“...เสียงเคาะเกราะเงียบไปเลยแฮะปกติต้องเคาะแล้วนี่...”
ฉันนอนไม่หลับหลังบทสนทนาน่าอายระหว่างฉันกับเจินจูก่อนหน้านี้ ฉันเลยนอนตาค้าง หัวใจเต้นตึกๆพอเขาพลิกตัวทีฉันก็สะดุ้งทีทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เคยนอนเตียงเดียวกันแบบไม่รู้สึกอะไรแท้ๆแต่ไม่รู้อะไรเปลี่ยนไป เพราะเขาบอกว่าชอบฉันเหรอ?
แล้วถ้าเขาบอกว่าชอบฉันเรามานอนเตียงเดียวกันแบบนี้จะดีเหรอ? แบบนี้เหมือนเป็สามีภรรยากันจริงๆ เลยน่ะสิ
แต่เจินจูก็นอนนิ่งเหมือนปกติท่าทางจะหลับปุ๋ยไปแล้ว ไม่ได้ยินที่ฉันพูดเมื่อครู่ ฉันเลิกผ้าห่มลุกขึ้น เดินไปแนบหูกับประตูก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร
“คิดไปเองรึเปล่านะ...”ฉันกลับมาที่เตียง ครั้นจะล้มตัวลงนอนก็กังวลจนไม่กล้าหลับจะเดินไปที่หน้าต่างก็ไม่กล้าเพราะในหนังชอบบอกว่าถ้าจะโดนลอบสังหารอย่าเข้าใกล้หน้าต่าง ตอนนี้ฉันเลยระแวงไปหมด นั่งตาค้างตรงขอบเตียง
“...นอนกันหมดแล้วเหรอ...”ผ่านมาค่อนคืนยังไม่ได้ยินเสียงเคาะเกราะแม้แต่ครั้งเดียวหรือคนเคาะเกราะโดนเก็บไปแล้ว...?
“...?!?!” เจินจูลุกพรวดทำฉันสะดุ้งไปด้วย
“มีอะไรเหรอเจินจู?”ฉันหันหลังก็เห็นเขาลืมตาโพลงมองไปรอบๆ
“...อะไรกันตื่นอยู่ก่อนแล้วเหรอ? ดีเลย เรานึกว่าคงเผลอปลุกท่าน”
“ฝันร้าย?”
“...ก็นิดหน่อย”เขาทิ้งตัวลง “ตาสว่างไม่กล้าหลับเลย...”
“อยากเล่าให้ฟังไหม?”
“...”เขาเงียบไปพักหนึ่ง “เราลืมไปแล้ว”
“คนเคาะเกราะหายไปสักพักแล้วนะ”
“วันนี้จ้าหมานโถวสั่งห้ามทุกคนออกจากห้อง”เขาถอนหายใจ
“อ้าว...ฉันกังวลไปเองสินะ”
“...”เจินจูกลิ้งไปมาจนผมเผ้ายุ่งเหยิง “ทำไม่นี้มีแต่เื่เสี่ยงชีวิตนะ เฮ้อ...คุยเื่อื่นกันเถอะ เื่โลกเดิมของเราเป็ไง?”
“ฉันอยากดื่มชานมไข่มุกอีกแล้วอยากดื่มแบบพ่นไฟด้วย ไม่ได้ดื่มนานแล้วเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง”ฉันเอนตัวลงนอนข้างเขา รู้สึกเกร็งนิดหน่อยเมื่อได้ยินเสียงหายใจของอีกฝ่าย“นายชอบชานมไข่มุกรึเปล่า?”
“ความจริงชอบชาไม่ใส่นมพวกชามะลิหรืออู่หลงอะไรแบบนี้ความจริงชานมไข่มุกก็อร่อยอยู่หรอกแต่เราไม่ได้ชอบขนาดนั้น” เขาพูด“มีชานมร้านโปรดรึเปล่า?”
