ข่าวออกจากโม่เหอเร็วกว่าที่เยี่ยซิงเหอพาเด็กกลับถึงลาน
ประกายยันต์หลุดผ่านแนวผนึกไปแล้วไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันส่งถึงใครหรือกองกำลังจะมาถึงเมื่อใด รู้เพียงคำว่า“โอรสแห่งดวงดาว” ไม่ได้ตายพร้อมนักบวช
ผู้เฒ่าโม่ใช้แผ่นหินสามชั้นปิดช่องใต้รากเหมยโรยเกลือสลับขี้เถ้า และปักเศษกระดิ่งร้าวไว้เตือนหากมีสิ่งใดผ่านขึ้นมา
ชาวบ้านช่วยกันโดยไม่ถามเยี่ยซิงเหอว่าเป็นโอรสของผู้ใด
ความเงียบนั้นหนักกว่าคำถาม
มารดาของเด็กคุกเข่าจะโขกศีรษะขอบคุณ เขารีบประคองนางขึ้นเด็กชายยังสั่นจากความเย็น แต่หายใจได้เอง รอยแดงบนข้อเท้าจางเหลือเพียงวงคล้ำ
“ข้าเข้าไปเพราะเขาเป็นคนของโม่เหอ” เยี่ยซิงเหอกล่าว“ไม่ต้องติดหนี้ข้า”
หญิงผู้นั้นมองเลือดตรงสีข้างเขา“แต่เลือดเจ้าไหลเพราะบุตรข้า”
“เช่นนั้นช่วยห้ามเขาลงทางใต้ดินอีก”
เด็กชายพยายามยิ้ม มารดากลับร้องไห้หนักกว่าเดิมนางรับตัวบุตรไปยังเรือนฝั่งตะวันตกตามคำสั่งผู้ใหญ่บ้าน
ชายผู้หนึ่งซึ่งเคยเสนอเปิดประตูหนีเมื่อคืนเดินเข้ามาเขาไม่ถืออาวุธ มีเพียงถุงฟืนบนบ่า “ถ้าคนพวกนั้นตามเจ้ามา เหตุใดเจ้าจึงยังอยู่”
คนรอบลานหยุดมือ
คำถามมิใช่ข้อกล่าวหาทั้งหมดในน้ำเสียงมีทั้งความกลัวและความต้องการคำตอบซึ่งเยี่ยซิงเหอเองก็ไม่มี
“เพราะข้าโตที่นี่” เขาตอบ
“หากเจ้าออกไป พวกมันจะตามหรือไม่”
ผู้เฒ่าโม่ขยับจะพูด แต่เยี่ยซิงเหอยกมือห้าม
“อาจตาม และอาจทิ้งค่ายกลไว้ฆ่าพวกท่าน” เขากล่าว“ยามนี้มันได้รอยของหมู่บ้านกับรอยของข้าแล้วการจากไปโดยไม่ตัดสายใต้ดินอาจทำให้เราตายคนละทาง”
“เช่นนั้นเจ้าจะไม่ไป?”
“ข้าจะไม่ใช้พวกท่านเป็นที่ซ่อนแต่จะไม่ทำเหมือนการหนีคนเดียวคือการช่วยทุกคน หากมีทางพาศัตรูออกโดยไม่ทิ้งค่ายกลข้าจะเลือกทางนั้น”
ชายผู้นั้นวางถุงฟืน “ข้าไม่ได้ถามเพื่อไล่เจ้าเมื่อคืนข้าอยากเปิดประตู วันนี้ข้ายังกลัวอยู่แต่บุตรคนอื่นลงใต้ดินแทนบุตรข้าได้เหมือนกัน” เขาหยิบจอบ “บอกข้าว่าต้องขุดตรงใด”
เยี่ยซิงเหอชี้ร่องฝั่งตะวันตกชายผู้นั้นเดินไปโดยไม่ขอคำขอบคุณ
ชาวบ้านไม่ได้ให้ความไว้ใจโดยไร้เงื่อนไขพวกเขาเพียงเลือกทำงานร่วมกับคนซึ่งยอมบอกราคาตรง ๆความแตกต่างนี้ทำให้เยี่ยซิงเหอรู้ว่าคำตอบของผู้เฒ่าโม่สำคัญเพียงใด
เมื่อคนอื่นแยกไป เยี่ยซิงเหอจึงหันหาผู้เฒ่าโม่
