แสงแดดรำไรยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวขุ่นของห้องพักรับรองส่วนตัววีไอพี‘มนัสวี’ สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกตัวไวตามประสาคนมีความกังวลอัดแน่นอยู่ในอกแต่เมื่อหันไปมองข้างกายหัวใจของคนเป็แม่กลับหล่นวูบดิ่งลงเหวทันทีเมื่อพบแต่ความว่างเปล่า ‘น้องเติมเต็ม’ ลูกชายสุดที่รักและร่างสูงใหญ่ของ ‘ภูดิศ’ หายตัวไปจากห้องนอนแล้ว!
มนัสวีหน้าเสีย ด้วยความลนลานเธอรีบจัดแจงเสื้อผ้าเดรสผ้าฝ้ายของตัวเองให้เรียบร้อยแล้วก้าวเท้าฉับไวเปิดประตูเดินออกมายังห้องทำงานประธานบริหาร ทว่าบรรยากาศรอบข้างกลับเงียบเชียบไร้เงาผู้คน เนื่องจากยังเป็เวลาเช้าตรู่ เ้าหน้าที่และพนักงานยังไม่เดินทางมาทำงานที่โรงพยาบาลหญิงสาวขยับตัวเข้าลิฟต์ผู้บริหารกดลงมาชั้นล่างด้วยหัวใจที่เต้นรัวราวกองรบ
ในจังหวะที่ก้าวเดินผ่านห้องครัวเฉพาะสำหรับผู้บริหารชั้นล่างโสตประสาทของเธอแว่วได้ยินเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วแสนคุ้นเคยดังรอดออกมามนัสวีชะงักฝีเท้าแล้วลอบมองผ่านช่องประตูกระจกใส และภาพตรงหน้าก็ทำให้เธอถึงกับอึ้งไปพักใหญ่
ภายในห้องครัวอันทันสมัย ภูดิศจอมบงการในชุดเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมคอพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ กำลังนั่งย่อตัวเช็ดหน้าให้เติมเต็ม โดยหนูน้อยยืนอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยสองพ่อลูกกำลังสาละวนช่วยกันทำอาหารอย่างสนุกสนานทว่าสภาพอาหารในกระทะและเนื้อตัวของคนทั้งคู่กลับดูไม่ได้เลยสักนิด ใบหน้าหล่อเหลาของภูดิศเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบซีอิ๊วดำเป็ปื้นขณะที่พวงแก้มป่อง ๆ ของเติมเต็มก็เลอะคราบเขม่าจาง ๆ ส่วนข้าวผัดในกระทะนั้นทั้งดำสนิทข้าวแฉะติดกันเป็ก้อน และส่งกลิ่นไหม้โชยออกมา
"พี่ดิศ! เติมเต็ม!"มนัสวีทนดูต่อไปไม่ไหว เดินก้าวเท้าดุ่ม ๆเข้าไปหาคนทั้งสองคนทันทีด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง
"เข้ามาทำอะไรในครัวแต่เช้าคะแล้วทำไมเนื้อตัวเลอะเทอะกันขนาดนี้ เติมเต็มครับ... ลงมาหาแม่มาเราจะกลับบ้านสวนกันเดี๋ยวนี้เลยลูก"
"คุณแม่!"เติมเต็มหันมายิ้มตาหยีจนเห็นลักยิ้มจาง ๆ ทว่าหนูน้อยกลับปฏิเสธส่ายหัวรัว ๆคว้ำปากจนแก้มยุ้ยยื่นออกมาดูน่าเอ็นดูชวนฟัด
"เติมเต็มยังไม่กลับครับเติมเต็มหิวข้าวมากเลยครับ คุณลุงบอกว่าจะโชว์ฝีมือทำข้าวผัดซูเปอร์แมนแสนอร่อยให้เติมเต็มกินครับแต่มัน... มันดำปี๋เหมือนถ่านเลยครับคุณแม่" เด็กชายตัวน้อยหันไปฟ้องผู้เป็แม่พลางชี้ไปที่กระทะภูดิศยืดตัวขึ้น กระแอมไอในลำคอแก้เขินพลางเบือนสายตาคมกริบประชดกลับเหน็บแนมแฝงความละมุน