“ร้านตรงปากซอยบ้าน...จริงๆ ก็ปากซอยโรงเรียนนั่นแหละ บ้านฉันอยู่ซอยเดียวกับโรงเรียนร้านนั้นทำไข่มุกเม็ดเล็กแต่หนึบมาก แพงกว่าร้านอื่นหน่อยฉันก็ยอมจ่าย ร้านข้างๆขาย 19 แต่ร้านนี้ขาย 40 ฉันก็ยังซื้อร้านเดิม”
“นั่นแหละวิธีใช้เงิน”เจินจูยิ้มแฉ่ง “เพิ่มเงินมานิดหน่อยแต่ได้ของถูกใจตรงความ้ามากกว่าก็ถือเป็การใช้จ่ายอันคุ้มค่า”
“อืม...”ฉันพลิกตัว “อันที่จริงอีกร้านมันแหยะๆ ไม่ค่อยอร่อยแหละ...”
“เล่าเื่อื่นให้เราฟังหน่อยสิเื่ที่ไม่เกี่ยวกับชานมไข่มุก”
“ชีวิตฉันมีแต่ชานมไข่มุก”
“ไม่จริง”
“เหรอ...”
“ท่านไม่ยอมรับความรักของเราเพราะกลัวเราไม่จริงใจหรือ?ท่านเคยโดนหักอก?” เด็กหนุ่มยักคิ้วกวน
“เปล่าสักหน่อย! แค่...” ฉันพลิกตัวไปก็เจอดวงตาใสๆของอีกฝ่ายมองอยู่ “ฉัน...ตอนเด็กๆ ฉันเคยโดนเพื่อนแบนน่ะ”
“...”
“โดนแบนไปเกือบเทอมเด็กใหม่ที่ย้ายมาห้องฉันตอนขึ้นป.3... เธอเป็หัวโจกน่ะจนป่านนี้ยังจำหน้าเธอได้อยู่เลย เธอหน้ากลมๆ ปากเล็กเหมือนตุ๊กตาทั้งที่เด็กขนาดนั้นแต่ดัดผมมาโรงเรียน ผู้หญิงทั้งห้องเชื่อฟังเธอพอเธอคิดว่าฉันน่ารำคาญเลยสั่งห้ามคุยด้วย ทุกคนก็ไม่กล้าขัดใจเพราะกลัวจะโดนเหมือนกันโดยเฉพาะเพื่อนอีกคนของเธอที่เป็เด็กลูกครึ่ง” ฉันถอนหายใจ“วันหนึ่งมีเพื่อนคนหนึ่งในห้องที่ทนดูไม่ไหวก็เลยไปลากคนที่เป็ลูกครึ่งมาคุยกับฉัน ตอนนั้นฉันนึกว่าเธอเป็คนเริ่มแบนแต่ที่จริงเพื่อนลูกครึ่งคนนั้นบอกว่าเป็เด็กใหม่ที่บอกให้แบนฉัน...”
ความทรงจำตอนนั้นย้อนกลับมาวันๆ ที่ต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ทำงานกลุ่มคนเดียว เจอสายตารังเกียจจากคนในห้อง...
“สุดท้ายเพื่อนลูกครึ่งก็ไปสารภาพให้ครูฟังเด็กใหม่คนนั้นก็ร้องไห้แก้ตัวอะไรสักอย่างแล้วไม่มาเรียนสามวันรู้อีกทีคือเธอย้ายโรงเรียนแล้ว”
“ก็สมควรอยู่...”
