การเริ่มต้น มักเป็อะไรที่ยากเสมอโดยเฉพาะเมื่อจุดเริ่มต้นนั้น คือการเดินทางของคนธรรมดา... อุปสรรคที่มากกว่าคนอื่นความพยายามที่ต้องมากกว่าคนอื่น และที่สำคัญ มันแทบไม่รู้ ว่าจะเริ่มต้นยังไงก่อนดี…
เสียงล้อไม้บดเบียดกับถนนดินลูกรังขรุขระดังสะท้อนก้องเป็จังหวะภายในรถม้าโดยสารที่โคลงเคลงมีเด็กวัยรุ่นหกเจ็ดคนนั่งเบียดเสียดกันอยู่ท่ามกลางความคาดหวังและความตื่นตระหนกที่ลอยวนอยู่ในอากาศ หนึ่งในนั้นคือ ‘ไป๋ลี่’เด็กหนุ่มผู้กำลังมุ่งหน้าไปทดสอบวาสนาในการคัดเลือกศิษย์ใหม่ของสำนักเซียนเสวี่ยน
ไป๋ลี่เป็เด็กหนุ่มที่ดูธรรมดายิ่งหน้าตาธรรมดา ร่างกายดูซูบผอมเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับผอมแห้ง ส่วนสูงธรรมดาเขาอาจจะไม่ใช่คนเตี้ยจนแคระแกร็น แต่ก็ไม่ได้สูงจนดูสง่าอะไร
ไป๋ลี่นั่งเงียบ ๆ พิงผนังรถม้าโดยมีเด็กหนุ่มร่างกำยำนามว่า ‘เถี่ยซาน’ นั่งเบียดอยู่ด้านข้าง ใบหน้ารูปร่างของเขานั้นดูคล้ายคนอายุยี่สิบกว่าทั้ง ๆ ที่อายุจริงนั้นเพิ่งจะ 16 ปี กล้ามเนื้อของเขาเป็มัดราวกับวัวกระทิงผิวกร้านแดดสวมทับด้วยชุดผ้าหยาบ ๆ ที่สำคัญ เขาเป็คนช่างพูดจนดูน่ารำคาญอยู่บ้างก่อนที่ไป๋ลี่จะก้าวขึ้นรถมา เถี่ยซานก็ชวนคนโน้นคนนี้คุยจ้อทักทายไปทั่วเมื่อไป๋ลี่ขึ้นมานั่ง คนผู้นี้ก็รีบชวนคุยอีกตามเคย เขาก็ทำเพียงหน้ารับคำและยิ้มทักทายกลับอย่างเป็กันเองเพื่อรักษามารยาทกับอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้
รถม้าคันนี้ไม่ใช่รถม้าธรรมดาแต่เป็พาหนะที่ถูกว่าจ้างโดยสำนักเซียนเสวี่ยนให้ตระเวนแวะรับผู้สมัครตามเมืองต่างๆ ทีละคนสองคน เพื่อเข้าร่วมงานคัดเลือกศิษย์ที่จะจัดขึ้นในทุก ๆ สามปีกฎเกณฑ์เบื้องต้น คือการค้นหาผู้มีรากิญญาจากทั่วสารทิศ และคนผู้นั้นต้องมีอายุไม่เกินสิบแปดปีใครที่พอมีแววก็จะถูกคัดเลือกให้ขึ้นมาบนรถม้า ส่วนใครจะผ่านการคัดเลือกของสำนักและได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียนหรือไม่นั้นล้วนต้องพึ่งพาวาสนา พร์ และชะตาฟ้าลิขิตของแต่ละบุคคล
เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าสาม-สี่วันเต็มในที่สุดจังหวะการควบของม้าก็ชะลอลง รถม้าเดินทางมาหยุดอยู่ ณชายป่าประหลาดแห่งหนึ่งเบื้องหน้าทิวเขา บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบลงฉับพลันป่าทั้งผืนถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีม่วงเข้มข้นราวกับไอปีศาจที่ดูหนาทึบและน่าสะพรึงกลัวบริเวณลานดินกว้างหน้าแนวป่ามีรถม้าของสำนักคันอื่น ๆ จอดเรียงรายรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับกลุ่มเด็กหนุ่มสาวที่เดินทางมาร่วมทดสอบวาสนาในคราวนี้ยืนรวมตัวกันอยู่นับได้กว่าร้อยชีวิต
รถม้าของไป๋ลี่ มาถึงเป็คันสุดท้าย ทันทีที่จอดสนิทผู้เข้ารับการทดสอบทุกคนถูกเรียกให้มารวมตัวกันที่ลานกว้างเบื้องหน้าของพวกเขาคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวของสำนักเซียนเสวี่ยนเขายืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าสุขุมเยือกเย็น แม้ไม่ได้ขยับตัวทำสิ่งใดทว่ารอบกายกลับแผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์และแรงกดดันจางๆที่ทำให้เหล่ามนุษย์ธรรมดาต้องเผลอกลั้นหายใจกลุ่มคนที่ยืนรวมตัวกันอยู่นั้นมีภูมิหลังที่หลากหลาย แม้ส่วนใหญ่จะเป็บุรุษ ทว่าสตรีก็มีปะปนอยู่ไม่น้อยบางคนสวมแพรพรรณเนื้อดีบ่งบอกถึงชาติตระกูลสูงส่งในขณะที่อีกหลายคนสวมเสื้อผ้าหยาบๆ สะท้อนถึงฐานะที่ยากจนข้นแค้นทว่าเมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าผู้บำเพ็ญเพียร ทุกคนล้วนดูต่ำต้อยไม่ต่างกัน
ชายวัยกลางคนกวาดสายตามองฝูงชนอย่างเนิบช้าก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่ากลับดังก้องกังวานเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน"วิถีแห่งเซียนคือการฝืนลิขิตฟ้า... พวกเ้าล้วนเป็หนึ่งในหมู่คนธรรมดานับแสนนับล้าน ที่สิ่งที่เรียกว่า 'รากิญญา' เพราะมีเพียงผู้มีรากิญญาจึงจะก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ได้..."คำอธิบายของคนผู้นั้นเกริ่นนำกับทุกคนอย่างคร่าว ๆก่อนที่เขาจะชี้มือไปยังแนวป่าทึบเื้ั “แต่พร์ที่ว่านั้นหาใช่ทุกอย่างพวกเ้ายังต้องผ่านด่านทดสอบ และด่านทดสอบแรกของพวกเ้า คือการเดินฝ่าเข้าไปใน 'ป่าหมอกปีศาจ' แห่งนี้...”
สิ้นคำประกาศสีหน้าของผู้เข้ารับการทดสอบหลายคนก็ซีดเผือดลงทันตาพวกเขาอาจเคยได้ยินข่าวลือมาบ้างเกี่ยวกับการทดสอบด่านแรกของปีก่อนๆ ถึงความน่าหวาดกลัวเพียงยังแอบนึกอยู่ในใจว่าอาจเป็แค่ข่าวลือแต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับสถานที่จริง ความหวาดกลัวก็เริ่มเกาะกินหัวใจไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากป่าทำเอาขนลุกซู่หมอกสีม่วงขุ่นคลั่กราวกับมีชีวิตบดบังทัศนวิสัยจนไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่ามีภยันตรายใดซ่อนตัวอยู่หลังม่านความมืดนั้นยิ่งผนวกกับข่าวลือหนาหูที่ว่า เคยมีผู้หลงทางและหายสาบสูญไปในป่าแห่งนี้ตลอดกาลมาไม่น้อยบรรยากาศก็ยิ่งกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
“ทุกคนที่มายืนอยู่ ณ ที่นี้ล้วนมาด้วยความสมัครใจ หาได้มีใครบังคับ”ศิษย์พี่แห่งสำนักเซียนเสวี่ยนกล่าวต่อด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “ดังนั้นหากเกิดอันตรายใดๆ ขึ้นในป่าแห่งนี้ ทางสำนักจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น...หากผู้ใดคิดว่าไม่ยุติธรรม หรือรักตัวกลัวตายก็เชิญหันหลังกลับไปเสียั้แ่ตอนนี้”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานกว้าง แม้แต่เถี่ยซาน เด็กหนุ่มร่างั์ที่เคยช่างพูดช่างเจรจามาตลอดทางก็ยังหุบปากเงียบกริบและลอบกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเฮือกใหญ่
