บทที่61 ชะตาชีวิตกับหมากกระดานหนึ่งรอบ
ภายในห้องโถงขนาดใหญ่แห่งนี้มิได้อับอากาศและมิได้มืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใดดังเช่นทางอันดำมืดคับแคบก่อนหน้าเพราะด้านบนของโถงคล้ายมีช่องลมและช่องรวมแสงที่สาดกระทบเข้ามาราวกับภาพสะท้อนจากคันฉ่องทำให้เส้าเทียนไม่ตกอยู่ในสถานการณ์อันวิกฤติอีกต่อไป ภาวะความตรึงเครียดจึงผ่อนคลายลงอักโขจะมีก็แต่ความงุนงงปะปนกับความสงสัยเมื่อได้เห็นห้องโถงอันโอ่อ่าที่ผุดขึ้นมาราวกับความฝันนี้เท่านั้น
“ที่นี่ที่ไหน”
ประโยคคำกล่าวนี้ดังขึ้นจากปากของชายหนุ่มอีกครามันกวาดสายตาพินิจมองห้องโถงขนาดใหญ่ที่ตนอยู่มิให้ตกหล่นแม้แต่ซอกมุมเดียว พบว่า ห้องโถงขนาดใหญ่นี้เป็นรูปทรงกระบอกตั้งตระหง่านสร้างขึ้นมาจากไม้เนื้อดีที่หาได้ยาก ความสูงของห้องเทียบเท่ากับอาคารสี่ชั้น แต่ละชั้นมีบันไดห้อยเกี่ยวเชื่อมขึ้นไปหากันโดยชั้นแรกขึ้นไปถึงชั้นสามมีคัมภีร์ที่มากมายจนดูละลานตา บ้างเป็นคัมภีร์ปกหนัง บ้างก็ปกไม้บ้างก็ทำจากวัสดุหรือแร่อันมีค่า นอกเหนือจากนั้นชั้นบนสุดของโถงแห่งนี้ก็มีสรรพวุธหลากหลายชนิดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอาวุธแต่ละชนิดล้วนปลดปล่อยรังสีอันเย็นเยียบราวกับกำลังประกาศศักดิ์ดาถึงฤทธานุภาพในตนเองทั้งสิ้น
เส้าเทียนยืนอยู่ชั้นล่างสุดนี้มันยังสัมผัสได้ถึงประกายอันคมกริบเย็นเยียบกดข่มลงมา มิต้องบอกก็รู้ว่าสรรพวุธทั้งหลายเหล่านั้นนับเป็นสุดยอดอาวุธชั้นเลิศที่มิอาจตามหาได้จากร้านรวงทั่วไปและยังเป็นอาวุธที่มันมิอาจใช้เงินที่มีซื้อได้ เพราะหากอาวุธเหล่านี้ถูกขายทอดในยุทธภพราคาก็คงจะแพงหูฉี่จนคนอย่างมันไม่มีปัญญาจะซื้อสอย
แต่ทว่าของหายากและมีราคาแพงเช่นนี้กลับมาปรากฏต่อหน้าของมันภายใต้สถานที่ที่เป็นปริศนาซึ่งแม้แต่มันก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด!
“มีใครอยู่หรือไม่"
เสียงของเส้าเทียนดังสะท้อนไปมาทั่วห้องโถงขนาดใหญ่นอกจากเสียงของมันที่กำจายออกไปเป็นทอดๆ แล้ว ก็ไม่ปรากฏเสียงใดขานตอบรับ เป็นที่ชี้ชัดแล้วว่ามันอยู่ในที่แห่งนี้เพียงผู้เดียว
“หากไม่มีใครปรากฏออกมาข้าจะขโมยอาวุธเดี๋ยวนี้"
คำขู่ของเส้าเทียนก็ยังมีแต่ความเงียบสงัดเป็นคำตอบและยิ่งเป็นเช่นนี้ความสงสัยและความระแวดระวังก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นในห้วงสมองของชายหนุ่ม
มันระแวดระวังแลรักษาท่าทีในที่แห่งนี้มาเนิ่นนานพอเริ่มที่จะแน่ใจว่าที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งใดหรือปาฏิหาริย์ใดเกิดขึ้นอีก มันก็เริ่มได้คิด
คัมภีร์ที่แปลกพิสดารทั้งยังดูไม่ธรรมดามีมากมายขนาดนี้บางทีการเดินทางร่วมไปกับขบวนผู้กล้าของเจ็ดพรรคใหญ่เพื่อไปค้นหาปริศนาอันซุกซ่อนแห่งแม่น้ำร้อยลี้ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ประการสำคัญ ที่แห่งนี้ยังมีอาวุธชั้นเลิศอีกมากมายหลายชนิดรอให้มันได้เลือกสรรมาเป็นอาวุธคู่กายโดยที่มันมิต้องเสี่ยงดั้นด้นแลฝ่าฝันอันตรายเพื่อไปดูว่าภายใต้ปริศนาจะมีสิ่งล้ำค่าอยู่จริงหรือไม่
เส้าเทียนในตอนนี้จึงนับว่ามีวาสนาแห่งมังกรโดยแท้!