ชายชรากำลังตรวจผ้าไหมวิเศษ เขาพลิกดูรอยไหม้ตรงขอบแต่ไม่ยอมสบตาศิษย์
“โอรสแห่งดวงดาวคือใคร” เยี่ยซิงเหอถาม
“คำเรียกของคนคลั่ง”
“ยันต์ของคนคลั่งตอบดวงตราบนหลังข้า”
“ค่ายกลตอบปราณได้”
“เขากล่าวว่าชื่อนี้รอข้าก่อนข้าเกิด”
ผู้เฒ่าโม่พับผ้าไหมช้ากว่าปกติ“คนใกล้ตายพูดได้ทุกอย่างเพื่อให้ศัตรูเสียสมาธิ”
“เขาตายเพราะพูดเกินสิ่งที่ตราอนุญาต มิใช่เพราะหลอกข้า”
“เจ้ารู้หรือว่าตรานั้นห้ามเรื่องใด”
“ไม่รู้” เยี่ยซิงเหอตอบ “เพราะท่านไม่เคยบอก”
คำสุดท้ายทำให้มือชายชราหยุด
รอบลาน ชาวบ้านยังขนคนป่วย ย้ายเสบียง และเผาฟืนให้ได้ขี้เถ้าไม่มีผู้ใดเข้ามาใกล้ แต่ทุกคนได้ยินความเงียบระหว่างคนทั้งสอง
ผู้เฒ่าโม่ส่งผ้าไหมคืน “ปิดแผลก่อน”
“ตอบก่อน”
“ถ้าเลือดเจ้าแตะเส้นแดง ค่ายกลจะตอบแทนข้า”
“เหตุใดร่างข้าจึงถูกผนึก”
ชายชรามองเขาเป็นครั้งแรก “ใครบอกว่าถูกผนึก”
“ท่าน”
“ข้าเคยบอกเพียงว่าเจ้าไม่ได้ว่างเปล่า”
“การเปลี่ยนคำมิได้เปลี่ยนความจริง”
ผู้เฒ่าโม่ยิ้มบาง แต่แววตาไม่มีความขบขัน“เจ้ากำลังเรียนเร็วเกินไป”
“เพราะศัตรูไม่รอให้ท่านพร้อม”
เยี่ยซิงเหอดึงชายเสื้อออกจากแผล เลือดจับเป็นคราบมีเส้นดำบางจากฝ่ามือนักบวชค้างใต้ผิว ผู้เฒ่าโม่เห็นแล้วสีหน้าเปลี่ยนเขาคว้าข้อมือศิษย์ก่อนเยี่ยซิงเหอจะทันถอย
“ตรานี้ยังมีเศษเชื่อม”
“จึงต้องตอบให้ข้ารู้ว่ามันเชื่อมกับอะไร”
“นั่งลง”
“ท่านกำลังเลี่ยง”
“และเจ้ากำลังเอาความโกรธขวางการรักษา”
ทั้งสองจ้องกันอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยซิงเหอเป็นฝ่ายนั่งบนขอบบ่อมิใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเส้นดำใกล้แผลกำลังเต้นตามม่านแดง
ผู้เฒ่าโม่ผสมเกลือกับเถ้าในถ้วยดิน เติมสุราหนึ่งหยดแล้วกดลงบนบาดแผล ความร้อนแล่นถึงกระดูก เยี่ยซิงเหอไม่ส่งเสียง
“ถ้าใช้ปราณทองขับ มันจะจำแรงเจ้าเพิ่ม” ชายชรากล่าว“ต้องปล่อยให้เกลือดึงออก”
“ผู้ใดผนึกร่างข้า”
“ข้าไม่ตอบ”
“ท่านรู้”
“รู้บางส่วน”
“ส่วนใด”
ผู้เฒ่าโม่ใช้เข็มเหล็กสะกิดเส้นดำออกจากแผล“ส่วนที่ทำให้ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้พิการ เส้นปราณมิได้ตายมันถูกปิดไว้ให้พลังอีกชนิดหนึ่งสร้างทางของมันเอง”
เยี่ยซิงเหอกำหมัด “เหตุใดต้องปิด”
“เพื่อซ่อน”
“ซ่อนจากนิกายโลหิตทมิฬ?”