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของฝูงชนไป๋ลี่ยังคงยืนนิ่งสงบ เขาลอบเหลือบสายตามอง ยังคนผู้หนึ่ง ที่ยืนอยู่ไม่ไกลคนผู้นี้นั่งรถม้าคันเดียวมากับไป๋ลี่ เด็กหนุ่มที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแต่ดูเปื้อนฝุ่นมอมแมมไปบ้างไป๋ลี่ลอบมองออกั้แ่ทีแรกแล้วว่าคนผู้นี้หาใช่เด็กหนุ่ม แต่เป็หญิงสาวที่แต่งกายเป็ชายเขาจึงเหลือบแอบมองอีกฝ่ายอยู่หลายครั้งั้แ่อยู่ในรถจนถึงตอนนี้ท่าทีของคนผู้นี้ตลอดเส้นทางยังคงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น แม้กระทั่งป่าหมอกที่อยู่ตรงหน้าก็หาได้ทำเขาหวั่นไหวราวกับว่าต่อให้เบื้องหน้าจะเป็ขุมนรก คนผู้นี้ก็จะเดินหน้าเข้าไปโดยไม่ลังเล
หลังจากทำใจอยู่ครู่หนึ่งเหล่าผู้ทดสอบก็เริ่มทยอยก้าวเท้าเข้าสู่ป่าหมอกสีม่วงบางคนที่มีความมั่นใจและหยิ่งทะนงก็เลือกที่จะพุ่งทะยานเข้าไปเพียงลำพังส่วนคนที่มีไหวพริบขึ้นมาหน่อยก็เริ่มหันมาเจรจาจับกลุ่มรวมตัวกันเพื่อลดทอนความเสี่ยง ทุกคนต่างรู้ดีว่าในสถานที่ปิดตายที่ไม่คุ้นเคยการมีสายตาเพิ่มขึ้นย่อมดีกว่าการเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเพียงลำพัง
ทว่า ท่ามกลางกระแสคนที่มุ่งหน้าสู่ความเสี่ยงเพื่อแลกกับความเป็ะกลับมีเด็กหนุ่มสาวสองสามคนที่ขาทรุดลงกับพื้น พวกเขามองดูหมอกสีม่วงที่ค่อยๆกลืนกินร่างของสหายร่วมทางไปทีละคนด้วยความหวาดผวาก่อนที่ความกลัวจะเอาชนะความทะเยอทะยานที่ใฝ่ฝันและเตรียมการมาตั้งนานพวกเขาเลือกที่จะหันหลังกลับ และถอดใจั้แ่แทบยังไม่ทันได้เริ่มทอดทิ้งความฝันเื่การเป็เซียนเพ้อเจ้อนั่นไป
ไป๋ลี่ไม่ได้เลือกที่จะเข้าไปรวมกลุ่มกับผู้ใดเขาก้าวเท้าเข้าสู่แนวป่าอย่างเนิบนาบ โดยมีเถี่ยซานที่รีบสาวเท้าตามมาติดๆ ใช่ตลอดระหว่างทางที่นั่งรถกันมาเถี่ยซานรู้สึกไป๋ลี่เป็คนเดียวที่เขาคุยด้วยรู้เื่เป็ที่สุด
ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามา เงาพวกเขาสองคนก็ถูกกลืนหายเข้าไปในม่านหมอกสีม่วงบรรยากาศรอบด้านก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงอากาศที่เคยเย็นเยียบกลับแฝงไปด้วยกลิ่นหอมหวานอมคาวที่ชวนให้วิงเวียนหมอกพิษเหล่านี้ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่มันแทรกซึมเข้าสู่จิตใต้สำนึกดึงเอาอารมณ์ ความปรารถนา และความหวาดกลัวที่ซ่อนเร้นที่สุดของมนุษย์ออกมาตีแผ่
แรก ๆ ยังไม่เห็นผลอะไรมากแต่เมื่อเดินลึกเข้ามาด้านใน หมอกสีม่วงเริ่มปกคลุมหนาแน่นขึ้นจนแทบมองไม่เห็นทางเดินไอควันสีม่วงที่ทุกคนสูดดมเข้าไปเริ่มออกฤทธิ์ให้แต่ละคนควบคุมสติไม่อยู่ ภาพเบื้องหน้าของไป๋ลี่ราวกับโรงละครแห่งความวิปลาสผู้เข้ารับการทดสอบหลายคนตกอยู่ในห้วงภวังค์อย่างสมบูรณ์บางคนยืนนิ่งค้างราวกับรูปปั้นบางคนแหงนหน้าหัวเราะร่วนอยู่กับอากาศธาตุอย่างเคลิบเคลิ้มในขณะที่อีกมุมหนึ่งมีคนทรุดตัวลงร่ำไห้ปานจะขาดใจ
ซ้ำร้ายกลุ่มคนที่ฉลาดหลักแหลมเลือกที่จะรวมตัวกันก่อนหน้านี้กลับกลายเป็เหยื่อชั้นดีของความหวาดระแวง เสียงด่าทอทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นสาวหมัดชกต่อยกันเองสหายที่ตกลงร่วมทางบางคนในกลุ่ม ที่พอยังเหลือสติอยู่บ้างต้องออกแรงกอดรัดฟัดเหวี่ยงเพื่อห้ามปรามกันจนพัลวัน
ใช่ หมอกสีม่วงนี้กำลังปั่นหัวทุกคนต่างให้บ้าคลั่ง
แม้แต่เถี่ยซานที่เคยคุยโวโอ้อวดตนเองตอนนั่งในรถม้าไว้อย่างดิบดีร่างกายกำยำของเขา ต่อให้เป็วัวกระทิงก็ล้มได้สบาย ทันทีที่สูดดมหมอกพิษเข้าไปเขากลับตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำเด็กหนุ่มร่างั์ผู้นี้แท้จริงแล้วมีความหวาดกลัวภูตผีปีศาจฝังรากลึกอยู่ในใจหมอกพิษจึงขยายภาพเงาไม้ให้กลายเป็อสุรกายร้ายในสายตาเขาเถี่ยซานหวาดผวาจนก้าวขาไม่ออก ร้องโวยวายด้วยความตื่นตระหนก ช่างเป็ภาพความขัดแย้งระหว่างกล้ามเนื้ออันทรงพลังและท่าทางขี้ขลาดที่ดูน่าขันอยู่ไม่น้อยหากไม่ได้ไป๋ลี่ที่คอยตวาดเตือนสติ ดึงคอเสื้อลากถูให้เขาก้าวเดินตามมาเถี่ยซานก็คงกลายเป็คนบ้าที่วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปั้แ่แรกแล้ว
เวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งค่อนวันจนเกือบจะถึงกำหนดที่ตั้งไว้ ผู้ที่สามารถก้าวเท้าออกจากแนวป่าอาถรรพ์นี้ได้ จากกว่าร้อยคนกลับเหลือเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้นไป๋ลี่เดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพียงแต่เหงื่อโทรมกายชุ่มเสื้อเล็กน้อยเพราะต้องออกแรงลากดึงเถี่ยซานมาตลอดทาง
พวกเขาสองคนออกมาได้ใน่ท้ายๆก่อนหมดเวลาพอดี เมื่อไป๋ลี่กวาดสายตามองไปรอบๆ เขาก็พบว่า หญิงสาวที่แต่งตัวเป็ชายผู้นั้นก็ได้มายืนกอดอกรออยู่ก่อนหน้าแล้ว ด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งไม่ต่างจากเดิม
ศิษย์พี่วัยกลางคนของสำนักเซียนเสวี่ยนคนเดิมยืนมองดูนาฬิกาทรายขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโขดหินเมื่อเม็ดทรายหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงมา เขาก็เม้มปากเล็กน้อยสายตากวาดมองเศษเสี้ยวของผู้รอดชีวิตด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกชายวัยกลางคนถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพยักหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นและ ‘ดีดนิ้ว’เพียงหนึ่งครั้ง
เป๊าะ!
