรค์ เขาก็ยืดตัวบิดขี้เกียจในใจคิดจะกลับไปดูว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ได้อะไรมาบ้าง
และในขณะนี้เอง เขาก็หยุดฝีเท้าทันที
จากนั้นก็หันกลับไปอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกว่าตัวเองพลาดอะไรบางอย่างไป
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[8] กู่คือสัตว์ที่ถูกเลี้ยงขึ้นเพื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง อาจเป็นหนอน กบตะขาบ แมงป่อง หรือสัตว์มีพิษใด ๆ ก็ได้ โดยผู้ที่เป็นเหยื่อของพิธีกรรมนี้อาจมีอาการเจ็บป่วยสติแตก หรืออาจถูกควบคุมความคิดได้ แล้วแต่เจ้าของกู่จะสั่ง