“จากผู้ที่ใช้พวกมันอีกทอดหนึ่ง”
“ผู้ใด”
เข็มในมือผู้เฒ่าโม่หยุดตรงเส้นสุดท้าย“คำตอบนั้นยังไม่ช่วยให้เจ้าตัดค่ายกลคืนนี้”
“แต่ช่วยให้ข้ารู้ว่าศัตรูตามสิ่งใด”
“มันตามดวงตรา ตามผ้าไหม ตามปราณทองและตามความเป็นไปได้ซึ่งร่างเจ้าถืออยู่ เท่านี้พอสำหรับการเอาชีวิตรอด”
“ไม่พอสำหรับการเชื่อใจ”
ลมพัดควันจากเตาผ่านลานผู้เฒ่าโม่ดึงเส้นดำชิ้นสุดท้ายออกแล้วโยนลงถ้วยมันดิ้นเหมือนหนอนก่อนถูกเกลือกัดละลาย
“ข้าสัญญาว่าจะปกป้องเจ้า” ชายชรากล่าว“ไม่ได้สัญญาว่าจะบอกทุกอย่าง”
เยี่ยซิงเหอลุกขึ้นช้า ๆ “คำสัญญานั้นท่านให้แก่ข้าหรือให้แก่คนซึ่งฝากข้าไว้”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ
ความเงียบครั้งนี้เป็นคำตอบชนิดหนึ่ง
เยี่ยซิงเหอรับผ้าไหมคืน เก็บเข้าชายเสื้อ “ตั้งแต่วันนี้หากท่านสั่งให้ข้าทำสิ่งใดเพราะความลับ ข้าจะถามราคาและเหตุผล หากท่านไม่ตอบข้าจะตัดสินใจเอง”
“เจ้าทำเช่นนั้นมาตลอด”
“ก่อนหน้านี้ข้ายังเชื่อว่าท่านไม่ตอบเพื่อรอเวลาที่เหมาะ”
“แล้วยามนี้?”
“ยามนี้ข้ารู้ว่าท่านอาจไม่มีวันคิดว่าเวลาใดเหมาะ”
ถ้อยคำไม่ดัง แต่ทำให้สีหน้าผู้เฒ่าโม่แก่ลงหลายปี
อาเหวินวิ่งเข้ามาก่อนคนใดจะกล่าวต่อ“เส้นแดงฝั่งเหนือหยุดดูดแล้ว แต่ใต้ศาลบรรพชนยังสว่าง คนขุดพบร่องใหม่สามสาย”
เยี่ยซิงเหอถาม “ไปทางใด”
“สองสายเข้าบ้านเก่า อีกสายออกกำแพงไปทางภูเขา”
ผู้เฒ่าโม่สั่งทันที “ปิดสองสายแรก อย่าแตะสายภูเขาให้มันคิดว่าเรายังไม่เห็นทางเชื่อม”
“เพราะผู้รับยันต์จะย้อนกลับมาตามทางนั้น?” เยี่ยซิงเหอถาม
“ใช่”
“นานเท่าใด”
“ถ้าหิมะไม่มา หนึ่งวัน ถ้าพายุมาถึงก่อน เราอาจได้อีกสอง”
เมฆดำกดต่ำเหนือภูเขา ลมเริ่มพัดเกล็ดหิมะละเอียดเข้ากำแพงพายุซึ่งคนโม่เหอรอให้ช่วยบดบังร่องรอยกำลังมา แต่หากหนักเกินไปมันจะปิดทางขนคนป่วยและทำให้ฟืนหมดเร็วขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านเรียกทั้งสองเข้าหารือแผ่นไม้รายชื่อครัวเรือนถูกวางบนโต๊ะเตี้ย มีเครื่องหมายสามอย่าง—คนเดินได้คนต้องพยุง และคนซึ่งผ่านความหนาวกลางแจ้งไม่ได้
“หากศัตรูมาภายในสองวัน เราต้องตัดสินใจว่าจะซ่อนคนไว้ที่ใด”ผู้ใหญ่บ้านกล่าว “ช่องใต้ดินถูกพวกมันใช้แล้ว เรือนนอกกำแพงก็ไม่ปลอดภัย”
เยี่ยซิงเหอมองแผนที่บนผ้าไหม ลายเงินยังขาดตรงตะวันตกแต่มีเส้นหนึ่งเชื่อมศาลบรรพชนกับลานฝึกบนไหล่เขาตรงนั้นอยู่สูงกว่ารอยแดงใต้หมู่บ้าน และพายุจะกลบร่องเท้า
“ย้ายคนอ่อนแรงขึ้นไม่ได้” อาเหวินค้านเมื่อได้ยินความคิด“ทางชันเกินไป”
“จึงต้องแบ่ง” เยี่ยซิงเหอกล่าว“คนเดินได้ช่วยขนเสบียงขึ้นลานฝึก คนป่วยอยู่ฝั่งตะวันตกแต่ขุดร่องตัดเส้นใต้เรือน หากค่ายกลเริ่มดูดอีก กลุ่มบนเขาจะไม่ถูกดึงพร้อมกัน”
ผู้ใหญ่บ้านถาม “แล้วผู้คุ้มกัน?”