“เธอย้ายกลับมาตอนขึ้นม.3ตอนนี้เราอยู่กันคนละห้อง ก็ต่างคนต่างอยู่แหละ ไม่ได้งี่เง่าแบบเดิมแล้ว แต่...เธอน่ะเริ่มปั่นให้คนในห้องนั้นเริ่มหาเื่ทะเลาะกับห้องเรา แย่งงบจัดกิจกรรมทำอะไรข้ามหน้าข้ามตา... คนบางคนนี่ไปไหนก็มีแต่ความขัดแย้งเนอะ”
“จริงแต่ก็ผ่านมาได้แล้วนี่”
“อืม...ที่คาใจคือ สุดท้ายฉันไม่เคยรู้เลยว่าตอนแรกตัวเองโดนแบนเพราะอะไรฉันทำตัวน่ารำคาญรึเปล่า? หรือฉันเล่นกีฬาไม่เก่ง หรือฉันทำอะไรไม่ถูกใจหรือหน้าตาฉันไม่น่าดู หรือเสียงพูดฉันเสียดหู” ฉันม้วนผมตัวเองเล่น“พูดตามตรงเลยนะ... ฉันเพิ่งจะเข้าใจตอนนี้ว่า... ตอนที่นายพูดว่าชอบฉันทุกครั้งฉันปัดว่านายพูดล้อเล่นมาตลอด ก็คนอย่างฉันจะไปมีใครชอบล่ะ?ฉันมันธรรมดาจนสมควรถูกลืม กลายเป็ผีหลังห้องเลยนี่”
“พวกนั้นเรียกเธอแบบนั้นเหรอ?”อยู่ๆ น้ำเสียงเขาก็จริงจัง สรรพนามก็เปลี่ยน
“อะอ้อ ก็... พักหนึ่ง แต่ฉันไม่คิดมากแล้ว ก็ยังเด็กกันนี่”
“พวกเขาไม่ควรทำแบบนั้น”เจินจูลุกขึ้น “ทำยังไงดีล่ะ เราโกรธชะมัด โกรธพวกเด็กเปรตที่อยู่อีกโลก...นี่ถ้าเราไม่ได้มาเกิดใหม่คงซัดพวกนั้นแล้ว”
“ใจเย็นก่อนพ่อหนุ่มเื่มันผ่านไปแล้วน่า”
“ผ่านไปแล้วแต่เหมือนคนทำยังไม่สำนึกเลยนี่”เจินจูทำหน้าบึ้ง “เราชอบท่านจริงๆ นะ ไม่ได้ล้อเล่น ปกติถ้าเราพูดจาหวานๆแบบนี้กับใครก็ยอมคบกับเราหมดมีแต่ท่านนี่แหละที่ทำเหมือนไม่ได้ยินทั้งที่เราจริงจังกับท่านมากกว่าใครเราก็สงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิด หรือยังพยายามไม่มากพอ”
“เจินจู...ฉัน...ไม่ได้ตั้งใจให้นายรู้สึกแบบนั้นแต่...”
“แต่...?”
“ฉันไม่เข้าใจว่านายชอบฉันตรงไหน”
“แล้วจะให้เราไม่ชอบท่านตรงไหน?ท่านเป็คนคุยสนุก มีอารมณ์ขัน อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ?”
หัวใจฉันเต้นเสียงดังมันไม่ช่วยเลยที่เขาคร่อมฉันอยู่บนเตียง
“ทำไมนายเป็คนแบบนี้...?”ฉันยกมือปิดหน้า “หยุดสักที...”
“ไม่รู้จะหยุดยังไงเหมือนกันหรือต้องทำแบบนี้?”
“กรี๊ด!”
เขาหอมแก้มฉันแบบไม่ทันตั้งตัวเลยเผลอส่งเสียงดังปิดปากแทบไม่ทัน
“ชู่...เดี๋ยวคนคุ้มกันก็แห่มาหรอก”
“ฉันรู้ๆแต่นายนั่นแหละช่วยถอยไปหน่อย!”
“แสดงว่าท่านชอบเราเหรอ?”
“ชอบ...มั้ง!” ฉันพลิกตัวฝังใบหน้ากับหมอน “ก็นายเล่นทำตัวแบบนี้นายคิดว่าฉันใจแข็งขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“คนที่ไม่ใช่สุดท้ายก็ไม่ใช่อยู่ดีแต่ถ้าคนที่ใช่ก็จะชอนไชเข้าไปในหัวใจได้อย่างง่ายดายแสดงว่าความจริงเราเป็คนที่ใช่สำหรับท่าน”เจินจูลุกขึ้นและไปหยิบผ้าห่มออกมาจากตู้ “พอแบบนี้ นอนเตียงเดียวกันชักเริ่มอันตรายแล้วเราขอมานอนตรงนี้ดีกว่า”
“...”ฉันไม่รู้จะพูดอะไร ยังนอนคว่ำอยู่อย่างนั้นเหมือนท่อนไม้
“ท่านตอบรับคำสารภาพรักของเราแล้วใช่ไหม?”
“...”ฉันเขินจนพูดไม่ออก “ก็ได้...”
“อะไรนะ?”