เมื่อพิจารณาแล้วว่าที่แห่งนี้คล้ายจะไร้ซึ่งการขัดขวางใดมันจึงเดินวนรอบห้องโถง ใช้สายตามองไปที่คัมภีร์เล่มต่างๆ คล้ายกลับกำลังตื่นเต้นภายในจิตใจมองอยู่ครู่หนึ่งนัยน์ตาก็พลันสดุดเข้ากับคัมภีร์เล่มสีทอง มันจึงเอื้อมมือหวังหยิบออกมาเปิดอ่านเพื่อดูว่าเป็นคัมภีร์อะไร
ทว่าเพียงเอื้อมมือสัมผัสซึ่งสายตาของมันก็มองเห็นอยู่แท้ๆ ว่าที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยคัมภีร์ แต่มือของมันกลับมิอาจหยิบคัมภีร์เล่มตรงหน้าได้มือของมันที่สัมผัสคล้ายกลับกำลังสัมผัสลงบนภาพวาดผืนหนึ่งก็ปาน คัมภีร์ตรงหน้ากลับเป็นภาพวาดบนฝาผนังแห่งหนึ่ง
เส้าเทียนถอนมือคืนกลับพร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดแน่นสายตาของมันยังคงมองเห็นว่าตรงหน้าคือคัมภีร์อันแท้จริงไม่ผิดแน่ แต่เหตุใดพอสัมผัสมันจึงราบเรียบกับผนังจนรู้สึกได้ว่ามันคือภาพวาด!
ด้วยความสงสัยเส้าเทียนจึงลองเดินไปอีกฟากหนึ่ง คนเอื้อมมือหยิบคัมภีร์เล่มอื่นตรงหน้า ซึ่งก็ปรากฏว่าสิ่งที่สัมผัสก็ยังคงเป็นภาพวาดเช่นเคย
ปีนบันใดขึ้นไปชั้นที่สองสาม ก็ยังคงพบว่าสิ่งที่เห็นเสมือนจริงตรงหน้ากลับเป็นภาพวาดทั้งหมด
เส้าเทียนยืนมือแตะปลายคางด้วยความครุ่นคิด
“ต้องมีปริศนาใดซุกซ่อนแน่ว่าแต่ปริศนานั่นจะมีต้นตอจากที่ใด”
เส้าเทียนใช้สมองครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานชายหนุ่มจึงลองปีนบันใดไปถึงชั้นที่สี่ซึ่งเป็นชั้นที่เต็มไปด้วยสรรพวุธ สัมผัสได้ถึงประกายแห่งอาวุธที่เย็นเยือกชวนกดข่มจิตใจเสมือนมันคืออาวุธที่แท้จริง แต่มือของเส้าเทียนที่สัมผัสได้ มันก็ยังคงเป็นภาพวาดเช่นเดิม
เมื่อไม่เข้าใจในปริศนาของห้องโถงที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดนี้เส้าเทียนจึงเริ่มที่จะมองหาทางออก มันพยายามที่จะควานหาช่องลมและช่องที่แสงจากภายนอกสะท้อนมาแต่มันก็ต้องสิ้นหวัง เพราะห้องแห่งนี้ค่ายมีกลไกอันซับซ้อน ลมและจุดรวมแสงที่เข้ามาจึงเกิดขึ้นภายใต้หลักการที่ยากจะค้นหาไปยังต้นกำเนิดได้
เส้าเทียนจึงได้แต่นั่งพักที่โถงชั้นหนึ่งด้วยความเมื่อยหล้าแต่สมองของมันก็ยังไม่หยุดครุ่นคิดที่จะไขปริศนาของสถานที่แห่งนี้ จวบจนกระทั่งสายตาของมันบังเอิญได้เหลือบมองคราบโลหิตที่อยู่บนหลังมือทำให้มันฉุกใจคิดถึงเมื่อตอนอยู่ในเส้นทางอันคดเคี้ยวดำมืด ตอนนั้นมันกำลังจะขาดอากาศหายใจมันจึงได้ชกเข้าใส่ผนังหินที่มีเสียงโปร่งเพื่อหวังทำลายออก
ซึ่งตอนนั้นมันทำลายไม่ได้ซ้ำมือก็เจ็บระบมพร้อมกับโลหิตที่ไหลอาบ เรี่ยวแรงก็ไม่หลงเหลือ มันแม้แต่หยัดยืนก็ทำไม่ได้จึงเซถลาล้มหากำแพงซึ่งจังหวะนั้นเองก็เกิดเรื่องปาฏิหาริย์ขึ้น วงพายุสีแดงได้ฉุดมันให้มาปรากฏที่นี่นั่นมิใช่ความฝัน เพราะมันยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ตนได้รับอยู่ เช่นนั้นพอได้นึกย้อนว่าสิ่งใดที่ก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ในเสี้ยววินาทีชีวิตมันจึงได้คิดว่าอาจเกี่ยวกับโลหิตของมันที่บังเอิญไหลลงบนฝ่ามือหรือไม่ เพราะก่อนที่มันจะล้มลงมันได้ใช้ฝ่ามือที่เปื้อนโลหิตค้ำลงบนผนังหินเพื่อพยุงร่างกายนั่นเอง