"ก็ลูกชายเธอหิวข้าวฉันเป็เ้าของโรงพยาบาลนะ ไม่ใช่เชฟในโรงแรมหรู จะทำอาหารออกมาดำบ้างแฉะบ้างมันก็เื่ธรรมดาถ้าเธอเก่งนัก ทำไมไม่ลองมาแสดงฝีมือทำอาหารเช้าให้ลูกกินเองล่ะ" มนัสวีสบตาคู่คมของเขาด้วยอารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียดที่ปะทุอัดอั้นหล่อนถอนหายใจยาวก่อนจะยอมทลายทิฐิลงเพราะความเป็ห่วงปากท้องของลูกชาย
"ก็ได้ค่ะ... มนจะทำอาหารเช้าให้ใหม่เองพี่ดิศพาเติมเต็มไปนั่งรอเลยค่ะ" มนัสวีลืมเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันเมื่อคืนเสียสนิท
กระบวนการทำอาหารเช้าแบบไทยง่าย ๆเริ่มต้นขึ้นอย่างคล่องแคล่ว มนัสวีเลือกทำเมนูโปรดคลาสสิกอย่าง ‘ข้าวผัดกะเพราไก่สับไข่ดาว’ เธอตั้งกระทะเทน้ำมันลงไปเล็กน้อยทุบพริกขี้หนูสวนกับกระเทียมสับใส่ลงไปผัดจนส่งกลิ่นกรุ่นหอมฉุนอบอวลไปทั่วห้องครัวจากนั้นจึงใส่เนื้อไก่สับลงไปรวนจนสุก ปรุงรสชาติด้วยน้ำปลา น้ำตาลทรายและซีอิ๊วขาวเหยาะเหยาะบางเบาก่อนจะโยนใบกะเพราเด็ดสดลงไปคลุกเคล้าตบท้ายด้วยความรวดเร็ว ตักราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ คู่กับไข่ดาวขอบกรอบไข่แดงเป็ลาวาเยิ้มงดงามน่าทาน...
แต่...ในจังหวะที่ภูดิศหันไปเทนมจืดใส่แก้วให้ลูกชายมนัสวีแอบยิ้มแบบเ้าเล่ห์ เธอเอื้อมมือไปคว้าขวดน้ำปลา‘แกล้งสาดเทน้ำปลาลงไปในจานกะเพราส่วนของภูดิศรวดเดียวหลายเหยาะจนรสชาติเค็มปี๋เป็พิเศษ’เพื่อเป็การแก้เผ็ดจอมบงการลับหลัง!
หลังจากจัดเตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยทั้งสามคนพากันก้าวขึ้นลิฟต์กลับขึ้นมายังห้องทำงานผู้บริหารชั้นบนทันที
ทันทีที่เข้าห้องน้องเติมเต็มขยับกายพูดเจื้อยแจ้ว
"คุณแม่ เติมเต็มขออนุญาตเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ"
หนูน้อยวิ่งตึ่ก ๆ เข้าห้องน้ำไป เมื่ออยู่ลำพังสองต่อสอง มนัสวีไม่รอช้า เธอเดินหน้าเข้าประจันหน้าเปิดฉากต่อว่าภูดิศด้วยน้ำเสียงสั่นเครือรุนแรง
"พี่ดิศ!เลิกทำตัวเป็โจรลักพาตัวเด็ก แอบพาลูกมนมาที่โรงพยาบาลลับหลังแบบนี้สักทีเถอะค่ะ!ทำไมพี่ถึงต้องทำเื่ทุเรศ ๆ แบบนี้!" ภูดิศกอดอก แววตาวาวโรจน์ไปด้วยโทสะเหน็บแนมประชดประชันกลับทันควัน
"ทุเรศงั้นเหรอ? มนัสวี! การที่คนเป็พ่อจะอยากอยู่กับลูกชายแท้ ๆกินข้าวกินขนมด้วยกันมันเรียกว่าเื่ทุเรศงั้นเหรอ!เธอนั่นแหละที่หน้าไหว้หลังหลอก แอบหลอกเติมเต็มว่าฉันตายไปอยู่บนฟ้าคิดว่าฉันจะยอมนั่งเฉย ๆ ปล่อยให้ลูกไปเรียกไอ้ชาวสวนนั่นว่าพ่อรึไง!"
"แล้วทำไมมนต้องให้ลูกมีพ่อใจร้ายแบบพี่ดิศด้วยล่ะคะ!..."