“อาเหวินคุมหมู่บ้าน ผู้เฒ่าโม่คุมบ่อ ข้าคุมทางเขา”
ผู้เฒ่าโม่ค้าน “เจ้ายังมีแผล”
“ศัตรูรู้แล้วว่าข้าอยู่ที่นี่การซ่อนข้าไว้กลางหมู่บ้านทำให้ทุกคนเป็นกำแพงแทน”
“การยืนคนเดียวบนเขาก็ทำให้เจ้าเป็นเหยื่อ”
“ข้ามิได้ขออยู่คนเดียวข้าขอให้คนซึ่งเดินได้เรียนทางหนีและวิธีดูรอยค่ายกล”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “ทำตามนี้”
การตัดสินใจถูกแบ่ง มิใช่สั่งจากคนถือกระบี่เพียงผู้เดียวผู้เฒ่าโม่ไม่พอใจ แต่ไม่ล้มคำของผู้ใหญ่บ้านเขาเพียงบอกเยี่ยซิงเหอให้พักก่อนพายุถึง
เยี่ยซิงเหอไม่รับปาก
ก่อนแยกย้ายผู้ใหญ่บ้านวางแผ่นไม้รายชื่อซึ่งรอดจากไฟไว้ตรงกลาง “พวกมันใช้ชื่อเป็นทางเราควรทำลายทั้งหมดหรือไม่”
เยี่ยซิงเหอมองชื่อคนตายบนแผ่นเก่า บางชื่อเป็นผู้สร้างบ่อบางชื่อปลูกต้นเหมย เขาเพิ่งเห็นในถ้ำว่าศัตรูเปลี่ยนชื่อคนให้เป็นอุปกรณ์พิธีหากเผาทั้งหมดอาจตัดเครื่องมือ แต่ก็ทำลายหลักฐานว่าผู้คนเคยอยู่ที่นี่
“เก็บไว้คนละที่” เขากล่าว “ของคนเป็นให้เจ้าของถือของคนตายย้ายไปเหนือพื้นหิน มิให้แตะดินโดยตรง คืนนี้ไม่เรียกชื่อเสียงดังแต่เราไม่ยกชื่อของเราให้ความกลัวเผาทิ้ง”
ผู้เฒ่าโม่มองเขานาน “บางครั้งการปิดชื่อช่วยชีวิต”
“ชั่วคราว” เยี่ยซิงเหอตอบ “หากปิดจนเจ้าของไม่รู้ว่าตนคือใครก็ไม่ต่างจากนักฆ่าในยุ้ง”
ถ้อยคำพุ่งถึงความลับระหว่างทั้งสองโดยไม่ต้องเอ่ยตรงผู้เฒ่าโม่รับแผ่นไม้ของคนตายไปวางบนชั้นสูง แต่ไม่เถียง
เยี่ยซิงเหอช่วยเด็กชายซึ่งเพิ่งฟื้นเขียนเครื่องหมายแทนชื่อตนบนเศษไม้เด็กเลือกวาดบ้านกับดาวหนึ่งดวง ทั้งที่เมื่อคืนดาวเหนือหมู่บ้านดับไปแล้ว
“เหตุใดวาดดาว” เยี่ยซิงเหอถาม
“ในถ้ำมืด ข้าเห็นแสงบนมือพี่” เด็กตอบ“ข้าจึงรู้ว่าทางออกยังอยู่”
เขาไม่กล้าบอกเด็กว่าแสงนั้นทำให้ศัตรูพบทางเข้ามาเช่นกันเยี่ยซิงเหอเพียงผูกเศษไม้ไว้ที่ข้อมือเด็กแล้วกำชับว่าหากได้ยินเสียงเรียกจากใต้ดิน ให้มองหน้ามารดาก่อนตอบทุกครั้ง