เส้าเทียนจึงมองที่คราบโลหิตบนมือของตนอย่างพินิจพิเคราะห์
“หรือจะเกี่ยวข้องกับโลหิตนี่"
คิดดังนั้นมันจึงมิชักช้าคนกัดปลายนิ้วจนโลหิตหยดไหลก่อนจะแปะลงที่ผนังห้องโถงที่ราวกับภาพวาดเสมือนจริงทันใด
เส้าเทียนจ้องสายตามองภาพตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อพร้อมกับความหวังผ่านไปชั่วธูปไหม้ ทุกสิ่งก็ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม
ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
ไม่มีพลังปาฏิหาริย์ใดเกิดขึ้น
ภาพวาดก็ยังคงเป็นภาพวาด!
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏออกมาเช่นนี้เส้าเทียนก็ได้คิดว่าเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นคงมิได้เกี่ยวกับโลหิตของตนเอง ตอนนั้นมันอาจบังเอิญไปสัมผัสถูกกลไกของค่ายกลพลังบางอย่างเข้าพอดีจึงรอดตายหวุดหวิดแลหลุดเข้ามายังสถานที่อันเป็นปริศนาและดูมิต่างจากคุกอันลึกลับแห่งนี้
“ที่แห่งนั้นยังมีดวงตาค่ายกลได้ที่แห่งนี้เองจักต้องมีเช่นเดียวกัน"
เส้าเทียนไม่ยอมแพ้มันจักมาจบสิ้นในสถานที่บ้าๆ แห่งนี้มิได้ มันจักต้องออกไป ข้างนอกยังมีเรื่องราวมากมายให้มันต้องกระทำยังมีน้องสาวที่ต้องปกป้อง คิดดังนี้ความฮึกเหิมในจิตใจจึงยิ่งเอ่อล้น มันแปรเปลี่ยนพลังใจเป็นพลังกายแล้วออกควานหาปริศนาที่อาจซุกซ่อนดวงตาของค่ายกลอีกครั้ง
มันจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้!
.
.
.
โรงน้ำชาขนาดใหญ่ที่อยู่ในย่านชุมชนอันแออัดของเมืองหลวงแคว้นเว่ยยังมีคนเข้ามาใช้บริการอย่างเนืองแน่นส่วนหนึ่งเป็นเพราะติดใจในรสชาติของชาหลากชนิดที่ยากจะหาได้จากที่ไหน อีกบางส่วนก็ชื่นชอบที่จะเสี่ยงโชคชะตาและหาความท้าทายกับทรัพย์สินพวกมันจึงตบเท้าเข้ามามิขาดสาย
มีเพียงมือชงชาอันดับหนึ่งอย่างบุรุษชราชงชาที่ไม่อยู่ปกติทุกผู้จะเห็นมันเป็นคนแรกเมื่อก้าวเดินเข้ามา แต่วันนี้กลับไม่มีผู้ใดได้เห็นมันผู้คนมาใช้บริการเนืองแน่นมิขาดสาย ทว่ามันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เช่นเดียวกับบุรุษชราที่มีนัยน์ตากึ่งหลับกึ่งตื่นบุรุษชราที่เป็นมือหนึ่งในการคุมบ่อนพนันลับ วันนี้คนเข้ามาเล่นในบ่อนอย่างมากมาย ทว่ามันกลับหายไปไม่มีใครทราบ
สองบุรุษชราเจ้าของสถานที่อันขึ้นชื่อในย่านชุมชนแออัดแห่งนี้กลับหายตัวไปพร้อมกันโดยไม่มีใครทราบสาเหตุผู้ที่จะรู้จึงมีเพียงตัวของสองบุรุษชราเองเท่านั้น
ที่เนินดินเล็กๆดูลับตาคน และห่างไปไม่ไกลจากโรงน้ำชาอันซ่อนด้วยบ่อนพนันแห่งนั้น สองบุรุษชรากำลังนั่งเล่นหมากล้อมพร้อมกับสนทนาอย่างเนิบช้า
บุรุษชราชงชาที่หนีจากการชงชามามันกล่าวขึ้น
“ป่านนี้แล้วยังไม่มีปรากฏการณ์ใดเกิดขึ้น”
บุรุษชราผู้มีนัยน์ตากึ่งหลับกึ่งตื่นที่อู้งานจากบ่อนพนันเองก็กล่าวตอบ
“หรือข้าจะมองผิดไปจริงๆ"
บุรุษชราชงชาคีบหมากดำวางลง
“นี่คนที่สามแล้วนะข้ามิอยากลงมือทำลายความทรงจำใคร การทำให้คนปกติผู้หนึ่งที่มิได้มีความผิดอันใดต้องกลายเป็นคนสติเลอะเลือนมันทำให้ข้าต้องหนักใจอยู่บ้าง"
บุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นรอให้หมากดำวางลงมันก็คีบหมากขาววางต่อทันที
“หรือนี่จะเป็นผลกรรมของพวกเราทำให้ผู้อื่นเลอะเลือน จนตนเริ่มที่จะเลอะเลือนและมองผิดพลาดไปเองแล้ว"
บุรุษชราชงชามองบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นสหายของตน
“ชรามานานหรือว่าความชรานี้ทำให้เจ้ากลายเป็นคนชราไปแล้วจริงๆ"
วาจาที่งุนงงซับซ้อนของบุรุษชราชงชานี้บุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นกลับฟังเข้าใจ มันจึงตอบว่า
“เพราะชรามานานจริงๆข้าจึงเกรงว่าพวกเราจะชราลงไปอย่างเปล่าประโยชน์ คงมิอาจสานต่อ…….”
บุรุษชราชงชาวางหมากดำลงกระดานเสียงดังตัดบทมิให้คำกล่าวประโยคสุดท้ายของบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นหลุดออกมา
“รับมาแล้วต้องทำให้ได้อย่าทำตัวเป็นคนชราจริงๆ"
บุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นนึกถึงตอนที่ตนและสหายดั้นด้นไปทั่วปฐพีนับสิบปีเพื่อควานหาสิ่งสำคัญบางอย่างก็อดที่จะถอนหายใจขึ้นมามิได้ก่อนที่มันจะพริ้มตาลงแล้วกล่าว
“หวังว่าจะมิไร้ซึ่งสายเลือดสุดท้าย"
“เจ้าบอกข้าเองมิใช่หรือว่าลางสังหรณ์เจ้ายังดีอยู่ข้าเชื่อในวาสนาแห่งพยัคฆ์ของเจ้า”
“เฮ้อ แต่ก็พลาดมาแล้วสามคน”
กล่าวถึงตอนนี้บุรุษชราทั้งสองก็มองหน้ากัน เป็นบุรุษชงชาที่กล่าวก่อน
“ไปรับบุรุษหนุ่มผู้โชคร้ายนั้นขึ้นมาเถิดก่อนที่มันจะตายเสียก่อน”
บุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นครุ่นคิดระหว่างความตายกลับการที่ต้องกลายเป็นคนเลอะเลือนสิ่งไหนจะดีกว่ากัน แต่สำหรับมันหากให้เลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันขอเลือกยืดระยะเวลาออกไปจักประเสริฐกว่า
“หมากกระดานนี้ยังไม่จบแล้วจะไปได้อย่างไร"
บุรุษชราชงชาเห็นพ้อง
“ย่อมได้ถือว่าโชคชะตาของบุรุษผู้นั้นขึ้นอยู่กับความช้าเร็วของหมากกระดานนี้ก็แล้วกัน"
หยุดเล็กน้อย บุรุษชราชงชามองหน้าสหายและคล้ายเข้าใจในความคิดของมันจึงกล่าวต่อ
“คนที่มิใช่ต่อให้พวกเราเล่นหมากอีกสิบกระดาน หรือเล่นอยู่อีกสิบวัน สิบเดือน สิบปี ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ต้องโทษที่พวกเราผิดพลาดเอง โทษที่พวกเราต่างเห็นแก่ตัว คนสามานย์อย่างพวกเราคงได้แต่ทดแทนสิ่งที่มันสูญเสียอย่างสมน้ำสมเนื้อเท่านั้น”
บุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นผงกศีรษะคราหนึ่งและไม่กล่าวสิ่งใดอีกทำได้แต่คีบหมากขาวและใช้ความคิดในการจะวางลงบนกระดานให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ แต่ขณะจะวางหมากขาวลงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของเนินดินที่พวกมันกำลังนั่งอยู่ก็ทำให้กระดานหมากพลิกคว่ำในทันทีส่งให้ทั้งสองได้มองตากันอีกครั้งด้วยแววความตื่นเต้นยินดีอย่างปิดไม่มิด
บุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นกำหมากขาวในมือไว้แน่น
“พวกเราไม่จำเป็นต้องเล่นจนจบกระดานแล้ว"