เสียงดีดนิ้วเบา ๆ นั่นเผยคลื่นพลังที่กระจายออกเหมือนระลอกน้ำกระเพื่อมพลันม่านหมอกสีม่วงที่ปกคลุมป่าทึบด้านหลังในป่าแห่งเดิม ก็มลายหายไปในพริบตาเผยให้เห็นสภาพอันน่าเวทนาของเหล่าผู้เข้ารับการคัดเลือกอีกหลายคนที่เหลือซึ่งติดอยู่ภายในทันทีที่หมอกจางหาย พวกเขาก็หลุดออกจากภวังค์และกลับมามีสติอีกครั้งทว่าความจริงช่างโหดร้าย คนเ่าั้ก็ถูกไล่ให้กลับลงเขาไปทั้งหมดเพราะถือว่าสอบตกและหมดวาสนาในเส้นทางนี้แล้ว
หลังจากจัดการกับผู้ที่ตกรอบจนเสร็จสิ้นศิษย์พี่ผู้นั้นจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้ที่ผ่านการทดสอบด่านแรกเขาไม่ได้กล่าวคำยินดีใดๆ แต่กลับยกมือขึ้นชี้ไปยังภูมิทัศน์เื้ัมันคือหน้าผาหินสีเทาทะมึนที่ตั้งตระหง่านสูงชันเสียบยอดทะลุหมู่เมฆ ผนังหินสูงตระหง่านนั้นทั้งน่ากลัวและดูอันตรายอย่างยิ่ง
“นี่คือด่านต่อไปของพวกเ้า” คนผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“จงปีนขึ้นไปให้ถึงยอดหน้าผานี้ให้ได้ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน”
บรรยากาศที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงกลับมาตึงเครียดอีกครั้งหน้าผานี้ไม่เพียงแต่สูงชัน แต่มันยังอันตรายถึงชีวิตหากเกิดก้าวพลาดตกลงมาระหว่างที่กำลังปีนป่าย โชคดีหน่อยก็อาจจะแค่แข้งขาหักพิการแต่ถ้าโชคร้ายก็คือร่างแหลกเหลวกลายเป็ศพไปเลยก็เป็ได้ผู้ผ่านเข้ารอบบางคนที่เพิ่งรอดพ้นจากหมอกปีศาจมาได้อย่างหวุดหวิดเริ่มมีสีหน้าลังเลและก้าวเท้าถอยหลัง
“รอบนี้ก็เหมือนเช่นรอบก่อน...นี่ไม่ใช่การบังคับ” ศิษย์พี่ผู้นั้นเอ่ยย้ำกวาดสายตามองเหล่าผู้คัดเลือกที่กำลังยืนนิ่งงันด้วยความหวาดหวั่น “หากพวกเ้ากลัวตายก็เชิญหันหลังกลับไปได้เลย แต่จำไว้ให้ดีหากพวกเ้าตกลงมาแขนขาหักหรือสิ้นชื่อขึ้นมา จะมากล่าวโทษสำนักไม่ได้เช่นกัน”
เขาทิ้ง่ความเงียบไปชั่วอึดใจเพราะทุกคนในกลุ่มก็ต่างยังยืนนิ่งงันกันอยู่ ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ข้าคิดว่าข้าได้บอกพวกเ้าไปแล้วนะ...ว่าพวกเ้ามีเวลาแค่ก่อนดวงอาทิตย์ตกดินเท่านั้น”
สิ้นประโยคนั้นราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางวง เหล่าผู้เข้ารับการคัดเลือกที่กำลังลังเลก็เบิกตากว้างพวกเขาสะดุ้งสุดตัวและรีบวิ่งกรูเข้าไปเกาะเกี่ยวแง่งหินที่ตีนผาแย่งชิงตำแหน่งกันปีนป่ายขึ้นสู่เบื้องบนทันทีราวกับมดแตกรังทิ้งความหวาดกลัวไว้เื้ั เพราะเวลาที่เหลืออยู่นั้นกำลังเดินถอยหลังลงสู่ความมืดมิดอย่างรวดเร็ว
แม้ไป๋ลี่จะสามารถก้าวผ่านด่านป่าหมอกปีศาจมาได้อย่างไม่ยากเย็นนักทว่าบททดสอบที่สองนี้กลับไม่เป็เช่นนั้นเลย มันต้องยอมรับว่าเขาไม่สามารถใช้สติปัญญาอย่างเดียวนั้นปีนหน้าผาอันสูงชันนี้ได้ร่างกาย ของเขานั้นทั้งอ่อนแอและบอบบางหากเทียบคนอื่นยิ่งกับการปีนหน้าผาสูงชันที่อันตรายถึงชีวิตเยี่ยงนี้มันจึงยากเหลือเกินที่ผ่านด่านนี้ไปได้
แต่ในทางกลับกัน เถี่ยซาน เด็กหนุ่มร่างั์ที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดและไม่ควรจะผ่านรอบแรกมาได้ด้วยซ้ำกลับมองหน้าผาสูงชันนี้เป็เื่ง่ายดายยิ่งพละกำลังทางกายคือสิ่งที่เขามั่นใจที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด
ก่อนหน้านี้ ตอนที่หลุดพ้นจากหมอกสีม่วงมาได้เถี่ยซานก็เอาแต่ ขอบอกขอบใจไป๋ลี่เสียยกใหญ่ชายร่างกำยำผู้นี้ซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก เขาแทบจะคุกเข่าลงกับพื้นร้องห่มร้องไห้อย่างไม่อายใครพร่ำบอกว่าหากไม่ได้ไป๋ลี่คอยตวาดเรียกสติและฉุดกระชากลากถูมาตลอดทางเขาคงกลายเป็คนเสียสติอยู่ในป่าอาถรรพ์นั้นไปแล้ว เถี่ยซานถึงขั้นตบหน้าอกตัวเองเสียงดังฉาดประกาศกร้าวต่อฟ้าดินว่าจะขอยกให้ไป๋ลี่เป็ดั่ง สหายร่วมเป็ร่วมตาย นับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป
ด้วยเหตุนี้ในด่านที่แทบจะเป็ไปไม่ได้เลยสำหรับคนไร้เรี่ยวแรงอย่างไป๋ลี่เขาจึงได้สหายผู้นี้มาเป็กำลังเสริมอย่างเหมาะเจาะพอดีเถี่ยซานยืนกรานว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งสหายเด็ดขาดเขาจัดการนำเชือกป่านเส้นหนาที่พกติดตัวมา มัดรัดเอวของตนเองฝั่งหนึ่ง แล้วมัดโยงกับเอวไป๋ลี่อีกฝั่งเชือกเส้นที่มัดเชื่อมโยงกันนี้ จะทำให้ทั้งสองคนได้ปีนหน้าผาไปพร้อมกันและถ้าเกิดไป๋ลี่พลาดพลั้งหรือหมดแรง เขาก็จะสามารถดึงเชือกช่วยอีกฝ่ายได้
ขณะที่ทั้งสองกำลังเตรียมตัวก้าวขึ้นสู่แง่งหินแรกสายตาอันเฉียบคมของไป๋ลี่ก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวในคราบคุณชายที่เขาลอบสังเกตมาตลอดแม้อีกฝ่ายจะพยายามวางท่าทีเยือกเย็น แต่ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยกลับซีดเผือดริมฝีปากเม้มแน่น คล้ายคนกำลังสะกดกลั้นความกลัวบางอย่างจากภายใน
ไป๋ลี่สะกิดเถี่ยซานให้หยุดชะงักก่อนจะเดินเข้าไปหาคนผู้นั้น “หน้าผานี้สูงชันและอันตรายยิ่งนัก แต่หาได้สูงเกินความเพียรพยายามของคนหรอก”ไป๋ลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหวังดี “ข้าชื่อไป๋ลี่ส่วนเ้าั์นี่คือเถี่ยซาน... เ้าล่ะ...”
คุณชายหน้าหยกชะงักไปเล็กน้อยั์ตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังจ้องมองปลายเชือกในมือเถี่ยซานก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ข้า... จ้าวอิง”
“เ้าอยากจะมาผูกเชือกกับเราด้วยไหมอย่างน้อยถ้าใครคนหนึ่งหมดแรงก็จะได้ช่วยอีกคนได้” ไป๋ลี่เอ่ยชวนตรงๆ พร้อมกับแสดงให้อีกฝ่ายดูว่าพวกเขายังมีเชือกเหลืออยู่“มีแรงสามคนคอยดึงรั้ง ย่อมดีกว่าปีนป่ายเพียงลำพัง แต่ถ้าหากเ้าปีนขึ้นไปแล้ว รู้สึกว่าข้ากับเถี่ยซานเป็ภาระ เอาไว้บนนั้นเ้าค่อยตัดเชือกก็ไม่ว่ากัน” แม้ตอนแรกจ้าวอิงจะดูลังเลแต่เมื่อประเมินสภาพร่างกายที่กำลังประท้วงของตนเอง นางจึงพยักหน้าเงียบๆและยอมรับเชือกเส้นนั้นมาผูกที่เอวแต่โดยดี
การปีนหน้าผาของคนทั้งสามเริ่มต้นขึ้นโดยมีเชือกป่านเส้นหนาเชื่อมโยงชะตากรรมเถี่ยซานรับหน้าที่เป็ทัพหน้าคอยใช้พละกำลังมหาศาลดึงรั้งน้ำหนักราวกับเป็สมอเรือที่มั่นคง และเป็ลู่ทางให้อีกสองปีนตามรอยเขาขึ้นไป
ไป๋ลี่ แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่เขากลับพอจะรู้วิธีการปีนหน้าผาที่ถูกต้องเขาสามารถอ่านโครงสร้างของหินและหาจุดถ่ายเทน้ำหนักได้อย่างแม่นยำและะโพูดกับเถี่ยซานไปตลอดเส้นทาง ว่าต้องวางมือตรงไหน วางเท้าตรงไหน
ทว่าความสูงชันที่เกินขีดจำกัดของร่างกายก็ทำให้เขาเผลอก้าวพลาดลื่นไถลอยู่หลายครั้งโชคดีที่ได้ความแข็งแกร่งของเถี่ยซานเกร็งกล้ามเนื้อดึงรั้งเชือกเอาไว้ได้ทันท่วงทีเสมอ