“...ฉันคิดว่าฉันก็ชอบนาย”
คราวนี้เจินจูเป็ฝ่ายเงียบไปเงยหน้าขึ้นก็เห็นเขาทำปากยื่น สางผมฟูๆ ของตัวเองเล่น
“...บ้าจริงพูดไม่ออกเลย” เขาลุกขึ้นและเอาแขนยันกำแพง “เราควรออกจากห้องนี้ขอลาออกจากการเป็ตัวเอง”
“นายคิดอะไรทะลึ่งอยู่เหรอ?!”
“เปล่าก็ยัง แต่ส่อแววจะไปทางนั้น!ทำไงดี?!”
“ควบคุมตัวเองไว้! เสี่ยวจู ฉันไม่อยากนอนคนเดียวเดี๋ยวใครบุกเข้ามาเหมือนเมื่อวานใครจะช่วย?! ฉัน้านาย!”
“เราพยายามอยู่! แต่ท่านอย่าพูดอะไรสองแง่สองง่ามแบบนั้น! เดี๋ยวเราได้ตบะแตกพอดี!”
“นายนั่นแหละเลิกตีความอะไรๆสองแง่สองง่ามสักที คิดลึกเกินไปแล้ว!”
“ยิ่งพูดยิ่งคิดลึกอ๊าก!!!”
“ตั้งสติไว้เจินจู!!!”
เราเงียบไปสามวิแล้วก็ะเิหัวเราะดังลั่น หัวเราะชนิดตัวงอ เจ็บท้อง ปวดแก้ม หัวเราะแล้วหัวเราะอีก
“เป็บทสนทนาที่งี่เง่าที่สุดั้แ่เราเกิดมา”เจินจูปาดน้ำตา “อา กี่โมงแล้วเนี่ย?”
“ไม่รู้แฮะแต่หนาวแบบนี้คงเช้าแล้วล่ะ”
“อืม...”
มองออกไปก็เห็นหมอกเริ่มลง
“...เจินจูฉันลืมบอกเื่ที่หมอเล่าให้ฟังน่ะ”
ฉันถ่ายทอดคำพูดของคุณหมอให้เจินจูฟัง
“...เพิ่งมีความทรงจำ?หมายความว่าสติเพิ่งถือกำเนิดขึ้นตอนนั้น... หรือการพัฒนาสมอง...? อืม...”
“ตอนนั้นนายพูดชื่ออะไรสักอย่างมาด้วย...โฮ...?”
“โฮซิล...เป็ภาษามองโกลใช้เรียกเทือกเขาสีน้ำเงิน” เขาตอบ “อีกชื่อของมันคือเกอเกอซีหลี่ทิวทัศน์ของมันตรงกับที่คุณหมอเล่าทุกประการ...แม้แต่เื่ซากแอนทิโลปหรือทรายดูดพอพูดเื่แอนทิโลปเราเลยนึกได้พอดีน่ะ เราเคยเห็นในหนังอยู่ น้อยคนนักจะเคยเหยียบเข้าไปเห็นกับตาจริงๆ”
“แต่นั่นมันโลกเราไม่ใช่เหรอที่นี่ใช่ประเทศจีนรึเปล่ายังไม่รู้เลยนี่”
“อืม...แต่เื่พิเศษของโฮซิลอย่างหนึ่งคือเป็ถิ่นทุรกันดารที่เรียกได้ว่าทรหดที่สุดแห่งหนึ่งในโลกแทบไม่มีใครอยู่เลย แถมยังไกล... ฟังดูเข้ากับคำว่าเทียนหยามากเลยไหมล่ะ?”
“กำลังจะบอกว่าแม่ของนายกับคุณหมออาจมาจากโฮซิลในเวอร์ชันของโลกนี้เหรอ? แต่ถ้าที่นั่นคือเทียนหยาแล้วจะยังตามหาเทียนหยาไปทำไมอีก?”
“นั่นแหละที่เราไม่เข้าใจเทียนหยาเป็ใคร หรืออะไร และทำไม้าภาพของหลงเซีย?”
“...ไม่รู้ไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น นอนเถอะ! คิดแล้วก็ไม่ได้คำตอบสักหน่อยถูกไหม?!” ฉันดึงผ้าห่มขึ้นถึงจมูกและหลับตาทว่าความสงบก็อยู่ไม่ยืดนักเมื่อมีแท่งน้ำแข็งพุ่งเข้ามาในห้องทางหน้าต่าง