“ฉันใจร้ายตรงไหน ไหนบอกมาซิ เธอนั่นแหละที่ใจร้ายคิดจะพรากลูกไปจากฉัน”
บานประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมร่างกลมป้อมที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาแทรกกลางระหว่างาคารมทำเอาภูดิศและมนัสวีชะงักทื่อปิดปากสนิทรวดเร็ว
"คุณแม่... คุณลุง...เติมเต็มหิวแล้ว เติมเต็มล้างมือแล้วครับ!" เสียงใสแจ๋วฉอเลาะของกามเทพตัวน้อยดังขัดจังหวะ
ต่างคนต่างปรับเปลี่ยนสีหน้าหันมาส่งยิ้มละมุนให้ลูกชายเพื่อกลบเกลื่อน เมื่อถึงเวลากินอาหารเช้าเติมเต็มใช้ช้อนจิ๋วตักกะเพราเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยเคี้ยวตุ้ย ๆ จนแก้มป่องขยับตามน่าเอ็นดูฝั่งภูดิศเองก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มตักข้าวราดกะเพราพูนช้อนเข้าปากเต็มๆ คำ
ทว่า...ทันทีที่รสชาติความเค็มปี๋ปานน้ำทะเลพุ่งเข้ากระแทกลิ้นภูดิศถึงกับชะงักทื่อแข็งค้างราวก้อนหิน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวเหยเกแทบจะพ่นออกมาทว่าจำต้องกลืนก้อนความเค็มลงคออย่างยากลำบากเพราะลูกชายนั่งมองอยู่ มนัสวีเห็นดังนั้นก็ลอบอมยิ้มสะใจดวงตาส่องประกายผู้ชนะ เยาะหยันที่แก้แค้นได้สำเร็จ
หนูน้อยเติมเต็มผู้มีความฉลาดเฉลียวช่างสังเกต และแสนรู้เกินวัย เห็นอาการชะงักทื่อของคุณลุงก็รีบเอ่ยปากถามเสียงใสทันที
"คุณลุง... กะเพราฝีมือคุณแม่มนอร่อยมากเลยใช่ไหมครับ เติมเต็มจะบอกความลับให้นะครับว่าคุณแม่มนน่ะทำอะไรก็อร่อยที่สุดในโลกเลย ทำกับข้าวก็อร่อยทำขนมเป็ตั้งหลายอย่าง กะเพราจานนี้ต้องอร่อยมากแน่ๆ !"
คำพูดคุยโวโอ้อวดของคุณลูกชายทำเอาภูดิศฝืนยิ้ม แต่คนอย่างเขามีหรือจะยอม ชายหนุ่มแก้เกมด้วยการตักข้าวราดกะเพราเค็มปี๋ในจานของตัวเองขึ้นมาอีกช้อนใหญ่แล้วยื่นส่งไปจ่อที่ริมฝีปากอิ่มของมนัสวีตรง ๆ
"จริงเหรอครับเติมเต็ม...ถ้าอร่อยขนาดนั้น คุณแม่มนก็ต้องช่วยคุณลุงชิมอาหารจานนี้ด้วยสิครับจะได้รู้ว่าฝีมือตัวเอง 'อร่อย' ขนาดไหน... อะ มน กินรสชาติฝีมือตัวเองเข้าไปซะดีๆ"
ภูดิศแกล้งเลื่อนช้อนบีบบังคับให้เธอชิมมนัสวีเบิกตากว้าง หน้าเสียระคนโกรธจัดที่โดนเสือร้ายตลบหลัง หล่อนมองหน้าลูกชายที่กำลังนั่งตาแป๋วส่งสายตาเชียร์อยู่อย่างไร้ทางเลือกหญิงสาวจำใจต้องเผยอริมฝีปากอิ่มยอมงับข้าวช้อนนั้นเข้าปากเคี้ยวกลืนลงคออย่างกล้ำกลืนฝืนทนความเค็มแล่นริ้วจนหล่อนต้องเบ้หน้า ทำหน้าเหยเกค้อนขวับใส่เขาตาเขม็ง
"ฮ่าๆ เย้! ดีใจจังเลยครับ!"หนูน้อยเติมเต็มปรบมืออวบ ๆ ชอบใจใหญ่รอยยิ้มตาหยีใสซื่อประทับเด่นหราบนใบหน้ากลมมนพลางส่งเสียงเจื้อยแจ้วป่าวประกาศคำสอนประสาทรอยร้าวให้แก่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนได้ทึ่ง
"เห็นไหมครับ พอกินข้าวด้วยกัน คุณลุงกับคุณแม่มนก็ดีกันแล้วไม่ทะเลาะกันเสียงดังแล้ว ต่อจากนี้ไป คุณลุงกับคุณแม่ต้องพูดกันดีๆ ไม่ทะเลาะกันนะครับ!"
คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความฉลาดช่างเจรจาและเต็มไปด้วยสายใยความผูกพันอันบริสุทธิ์ของกามเทพตัวน้อยสะกดให้ภูดิศและมนัสวีอึ้งไปพร้อมๆกัน ความโกรธเคืองประชดประชันเหน็บแนมมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็ความผูกพันลึกซึ้งในหัวใจของคนปากแข็งทั้งสองคน ชายหนุ่มยิ้มละไม เดินเข้ามาโอบร่างกลมป้อมของลูกชายมาแนบอกสายตาคู่คมกลับยังคงจับจ้องดวงตาหวานซึ้งของมนัสวีด้วยกระแสความรู้สึกรักแท้ที่มั่นคงและไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิต มนัสวีหลบสายตาคู่นั้นด้วยความรู้สึกสับสนเพราะ เสียงดูถูกดูแคลนเธอและครอบครัวของคุณหญิงดาริกาและคำพูดของภูดิศที่เคยบอกเธอว่ายังไม่อยากมีลูก กลัวลูกจะเป็ภาระเป็พันธะที่จะขวางการงานของเขา ยังดังก้องอยู่ในความทรงจำแม้จะผ่านมาห้าปีแล้วก็ตาม
++++++++++
แสงแดดร้อนผ่าวสาดส่องผ่านยอดทางมะพร้าวลงกระทบร่างระหงของ‘แพทย์หญิงลลิตา’ที่บัดนี้ก้าวเข้าสู่ ‘วันที่ห้า’ ของการพิสูจน์ตัวเองกลางสวนมะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิกภาพคุณหนูไฮโซสลัดทิ้งไปจนหมดสิ้น วันนี้หล่อนสวมเสื้อเชิ้ตยีนส์สีซีดกางเกงผ้าเนื้อหนา และรองเท้าบูทยางกำลังเดินแบกทะลายมะพร้าวน้ำหอมตามแผ่นหลังหนั่นแน่นของ ‘ทิว’เข้าไปในร่องสวนลึกอย่างทุลักทุเล
"วางตรงนี้แหละคุณหมอลิลลี่ขยับมือไว ๆ หน่อย แดดเริ่มไล่หลังมาแล้วนะ งานสวนนะไม่ใช่เดินห้าง" ธราธรหันมาเอ่ยเสียงเข้มแววตาคมขรึมลอบมองใบหน้าหวานที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อผิวแก้มใสที่เคยเลี่ยมลออบัดนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะเปลวแดด
"รู้แล้วน่า! บ่นจริง ๆ เลยนายทิวฉันลากทางมะพร้าวปาดตาลทำมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ ไม่เห็นหรือไง!"
ลลิตาปาดเหงื่อที่หน้าผากแกล้งยื่นหน้าดีดค้อนประชดประชันส่งให้ชายหนุ่มชาวสวน ลึก ๆ ในใจของธราธรในยามนี้ ชายหนุ่มรู้สึก ‘ทึ่งและคิดไม่ถึง’อย่างที่สุดภายนอกของลลิตาดูเหมือนคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อที่คงทนความลำบากไม่ได้ทว่าตลอดห้าวันที่ผ่านมา ไม่ว่าเขาจะแกล้งสรรหาบทเรียนมหาโหด แกล้งให้ลุยโคลนตักเลนตม หรือโยนงานหนักแค่ไหน แม่คุณหนูชุดกาวน์คนนี้กลับกัดฟันสู้ไม่ถอยดวงตาคู่สวยคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยความดื้อรั้นเด็ดเดี่ยว ไม่เคยร้องไห้โวยวายหรือปริปากยอมแพ้หนีกลับเลยสักครั้งความตั้งใจจริงนี้ค่อย ๆ พังทลายกำแพงอคติในใจของธราธรลงทีละน้อยจนเขาเริ่มรู้สึกเอ็นดูเธอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ต่างจากฝั่งของลลิตา...ห้าวันที่ผ่านมาทำลายอคติที่เธอเคยมีต่อคำว่า ‘ชาวสวน’ ไปจนหมดสิ้นในตอนแรกเธอแอบคิดดูแคลนว่าธราธรคงเป็แค่คนสวนไร้การศึกษา ทื่อ ๆ และใจแคบทว่าเมื่อได้มาร่วมงานกันจริงๆ หล่อนกลับพบว่า ‘ธราธรมีความรู้เยอะมาก’เขาจบปริญญาตรีด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมมาโดยตรง ทุกกระบวนการดูแลสวนมะพร้าวน้ำหอมแห่งนี้เขาทำไปด้วย ‘จิตสาธารณะอันยิ่งใหญ่ รักษ์โลกและนึกถึงสิ่งแวดล้อม’ ตลอดเวลาเขาไม่ใช้สารเคมีแม้แต่หยดเดียว ใช้น้ำหมักชีวภาพบำบัดร่องน้ำและคอยแจกจ่ายความรู้ให้ชาวบ้านในชุมชนฟรี ๆ ทัศนคติที่อบอุ่นและฉลาดของทิว ทำให้เธอหัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อยครั้งยามที่ได้สบตาเขา
เพียงแต่ว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเพื่อทดสอบสายสัมพันธ์ในระหว่างที่ลลิตากำลังขยับยกกิ่งไม้แห้งกองโตท่อนไม้โบราณที่พาดอยู่ริมตลิ่งร่องน้ำเกิดผุพังลื่นปรืดร่างระหงเสียหลักเซถลาพลัดร่วงหล่นลงไปในร่องน้ำลึกทันที
!"กรี๊ดดดดดด!!"
"คุณหมอ!"