เช่นเดียวกับจ้าวอิงแม้นางจะมีวิชาตัวเบาอยู่พอตัวและปีนป่ายได้คล่องแคล่วในตอนแรกแต่ความเหนื่อยล้าและการปีนหน้าผาที่ไม่ง่ายอย่างที่คิดทำให้นางเริ่มก้าวขาไม่ออกเมื่อถึง่ครึ่งทางหลังหลายครั้งที่นางลื่นไถลเกือบจะร่วงหล่นลงสู่หุบเหวก็ได้แรงดึงอย่างบ้าคลั่งจากเถี่ยซาน และคำแนะนำเื่จุดวางเท้าจากไป๋ลี่คอยช่วยประคองเอาไว้การร่วมเป็ร่วมตายบนหน้าผาที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก่อเกิดเป็ความผูกพันและมิตรภาพไร้เสียงที่เริ่มถักทอขึ้นในใจของคนทั้งสามไปทีละน้อย
ในที่สุดด้วยความทุลักทุเลและรอยขีดข่วนเต็มตัวทั้งสามคนก็สามารถพากันตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงขอบเหวได้สำเร็จทันทีที่กลิ้งตัวพ้นหน้าผา พวกเขาก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนลานหิน หอบหายใจฮักๆอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง สภาพสะบักสะบอมคล้ายเพิ่งผ่านสมรภูมิรบ
ในเวลาเดียวกันนั้นเองดวงตะวันก็คล้อยต่ำลับขอบฟ้าไป ความมืดมิดเริ่มเข้าปกคลุม ทว่าเพียงชั่วอึดใจโคมไฟขนาดใหญ่หลายสิบดวงที่ตั้งอยู่ล้อมรอบลานหินบนยอดหน้าผาก็ถูกจุดให้ลุกพรึบขึ้นพร้อมกันสาดส่องแสงสว่างไสวขับไล่ความมืดมิด เผยให้เห็นสภาพของผู้ที่ผ่านเข้ารอบมาได้ซึ่งจากคนร้อยกว่าคน... ตอนนี้เหลือเพียง ไม่ถึงสิบคนเท่านั้น
ฟุ่บ! จู่ๆเสียงลมแหวกอากาศก็ดังก้องขึ้นเหนือหัวแสงสว่างสีฟ้าอมเทาสายหนึ่งพุ่งทะยานแหวกม่านราตรีลงมาจากฟากฟ้าดุจดาวตกก่อนจะหยุดชะงักและลอยนิ่งอยู่เหนือลานหินปรากฏร่างของชายชราผมขาวโพลนในชุดคลุมสีเทายืนเอามือไพล่หลังอยู่บนกระบี่บินเล่มั์ที่เปล่งประกายวาววับ เขาผู้นี้ก็คือผู้าุโหยานซง ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานตอนกลางหนึ่งในผู้าุโผู้แห่งสำนักเซียนเสวี่ยน คนผู้นี้ได้รับมอบหมายจากสำนักให้เป็คนดูแลการคัดเลือกศิษย์ใหม่ของสำนักคราวนี้
ศิษย์พี่ผู้คุมสอบที่ยืนหน้าตายมาั้แ่เริ่มการคัดเลือกรอบแรกจนมาถึงตอนนี้ทันทีที่เห็นการปรากฏตัวของชายชราเขาก็รีบประสานมือโค้งกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม ความจริงคนผู้นี้ ก็เป็ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเช่นกันเพียงแต่เพิ่งอยู่เพียงขั้นต้น มีนามว่า ลู่เฟิง ถ้าผู้าุโหยานซงเป็เหมือนผู้คุมสอบคราวนี้ เขาก็เป็ผู้ช่วยของผู้าุโหยานซงที่คอยควบคุมดูแลทุกอย่างให้เป็ไปด้วยดี
ลู่เฟิง เป็หนึ่งในศิษย์สายในของสำนักเซียนเสวี่ยนที่มีพร์โดดเด่นพอสมควรโดยสำนักเซียนเสวี่ยนนั้น จะแบ่งศิษย์เป็สองสายคือ ศิษย์สายในและสายนอกศิษย์ที่มีพร์ทั่วไปจะถูกรับเป็ศิษย์สายนอกแทบทั้งหมดยกเว้นกับคนที่พร์โดดเด่นจริงๆ เท่านั้น ที่จะได้เข้าเป็ศิษย์สายในในทันที
แต่การเป็ศิษย์สายในยังมีอีกในกรณี คือเมื่อศิษย์สายนอกทุกฝึกตนผ่านขั้นฝึกปราณ เข้าสู่ ขั้นสร้างรากฐานก็จะกลายเป็ศิษย์สายในโดยปริยายเช่นกัน ลู่เฟิงเองก็เป็เช่นนั้นเขาเริ่มต้นจากการเป็ศิษย์สายนอกมาก่อน เขาใช้เวลากว่ายี่สิบปีจนเลื่อนขั้นสู่ขั้นสร้างรากฐานได้เมื่อห้าปีก่อน นั่นทำให้เขากลายเป็ศิษย์สายในเหมือนอย่างที่เป็ในตอนนี้
ความจริงถ้าจะเรียกลู่เฟิงว่าศิษย์พี่ก็คงไม่ถูกนัก แต่ก็ไม่ผิดอะไร...เพราะสำหรับคนขั้นฝึกปราณจะเรียกขาน คนที่อยู่ขั้นสร้างรากฐานนั้น ต้องเรียกว่าผู้าุโถึงจะถูก ที่สุด
ซึ่งลู่เฟิงนั้น กับการจะกลายเป็หนึ่งผู้าุโของสำนักเหมือนอย่าง ผู้าุโหยานซงนั้นเขายังคงต้องรอเวลา และจังหวะอีกนาน
“พวกเ้ารีบทำความเคารพ คารวะผู้าุโหยานซง”เสียงของลู่เฟิงดังกังวานบอกกับเหล่าผู้ที่มาคัดเลือกเป็ศิษย์ในบริเวณนั้นทุกคน
เด็กหนุ่มสาวบ้างบางคนที่กำลังนอนหอบเหนื่อยให้ต้องฝืนลุกขึ้นมาผสานมือทำความเคารพผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งร่อนลงมาจากฟากฟ้าด้วยความตื่นตะลึง
ผู้าุโหยานซงกวาดสายตามองเด็กหนุ่มสาวทั้งเก้าคนที่รอดชีวิตจากการปีนหน้าผาชายชราสะบัดแขนเสื้อเบาๆ เพียงครั้งเดียวแท่นหินศิลาสีดำขลับขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นกลางลานหินราวกับเล่นกล มันคือ‘แท่นหินทดสอบรากิญญา’ ที่แผ่กลิ่นอายลี้ลับออกมาบางเบา
ก่อนหน้านี้ในตอนที่สำนักส่งรถม้าออกไปเสาะหาผู้คนตามเมืองต่างๆผู้เข้ารับการทดสอบทุกคนล้วนผ่านการใช้มือแตะ ‘แผ่นหยก’ขนาดเล็กมาแล้วเพื่อเป็การคัดกรองเบื้องต้น นั่นหมายความว่าทุกคนที่นั่งรถม้ามาและรอดมาถึงบนยอดหน้าผานี้ล้วนมีรากิญญาอยู่ในตัวทั้งสิ้น ทว่าการมีรากิญญาเป็เพียงแค่ตั๋วผ่านประตูสิ่งที่กำหนดชะตากรรมในวิถีเซียนอย่างแท้จริงคือ ‘ชนิดและความบริสุทธิ์’ของรากิญญานั้นต่างหาก
ตามหลักการแห่งวิถีเซียนรากิญญาถูกแบ่งออกเป็ห้าธาตุหลัก ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดินผู้ที่มีพร์ดีเลิศที่สุดคือผู้ที่มี ‘รากิญญาเดี่ยว’เพราะสามารถดูดซับพลังฟ้าดินสายเดียวได้อย่างบริสุทธิ์และรวดเร็ว จะเรียกว่ารากิญญา์แต่หากว่าใคร มีธาตุ 2-3 ธาตุ ก็ด้อยลงมา เรียกว่ารากิญญาแท้
ลู่เฟิงก้าวออกมารับหน้าที่เรียกชื่อผู้ผ่านด่านให้เดินเข้าไปเอามือวางทาบลงบนแท่นหินทีละคนบรรยากาศเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก
หกคนแรกที่ก้าวออกไปทดสอบผลลัพธ์ออกมาเป็ผู้มีรากิญญาแท้ทั้งหกคน แสงที่เปล่งประกายออกมาจากแท่นหินซึ่งบ่งบอกถึงพร์ของคนคนนั้น ก็ถือว่ากลาง ๆ ไม่โดนเด่นอะไรนัก ด้วยเหตุนี้ลู่เฟิงจึงประกาศให้ทั้งหกคนได้เป็เพียง ‘ศิษย์สายนอก’ เท่านั้น ถึงกระนั้นพวกเขาที่ผ่านการคัดเลือกก็ยังลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่อย่างน้อยก็ได้ก้าวเข้าสู่สำนัก
คนที่เจ็ดที่ถูกเรียกชื่อคือ จ้าวอิง
หญิงสาวในคราบคุณชายสูดลมหายใจลึกก่อนจะก้าวเดินอย่างมั่นคงไปที่หน้าแท่นหินทันทีที่ฝ่ามือเรียวบางของนางแตะลงบนศิลาสีดำพลันแสงสว่างจ้าสีทองอร่ามก็ะเิออกมาราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆอาบย้อมลานกว้างจนสว่างไสว
“รากิญญาเดี่ยว... ธาตุทอง!”ลู่เฟิงเบิกตากว้าง ะโออกมาด้วยความตื่นตะลึง
กลุ่มศิษย์ที่เพิ่งผ่านการทดสอบต่างฮือฮาจ้าวอิงได้ถูกประกาศให้เลื่อนขั้นเป็ ‘ศิษย์สายใน’ ทันทีไป๋ลี่และเถี่ยซานที่ยืนรอลุ้นอยู่ด้านหลังต่างหันมายิ้มให้กันและแสดงสีหน้ายินดีกับสหายอย่างจริงใจ
ผู้าุโหยานซงที่ยืนนิ่งมาตลอดลูบเคราสีขาวของตนเบาๆพร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจที่ได้พบเพชรเม็ดงามในรุ่นนี้ทว่าสายตาอันลึกล้ำของชายชราก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งด้วยตบะระดับสร้างรากฐานตอนกลางมีหรือที่เขาจะมองไม่ออกว่าโครงสร้างกระดูกและชีพจรของเด็กหนุ่มหน้าหยกผู้นี้แท้จริงแล้วคือสตรีที่ปลอมตัวมา แต่เมื่อไตร่ตรองบางอย่างแล้ว ชายชราจึงเลือกที่จะไม่พูดสิ่งใดออกมา
เมื่อความตื่นเต้นจางลงก็ถึงคราวของคนที่แปด... เถี่ยซาน
เด็กหนุ่มร่างั์เดินถูมือไปมาด้วยความประหม่าเขาอธิษฐานในใจก่อนจะทาบฝ่ามือหนาลงบนแท่นหินทว่าแสงที่ปรากฏกลับทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงอีกครั้ง...แต่คราวนี้เป็ความตะลึงในทิศทางที่เลวร้ายแสงบนศิลาแตกออกเป็สามสีที่ขุ่นมัวและปะปนกันจนแยกไม่ออก
“รากิญญาสี่ธาตุ...” ลู่เฟิงขมวดคิ้วเอ่ยเสียงเรียบ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเถี่ยซานเจื่อนลงทันทีเขารู้ดีจากคำอธิบายก่อนหน้าว่า ยิ่งมีธาตุิญญาปะปนกันมากเท่าไหร่ร่างกายก็จะยิ่งดูดซับพลังปราณได้สะเปะสะปะและล่าช้าลงเท่านั้น สำหรับวิถีเซียนรากิญญาสี่ธาตุแทบไม่ต่างอะไรกับเศษขยะ
ผู้าุโหยานซงมองร่างกำยำที่เต็มไปด้วยาแจากการดิ้นรนปีนหน้าผาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจและส่ายหน้าเบาๆชายชรานึกเห็นใจในความมุมานะของอีกฝ่ายหากจะไล่ตะเพิดกลับลงเขาไปตอนนี้ก็ดูจะโหดร้ายเกินไป แต่หากรับไว้เป็ศิษย์ก็รังแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรและโอสถของสำนักไปอย่างเปล่าประโยชน์ในระหว่างที่ยังคิดไม่ตก ชายชราจึงโบกมือสั่งให้เถี่ยซานไปยืนรอที่มุมหนึ่งก่อน
และแล้วก็มาถึงคนสุดท้าย... ไป๋ลี่
เขาเดินก้าวออกไปด้วยท่วงท่าสงบนิ่งฝ่ามือััลงบนแท่นหินศิลาอย่างแ่เบา ชั่วอึดใจต่อมาแสงสว่างห้าสีที่หม่นหมองที่สุดก็ปรากฏขึ้นพร้อมกันมันสับสนวุ่นวายและอ่อนแสงเสียจนแทบจะมองไม่เห็น
“รากิญญา... ห้าธาตุ!”ลู่เฟิงถึงกับผงะ ถอยหลังไปครึ่งก้าว
เกิดเสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีรากิญญาห้าธาตุคือสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าเถี่ยซานเสียอีก เรียกว่าเป็‘รากิญญาเทียม’ ที่ไร้ค่าที่สุดในโลกบำเพ็ญเพียรทว่าท่ามกลางสายตาดูแคลนและเวทนาสีหน้าของไป๋ลี่กลับยังคงเรียบเฉยดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นราวกับว่าเขาได้ใช้ตรรกะวิเคราะห์และคาดเดาผลลัพธ์ของร่างกายอันอ่อนแอนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ไป๋ลี่ถูกใช้ให้ไปยืนคู่กับเถี่ยซาน ผู้าุโหยานซงมองเด็กหนุ่มสองคนที่ยืนเคียงข้างกันด้วยแววตาซับซ้อนชายชราหาใช่คนใจร้ายอำมหิตทว่าวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นเป็เื่ของวาสนาและกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจฝืน
คนที่มีรากิญญาสี่ธาตุ ความจริง ก็ยังพอยังพอฝืนดันตบะให้ก้าวหน้าได้แต่สำหรับสี่ธาตุที่แสงแปล่งออกมาช่างหริบหรี่ของเถี่ยซานมันช่างริบหรี่เหลือเกิน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงห้าธาตุขอไป๋ลี่... มันคือทางตันอย่างแน่นอน
ในใจส่วนลึกของผู้าุโหยานซงได้ตัดสินใจแล้วการดันทุรังให้สองคนนี้ฝึกตนต่อไปมีแต่จะเสียเวลาชีวิตเปล่าๆสู้ให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตเป็มนุษย์ปุถุชน แต่งภรรยาสร้างครอบครัวเสียยังจะดีกว่า ชายชราครุ่นคิดว่าหลังจากนี้ เขาอาจจะมอบเศษเงินทองหรือโอสถบำรุงกำลังของมนุษย์ให้เด็กหนุ่มทั้งสองสักเล็กน้อยเพื่อเป็รางวัลปลอบใจในความพยายามที่อุตส่าห์ปีนหน้าผามาจนถึงที่นี่...ก่อนที่จะส่งตัวพวกเขาไล่กลับลงเขาไปในรุ่งเช้า
ซึ่งความจริงคนที่มีรากิญญา 4 หรือ 5ธาตุ ที่มาถึงจุดนี้ได้นั้นมีน้อยมาก ปีอื่นๆ มักจะไม่ค่อยเห็นจะมีก็ปีก่อนหน้าโน้น ที่มีคนรากิญญา 4 ธาตุอยู่คนหนึ่งแต่แสงที่เปล่งออกมาก็ไม่ได้หริบหรี่เท่ากับเถี่ยซาน จึงพอให้ฝืนๆ ผ่านไป
เพราะ 8 ใน 10 ของคนทั่วไปจะมีรากิญญา2 – 3 ธาตุเป็ส่วนใหญ่ ที่เหลือ 1 ใน 10 จากที่ว่าจะเป็รากิญญาเดี่ยวที่หาได้ยาก และอีกหนึ่งส่วนที่หาได้ยาก คือ รากิญญา 4 หรือ 5 ธาตุเหมือนอย่างที่ว่ามา
ทว่าในจังหวะที่ผู้าุโหยานซงกำลังจะขยับริมฝีปากเพื่อเอ่ยคำตัดสินชะตากรรมของเด็กหนุ่มทั้งสองและเตรียมจะมอบเศษเงินทองเพื่อไล่พวกเขากลับลงเขาไปนั้น...
“ผู้าุโหยานซง โปรดช้าก่อน” เสียงแหบพร่าทว่าแฝงไปด้วยความเมตตาของชายชราคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบพร้อมกับสายลมเอื่อยๆ ที่พัดพากลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรนานาพรรณลอยจาง ๆ มาแตะจมูกทุกคน
เมื่อหันไปตามเสียงก็ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งเดินหลังค่อมเล็กน้อยออกมาจากเงามืดของทางเดิน เขาคือ‘หมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่า’ ผู้ดูแลสวนสมุนไพรและเป็นักปรุงยาประจำสำนักเซียนเสวี่ยนแม้คนผู้นี้จะมีเรือนผมและหนวดเครายาวสีขาวโพลนทว่าใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นกลับประดับด้วยรอยยิ้มใจดีอยู่เป็นิจท่าทางดูผ่อนคลายคล้ายกับหมอชาวบ้านผู้ทรงศีล
แท้จริงแล้ว หมอเฒ่าซุนผู้นี้มีตบะเพียงขั้นฝึกปราณขั้นสามเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำต้อยมากหากเทียบกับอายุขัยและศิษย์คนอื่นในสำนักทว่าด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและศาสตร์การหลอมโอสถที่ มีสถานะเป็นักปรุงยาขั้นหนึ่ง เขาจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนโอสถของสำนัก ด้วยเหตุนี้เหล่าศิษย์ในระดับรวบรวมลมปราณด้วยกันจึงให้ความเคารพยำเกรงเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อยทั้งที่ตบะเขาค่อนข้างต่ำเตี้ยเช่นนี้
ผู้าุโหยานซงเองก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าทักทายเพราะเขาเองก็พอรู้จักคนผู้นี้อยู่แล้วถามไถ่ถึงเหตุผลของอีกฝ่าย
หมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่ายิ้มบางๆ พลางอธิบายั์ตาฝ้าฟางทว่าทอประกายอ่อนโยนกวาดมองร่างของเถี่ยซานและไป๋ลี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากแท่นหินทดสอบ“ระยะนี้สวนสมุนไพริญญาหลังเขาของข้ากำลังขาดแคลนคนดูแลอยู่บ้าง... ประจวบเหมาะเห็นว่ามีการคัดเลือกศิษย์ใหม่พอดีใจจริงก็อยากมาเอ่ยปากขอศิษย์ใหม่สักคน แค่สวนสมุนไพรเล็กๆ ของข้าก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้างเป็ทุนเดิม แต่ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน ในเมื่อสองคนนี้ ไหนๆ ก็มีรากิญญาย่ำแย่ไม่ดีนัก แค่ช่วยข้าดูแลสวนสมุนไพรไม่ได้้าคนมีพร์สูงส่งอะไรอยู่แล้วขอเพียงมีแรงกายและความอดทน ถ้าเป็ไปได้... และถ้าหากว่าท่านผู้าุโเห็นสมควร...”ชายชราหันไปสบตากับผู้าุโหยานซงเชิงถาม ด้วยท่าทีนอบน้อม
คำขอ ของหมอเฒ่าซุนทำให้ผู้าุโหยานซงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอยู่ในใจแท้จริงแล้วเขาก็รู้สึกลำบากใจที่จะต้องขับไล่เด็กที่สู้อุตส่าห์ปีนหน้าผาเอาชีวิตรอดมาได้เมื่อมีคนออกหน้ามารับ่ต่อและมอบตำแหน่ง ‘ศิษย์รับใช้’(ซึ่งเป็เพียงตำแหน่งแรงงานแลกที่พักและอาหาร) ให้แก่ทั้งสองคนมันจึงเป็ทางออกที่ประนีประนอมที่สุดชายชราจึงพยักหน้าอนุญาตโดยไม่เสียเวลาคิดให้มากความ...
หลังจากบทสรุปแห่งชะตากรรมจบลงหมอเฒ่าซุนเดินนำเด็กหนุ่มทั้งสองออกจากลานหินทดสอบมุ่งหน้าลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่ อาณาบริเวณของสำนักเซียนเสวี่ยนนั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนักแม้จะเป็เพียงสำนักระดับกลาง ในสายตาผู้ฝึกตนระดับสูง แต่ก็มีรากฐานมายาวนาน และยิ่งในสายตาของมนุษย์ธรรมดาแล้วที่นี่แทบไม่ต่างอะไรกับเมืองขนาดย่อมๆ เมืองหนึ่งเลยพวกเขาเดินผ่านยอดเขาและศาลาพักนั่งพักหลายแห่งจนกระทั่งแสงสีและเสียงอึกทึกของลานคัดเลือกเริ่มจางหายไปไว้เื้ั
สวนสมุนไพรของหมอเฒ่าซุนตั้งอยู่บริเวณเขตรอบนอกของสำนักออกมาพอสมควรแม้ความมืดมิดในยามราตรีจะทำให้ทุกสิ่งดูเลือนรางและเห็นรายละเอียดของทิวทัศน์ได้ไม่ชัดเจนนักทว่าบรรยากาศรอบด้านกลับร่มรื่นและเงียบสงบอย่างประหลาด เสียงน้ำไหลเอื่อยๆจากลำธารสายเล็กที่พาดผ่านตีนเขา ผสานกับสายลมเย็นที่หอบเอากลิ่นหอมจางๆของสมุนไพรนานาชนิดมาแตะจมูกช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าและตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันได้อย่างน่าประหลาดใจ
เมื่อเดินลึกเข้ามาถึงใจกลางสวนก็ปรากฏเงาร่างของเรือนไม้หลังใหญ่ที่ดูเรียบง่ายและไม่ได้หรูหราวิจิตรใดๆนั่นคือที่พักของหมอเฒ่าซุน ถัดออกไปไม่ไกลนักบริเวณริมลำธารมีกระท่อมไม้หลังเล็กๆ สองหลังตั้งอยู่เคียงคู่กันสภาพของมันแม้อาจจะดูเก่าไปสักหน่อย ทว่าก็สะอาดสะอ้านและถือว่าพอเป็ที่คุ้มกะลาหัวได้อย่างไม่ยากลำบากอะไรนัก
หมอเฒ่าซุนหันมาแนะนำกระท่อมทั้งสองหลังให้เด็กหนุ่มฟังอย่างคร่าวๆพร้อมกับกำชับให้พวกเขาพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะเริ่มเรียนรู้งานในวันพรุ่งนี้สิ้นคำสั่ง ชายชราก็หมุนตัวเดินกลับเข้าเรือนใหญ่ของตนไปทิ้งให้ศิษย์รับใช้คนใหม่ทั้งสองได้จัดการตัวเอง
เถี่ยซานที่กรำศึกหนักและใช้แรงกายเกินขีดจำกัดมาตลอดทั้งวันทันทีที่ผลักบานประตูเข้าไปในกระท่อมของตนและเห็นเตียงไม้ปูฟางฟูกนิ่มๆเขาก็ไม่แม้แต่จะคิดเื่อาบน้ำชำระล้างคราบเหงื่อไคลและเศษฝุ่นร่างกำยำล้มตัวลงนอนแผ่หราบนเตียง และเพียงไม่กี่อึดใจเสียงกรนก็ดังก้องลอดทะลุกำแพงไม้ออกมาบ่งบอกว่าเ้าั์ใหญ่ได้หลับสนิทเป็ตายไปในทันที
ในขณะที่กระท่อมอีกหลังหนึ่งกลับเงียบสงัดไป๋ลี่ไม่ได้ล้มตัวลงนอนทันที เด็กหนุ่มจัดการปัดกวาดที่นอนเล็กน้อยก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ในความมืดดวงตาที่เคยเรียบเฉยทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะค่อยๆ หลับลงอย่างช้าๆ
ทว่าภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทและท่าทีที่ดูสงบเยือกเย็นนั้นสมองของเขากลับกำลังประมวลผลอย่างหนัก
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน...แท้จริงแล้ว ตัวตนของเขานั้นมีความลับบางที่ซ่อนอยู่ จะพูดยังไงดีแต่ถ้าจะให้เข้าใจง่าย เขาก็เหมือนผู้ที่ ‘ทะลุมิติ’ เข้ามาในโลกใบนี้ถ้าจะว่าอย่างนั้นก็คงได้
แรกเริ่มเดิมที เขายังลังเลสงสัยในตนเองอยู่เหมือนกันนี่เขากำลังติดอยู่ในเกมเสมือนจริงที่ล้ำสมัยขั้นสุดหรือหลุดเข้ามาในโลกคู่ขนานกันแน่ ทุกัั กลิ่นอาย สายลมหรือแม้แต่ความเหนื่อยล้าเ็ป ล้วนสมจริงจนน่าขนลุกแต่ไม่ว่าความจริงจะเป็เช่นไร เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดิ้นรนและ ‘เล่น’เกมชีวิตนี้ต่อไปให้รอด
โลกใบนี้ถูกดัดแปลงมาจากนิยายจีนแนวเทพเซียนชื่อดังแม้ในโลกก่อนเขาจะไม่เคยอ่านฉบับนิยายมาก่อนแต่ก็เคยดูฉบับซีรีส์โทรทัศน์ผ่านตากระท่อนกระแท่นมาบ้างเขาพอจะจดจำเส้นเื่หลักและโครงสร้างของเื่ราวได้อยู่ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดรู้จักกับตัวละครหมดทุกตัวหรือจำรายละเอียดเหตุการณ์สำคัญของเื่ได้ทั้งหมดขนาดนั้น
เขายอมรับ ด้วยความติดใจในซีรีส์นั่นเองแล้ววันนั้น พอเห็นว่ามีเกมเสมือนจริงที่สร้างอิงจากเื่นี้เปิดตัวเขาจึงลองกดเข้ามาเล่นดูในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง...
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาถูกดึงมาสวมร่างของ‘ไป๋ลี่’ เด็กกำพร้าในหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีฐานะยากไร้แต่อยากดิ้นรนฝืนลิขิตฟ้าเพื่อเป็เซียน
การที่เขาได้ก้าวขึ้นรถม้าของสำนักเซียนเสวี่ยนไม่ใช่แค่เื่บังเอิญหรือโชคช่วยแต่อย่างใด ทุกก้าวเดินตลอดสามเดือนที่ผ่านมาล้วนเกิดจากการวางแผนอย่างรัดกุม!
ด่านแรกในป่าหมอกปีศาจ...ไอหมอกสีม่วงที่กระตุ้นให้คนประสาทหลอนและบ้าคลั่งแท้จริงแล้วไม่ได้ผลกับเขาเลยแม้แต่น้อย นั่นเป็เพราะก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าไปเขาได้ลอบกลืน ‘ยาแก้พิษ’ ที่แอบเตรียมไว้ล่วงหน้าลงคอไปเรียบร้อยแล้วหมอกพิษมฤตยูเ่าั้จึงเป็เพียงควันไฟธรรมดาในสายตาของเขา
หรือแม้กระทั่งเื่บนรถม้าการที่เขาได้นั่งร่วมทางมากับเถี่ยซานและจ้าวอิง ก็ไม่ใช่เื่บังเอิญเขาจงใจก้าวขึ้นรถม้าคันนั้นั้แ่แรกเหมือนกัน
เขารู้ดีว่าด่านที่สองคือ‘การปีนหน้าผามรณะ’ ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาแม้ร่างเดิมของไป๋ลี่จะบอบบางและอ่อนแอเพียงใด เขาก็ฝืนกัดฟันแอบฝึกซ้อมปีนหน้าผาฝึกฝนตัวเองมาโดยตลอดแต่นั่นก็ยังไม่พอที่จะรับประกันความรอดชีวิต เพื่ออุดช่องโหว่เื่พละกำลังเขาจึงต้องใช้ความรู้จากพล็อตเื่ วางแผน ‘ตีสนิท’ กับเ้าั์เถี่ยซาน ดูเผินๆเหมือนเถี่ยซานเป็คนช่างจ้อที่เข้ามาพูดคุยกับเขาก่อน แต่แท้จริงแล้ว ทุกบทสนทนารอยยิ้ม และท่าทีเป็กันเองล้วนเป็ไป๋ลี่ที่คอยต้อนและชักนำให้เ้าั์นี่รู้สึกผูกพันและเชื่อใจเพราะเขารู้ดีว่า หากอยากผ่านด่านหน้าผาสูงชันไปให้ได้เขาจำเป็ต้องหยิบยืมพลังมหาศาลของคนผู้นี้
เช่นเดียวกับ ‘จ้าวอิง’...หากเขาเป็เพียงคนธรรมดาหรือแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับล่างทั่วๆ ไปย่อมไม่มีทางดูออกเลยว่าคุณชายหน้าหยกที่เย่อหยิ่งผู้นั้นแท้จริงแล้วคือสตรีที่ปลอมตัวมา ขนาดผู้าุโหยานซงที่มีตบะขั้นสร้างรากฐานตอนกลางยังต้องเพ่งพินิจจึงจะมองออกแต่ไป๋ลี่รู้ดีจากเศษเสี้ยวความทรงจำในซีรีส์ว่า นางคือสตรีที่งดงามหาตัวจับยากและในอนาคตอันใกล้ พร์ของนางจะเบ่งบาน จ้าวอิงจะกลายเป็‘ยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่ง’ ของสำนักอย่างแน่นอน การยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเสนอให้มัดเชือกปีนผาร่วมกัน และผูกมิตรกับนางั้แ่ตอนที่นางยังตกที่นั่งลำบากย่อมเป็การลงทุนล่วงหน้าที่มีแต่ได้กับได้
นอกจากนี้กฎเกณฑ์การคัดเลือกศิษย์ของสำนักเซียนเสวี่ยน ก็เป็สิ่งที่เขารู้แจ้งทะลุปรุโปร่งสำนักแห่งนี้มีปรัชญาที่แตกต่างจากที่อื่น พวกเขาให้ความสำคัญกับ ‘พรแสวง’ มากกว่า‘พร์’
ด่านแรกคือการทดสอบความกล้าควันสีม่วงเ่าั้ไม่ได้อันตรายถึงชีวิตและมันก็อยู่ภายใต้การควบคุมของศิษย์พี่ลู่เฟิงผู้นั้นมาั้แ่ต้น เห็นได้ชัดจากการเพียงแค่ดีดนิ้วเป๊าะเดียวภาพลวงตาก็สลายไป
หรือด่านที่สองคือการทดสอบความพยายามการปีนหน้าผาดูเหมือนอันตรายถึงขั้นหากตกลงมาต้องร่างแหลกเหลวสิ้นชีพทว่าในความเป็จริง ตลอดเวลาที่เหล่าผู้คัดเลือกกำลังตะเกียกตะกายอยู่บนผืนหินศิษย์พี่ลู่เฟิงผู้นั้นก็คอยยืนคุมเชิงอยู่เบื้องล่างอย่างเงียบๆ เผื่อมีใครหมดแรงหรือก้าวพลาดร่วงหล่นลงมาเขาก็พร้อมจะใช้ท่าร่างตบะขั้นสร้างรากฐานของตนเองทะยานขึ้นไปรับร่างเอาไว้ได้ทันท่วงที...แท้จริงแล้ว ในการทดสอบสุดหฤโหดนี้ ถ้าหากไม่สุดวิสัยจริงก็เป็เื่ยากมาก ว่าต้องสังเวยชีวิตอะไรประมาณนั้น
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมานับั้แ่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ไป๋ลี่เริ่มทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ทีละน้อยแท้จริงแล้วเขาสามารถเลือกที่จะเดินออกนอกเส้นทางพล็อตเื่เดิมได้แต่แน่นอนว่านั่นจะทำให้เกิด ‘บัตเตอร์ฟลายเอฟเฟกต์’และทำให้เหตุการณ์ในอนาคตผิดเพี้ยนไปจากที่เขารู้เขาจึงเลือกที่จะประคองตัวเองให้เดินตามแนวพล็อตหลักเป็สำคัญ
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้เขาเคยแอบคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าหากสมมุติเขาหาสมุนไพริญญาอายุสักร้อยสองร้อยปีมาติดสินบนศิษย์พี่ลู่เฟิงเื่ราวจะเป็ยังไง สมุนไพริญญาอายุร้อยปีนั้น หาได้ยากมาก แต่กับคนที่ทะลุมิติมาอย่างเขาผู้ซึ่งกุมอนาคตของเื่ราวทั้งเื่ไว้อยู่ในหัว ก็ใช่ว่า ไร้ลู่ทางจนหามาไม่ได้เสียทีเดียว
แล้วแน่นอนของสิ่งนั้นอาจพอเป็สิ่งต่อรองได้แม้รากิญญาของเขาจะเป็เพียงขยะห้าธาตุ แต่ก็ย่อมมีสิทธิ์ขอสะกิดเพื่อจะได้มีสิทธิพิเศษเข้าเป็‘ศิษย์สายนอก’
ทว่าท้ายที่สุดเขาก็เปลี่ยนใจและเลือกที่จะเล่นตามบทบาทเดิม...
ที่ต้องคิดแผนพวกนี้ขึ้นมาในหัว นั่นก็เพราะเขารู้ดีอันตรายที่รออยู่กับเส้นเื่เดิมว่า ‘หมอเฒ่าซุนไป๋เฉ่า’ ผู้ดูใจดีมีเมตตาผู้นั้นแท้จริงแล้วหาได้เป็ดั่งเปลือกนอกที่แสดงออกมาไม่!
ตามเนื้อเื่เดิมในนิยายสาเหตุที่แท้จริงที่ตาเฒ่าซุนออกหน้ารับเขากับเถี่ยซานเข้ามาอยู่ในสวนสมุนไพรไม่ใช่เพราะความเวทนาสงสาร แต่เป็เพราะเตรียมปูทางเพื่อ ‘ยึดร่าง’ของพวกเขาต่างหาก!
อายุขัยของหมอเฒ่าซุนในยามนี้กำลังจะถึงจุดสิ้นสุดชายชรามีอายุร่วมเกือบสองร้อยปีแล้วซึ่งถือเป็ขีดจำกัดสูงสุดของผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณ อีกทั้งด้วยพร์อันต่ำต้อยทำให้ตบะของเขาติดแหง็กอยู่ที่ ‘ขั้นฝึกปราณขั้นสาม’ มายาวนาน เหมือนอย่างที่เป็
ไม่ใช่ว่าเขาไม่พยายาม แต่ขีดจำกัดของพร์ของเขามันเอื้อให้เขาเดินมาได้ไกลสุดเพียงแค่นี้ชายชรารู้ตัวดีจึงพยายามสร้างปมเด่นด้านอื่นหันมาทุ่มเทให้กับการหลอมโอสถจนได้รับการยอมรับและไม่ถูกดูแคลนกลายเป็นักปรุงยาขั้นหนึ่ง อย่างน้อยนั้นก็ทำให้ไม่มีใครกล้าดูถูกว่าเขาเป็แค่ขยะของสำนัก
แต่มีหรือที่คนผู้นี้จะยอมพ่ายแพ้ต่อความตายตาเฒ่าซุนแสวงหาวิธีต่ออายุขัยมาโดยตลอดจนกระทั่งบังเอิญไปค้นพบวิชาลับของพรรคมารเข้าวิชาหนึ่ง มันคือวิชาที่สามารถ‘ย้ายดวงจิต’ ไปสู่ร่างใหม่ได้! นี่จึงกลายเป็จุดเริ่มต้นของแผนการอันชั่วร้ายชายชราซุ่มเตรียมการมาหลายปี เมื่ออายุขัยเริ่มร่อยหรอในการคัดเลือกศิษย์ใหม่เมื่อสามปีก่อนตาเฒ่าเ้าเล่ห์ผู้นี้จึงได้แอบลอบเข้าไปในป่าหมอกปีศาจแล้วจับตัวผู้คัดเลือกที่ตกรอบมาทดลองวิชา และนั่นเอง คือความจริงเื้ัข่าวลือเื่คนที่หายสาบสูญไปในป่าหมอกอย่างไร้ร่องรอย
ทว่าคัมภีร์วิชามารเล่มนั้นเป็เพียงฉบับที่ไม่สมบูรณ์ตาเฒ่าเพิ่งมารู้ความจริงในภายหลังว่า การยึดร่างไม่อาจทำสุ่มสี่สุ่มห้าได้เป้าหมายจะต้องเป็ผู้ที่มี ‘รากิญญาชนิดเดียวกัน’ เท่านั้น โดยตาเฒ่าผู้นี้มีรากิญญาคู่(ธาตุไม้และธาตุดิน) และในเมื่อตาเฒ่ามีรากิญญาธาตุไม้และธาตุดินคนที่จะถูกยึดร่างก็ต้องมีธาตุไม้และธาตุดินเป็หลักเช่นเดียวกัน
เมื่อเงื่อนไขยุ่งยากขึ้นตาเฒ่าจึงเปลี่ยนแผน หันไปลอบจับตัว ‘ศิษย์สายนอก’ที่มีธาตุตรงกันมาทดลองอยู่สองสามคนโดยอาศัยภาพลักษณ์หมอโอสถผู้ใจดีที่ไม่มีใครระแวง แม้ตนเองจะมีตบะที่ไม่สูงมากนักอาศัยจังหวะทีเผลอลอบวางยาสลบ ทว่า์ก็เหมือนเล่นตลกอีกครั้งชายชราเพิ่งมาค้นพบเงื่อนไขสุดหฤโหดข้อที่สอง นั่นคือ เป้าหมายจะต้องมี‘ระดับพลังฝึกตนขั้นเดียวกัน’ กับผู้ใช้วิชาด้วยอีกต่างหากนั่นหมายความว่าต้องเป็ผู้ฝึกปราณขั้นสามเหมือนกันกับแกเป๊ะๆ
ด้วยความไม่สมบูรณ์ของเคล็ดวิชาที่ได้มาเขาอาศัยความเข้าใจของตัวเองค่อย ๆ ค้นพบ ข้อจำกัดพวกนี้ที่เพิ่มเข้ามาให้ยุ่งยากเสียจนยุ่งเหยิงแม้ศิษย์สายนอกในสำนักเซียนเสวี่ยนจะมีอยู่ไม่น้อยแต่การหายตัวไปอย่างลึกลับของศิษย์สองสามคนก่อนหน้านี้ทำให้เื่เริ่มแดงและเบื้องบนเริ่มระแคะระคาย ตาเฒ่าซุนจึงขลาดกลัวไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามอีก ได้แต่เก็บตัวเงียบรอคอยจังหวะ
จนกระทั่งการคัดเลือกในปีนี้มาถึง...แกได้เห็นผลการทดสอบของไป๋ลี่และเถี่ยซาน คนหนึ่งมีห้าธาตุ อีกคนมีสี่ธาตุแม้จะดูเป็ขยะในสายตาคนอื่น แต่ในรากิญญาอันสับสนนั้น กลับมี‘ธาตุไม้และธาตุดิน’ ปะปนอยู่ด้วยกันทั้งคู่!แม้ตาเฒ่าจะไม่มั่นใจนักว่าการมีธาตุอื่นเจือปนจะทำให้วิชามารเกิดปัญหาตามมาอีกหรือไม่แต่ในยามที่จนตรอกเช่นนี้ การขอนำตัวทั้งสองคนมาไว้ใกล้ตา ก็ถือเป็การเปิดลู่ทางแห่งความเป็ไปได้แม้จะน้อยนิดแต่ก็ไม่เสียหายอะไรที่จะรับเลี้ยงศิษย์รับใช้เพิ่มสักสองคน
แน่นอนว่าตาเฒ่าซุนไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวของไป๋ลี่เลยแม้แต่น้อยรากิญญาห้าธาตุนั้น ต่อให้ฝืนปลดผนึกกลายเป็ผู้ฝึกตนได้ แต่หากจะฝืนผลักดันให้ถึงฝึกปราณขั้นสามอาจต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำนานนับหลายสิบปีเป็อย่างน้อยอยู่ดี ซึ่งตาเฒ่ารอไม่ไหวแน่อายุขัยที่เหลืออยู่ของแกตอนนี้ หากคำนวณไม่ผิดคงเหลือไม่เกินสิบปีเท่านั้นแต่ที่ต้องออกปากรับไป๋ลี่มาด้วยก็เพื่อใช้เป็ม่านควันพรางตาไม่ให้ผู้อื่นผิดสังเกตว่าแกจงใจเลือกแต่คนที่มีรากิญญาเจาะจง
เป้าหมายที่แท้จริงและร่างภาชนะที่ตาเฒ่าหมายตาไว้คือร่างอันกำยำของ‘เถี่ยซาน’ ต่างหาก! สำหรับคนที่มีรากิญญาสี่ธาตุ หากมีเวลาสักสิบปีบวกกับการชี้แนะอย่างใกล้ชิดและใช้ทรัพยากรโอสถของสวนสมุนไพรถมเข้าไปอย่างไม่จำกัดการจะดันเ้าั์นี่ให้ถึงขั้นสามย่อมมีความเป็ไปได้อยู่เล็กน้อยนี่คือช่องทางที่ตาเฒ่าหว่านแหสำรองเอาไว้ หากไม่ได้ผลแกก็แค่อดทนรอให้ข่าวการหายตัวไปของศิษย์สายนอกซาลงแล้วค่อยเสี่ยงชีวิตลอบจับศิษย์สายนอกคนอื่นมาเป็หนูทดลองอีกครั้งก็ยังไม่สาย
ไป๋ลี่หลับตาพริ้มปล่อยลมหายใจเข้าออกอย่างเป็จังหวะ เพียงชั่ววูบเดียวที่จิตใจดำดิ่งสู่ความสงบสติสัมปชัญญะของเขาก็ถูกดึงดูดอย่างรุนแรงร่างกายที่เคยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ในกระท่อมซอมซ่อพลันวูบหายไปปรากฏขึ้นอีกครั้งในอีกมิติหนึ่งที่ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง!
นี่คือครั้งแรกที่เขาสามารถก้าวเข้ามาใน‘มิติระบบ’ แห่งนี้ได้สำเร็จเพราะเงื่อนไขเดียวที่จะปลดล็อกการเข้าถึงพื้นที่พิเศษนี้คือการทำภารกิจแรกให้ลุล่วง นั่นคือการ ‘ก้าวเข้าสู่สำนักเซียนเสวี่ยน’
เมื่อลืมตาขึ้นสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือภาพทิวทัศน์ที่งดงามตระการตาราวกับหลุดเข้ามาในแดน์มิติแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ไร้ซึ่งขอบเขตและกำแพงขวางกั้นท้องฟ้าเบื้องบนเป็สีครามกระจ่างใสไร้เมฆหมอกผืนดินถูกปูลาดด้วยหญ้าหอมสีเขียวขจีที่อ่อนนุ่มราวกับพรมกำมะหยี่มีสายธารน้ำใสสะอาดไหลเอื่อยๆ ทอดตัวยาวผ่านเนินเขาเตี้ยๆบรรยากาศรอบด้านร่มรื่นและอบอวลไปด้วยละอองพลังปราณที่บริสุทธิ์และเข้มข้นยิ่งกว่าโลกภายนอกนับร้อยเท่าหากผู้ฝึกตนคนใดได้มานั่งบำเพ็ญเพียรในสถานที่แห่งนี้ย่อมรู้สึกคล้ายดั่งได้โบยบิน
ติ๊ง! เสียงกังวานใสราวกับหยดน้ำตกกระทบแผ่นหยกดังขึ้นเบาๆพร้อมกับหน้าจอระบบโปร่งแสงสีฟ้าที่สว่างวาบขึ้นมาเบื้องหน้า ตัวอักษรสีทองค่อยๆปรากฏขึ้นเรียงร้อยเป็ประโยคเพื่อแจ้งเตือนผลลัพธ์ของความพยายามตลอดสามเดือนที่ผ่านมา
ภารกิจสำเร็จ:เข้าร่วมสำนักเซียนเสวี่ยน
สถานะ:ศิษย์รับใช้
กำลังส่งมอบของรางวัล...
สิ้นเสียงแจ้งเตือนแสงสีเขียวมรกตสายหนึ่งก็ควบแน่นขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะค่อยๆลอยลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าของไป๋ลี่ เมื่อแสงนั้นจางลงก็เผยให้เห็นของรางวัลที่ระบบมอบให้ มันคือ ‘ขวดวิเศษสีเขียว’ขนาดเล็กกะทัดรัดพอดีมือ ลวดลายบนขวดสลักเสลาเป็รูปใบไม้และเถาวัลย์โบราณที่ดูเรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยความเร้นลับ
สำหรับไป๋ลี่ที่รู้เส้นเื่และโครงสร้างของเื่นี้อยู่มีหรือที่เขาจะไม่รู้จักของวิเศษชิ้นนี้ดวงตาของเด็กหนุ่มทอประกายวาววับด้วยความตื่นเต้นขวดสีเขียวใบนี้คือของวิเศษระดับตำนานที่เพียงแค่นำมันไปตั้งทิ้งไว้ให้‘อาบแสงจันทร์’ ในยามค่ำคืน มันก็จะควบแน่นหยาดน้ำค้างและแสงจันทร์ให้กลายเป็‘หยาดน้ำวิเศษ’ และเมื่อนำน้ำวิเศษนี้ไปหยดรดลงบนต้นไม้หรือพืชสมุนไพรมันจะสามารถเร่งอายุขัยของสมุนไพรธรรมดา ให้เติบโตกลายเป็ ‘สมุนไพรระดับเทพ’ที่มีอายุหลายร้อยหรือหลายพันปีได้ในระเวลาอันสั้น
สำหรับผู้ที่มีรากิญญาห้าธาตุอันแสนต่ำต้อยการจะดันทุรังฝึกฝนให้ก้าวหน้าย่อมต้องใช้ทรัพยากรและโอสถมากกว่าคนปกติถึงสิบเท่าร้อยเท่าและขวดวิเศษสีเขียวใบนี้ ก็คือ ‘กุญแจ’ สำคัญที่จะช่วยถมช่องโหว่นั้นให้เต็มทั้งยังเข้ากันได้อย่างพอดิบพอดีกับหน้าที่ ‘ศิษย์รับใช้ประจำสวนสมุนไพร’ที่เขาเพิ่งได้รับมาหมาดๆ
ฝ่ามือของไป๋ลี่ยื่นออกไปคว้าขวดวิเศษสีเขียวมากำไว้แน่นััเย็นเยียบของเนื้อหยกทำให้จิตใจของเขายิ่งนิ่งสงบและเยือกเย็นั์ตาสีดำขลับทอดมองออกไปในมิติอันกว้างใหญ่ ก่อนที่รอยยิ้มบางๆจะกระตุกขึ้นที่มุมปาก
ตาเฒ่าซุนอาจจะคิดว่าตนเองเป็ผู้ล่าที่กำลังวางกับดักรอเหยื่ออย่างเขาอยู่กุมชะตาหมากกระดานนี้เอาไว้... แต่บางทีหมากกระดานนี้ใครจะเป็ผู้คุมเกมที่แท้จริง มันก็ยังไม่แน่หรอก