ตลอดบ่าย เขาช่วยย้ายฟืนขึ้นไหล่เขา ผูกเชือกตามทางลาดและสอนชาวบ้านเหยียบหิมะในรอยเดียวกันเพื่อลดร่อง แม้สีข้างเจ็บทุกครั้งที่ยกของเขาก็ไม่ใช้ปราณทอง เพราะไม่ยอมทิ้งรอยให้ศัตรูอ่านเพิ่ม
ผู้เฒ่าโม่เฝ้ามองจากลานโดยไม่เข้าไปช่วย
เมื่อเย็นมา หิมะตกหนา เสียงค้อนกับจอบค่อย ๆ เงียบชาวบ้านกลับเข้าที่พักชั่วคราว เยี่ยซิงเหอนั่งใต้ชายคาบ้านตน เช็ดกระบี่เงาดาราเขาได้ยินเสียงผู้ตายในถ้ำเป็นครั้งคราว แต่ไม่บอกผู้ใด
ผู้เฒ่าโม่เดินผ่าน หยุดอยู่หน้าประตู
“พรุ่งนี้ก่อนฟ้าสาง ขึ้นลานฝึก” ชายชรากล่าว
“เพื่ออะไร”
“เพื่อให้เจ้ามีชีวิตพอจะถามคำถามเหล่านั้นอีก”
“ท่านจะตอบหรือไม่”
“ไม่”
“ข้าจะไปฝึก” เยี่ยซิงเหอตอบ “แต่ไม่ใช่เพราะเลิกถาม”
ผู้เฒ่าโม่พยักหน้าแล้วเดินจากไป
เยี่ยซิงเหอมองเงาชายชราหายไปในหิมะ อยากตามไปถามแต่เสียงผู้ตายในศีรษะกลับเลียนเสียงผู้เฒ่าโม่ เรียกให้เขาเปิดประตูบ้าน
เขาไม่เปิด
เยี่ยซิงเหอวางกระบี่บนเข่า แยกเสียงจริงจากเสียงค่ายกลเสียงปลอมพูดสิ่งที่เขาอยากได้ยิน—ว่าจะตอบทุกคำถาม ไม่เคยหลอกและพรุ่งนี้ทุกอย่างจะจบ
เพราะมันพูดหวานเกินจริง เขาจึงรู้ว่าไม่ใช่ผู้เฒ่าโม่
ชายชราตัวจริงไม่เคยสัญญาสิ่งง่ายเช่นนั้น
ยามดึก ชายชรากลับมาที่ศาลบรรพชนเพียงลำพังเขายกแผ่นหินชั้นบนออกเล็กน้อย ใช้คีบหยิบเศษยันต์ซึ่งเหลือจากนักบวชขึ้นมาอักขระส่วนใหญ่ไหม้ แต่เส้นโค้งเจ็ดเส้นยังเห็นได้ชัด
เขานั่งพิงรากเหมย มือสั่นขณะลูบรอยนั้น
“ข้าปิดไว้ไม่พอ” เขาพึมพำกับความมืด “และยิ่งปิดเขายิ่งต้องรับคมแทนความจริง”
ไม่มีผู้ใดตอบ
ผู้เฒ่าโม่ดึงผ้าผืนเล็กจากอกเสื้อ ข้างในไม่มีชื่อ ไม่มีตรามีเพียงปมเชือกเก่าซึ่งถูกแก้แล้วผูกใหม่หลายครั้ง เขากำมันแน่นจนข้อนิ้วซีด
น้ำตาหยดหนึ่งตกบนเศษยันต์
ชายชรารีบเช็ดราวกับกลัวคนตายเห็นความอ่อนแอ แต่หยดที่สองตามมาเขาจึงปล่อยให้มันไหลโดยไม่ส่งเสียง
“ข้าสัญญาว่าจะให้เขาเลือก” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“แต่ข้าใช้ความกลัวของตนเลือกแทนเขามาตลอด”
ลมพายุครางเหนือหลังคาศาลเศษยันต์ในมือสว่างแดงวูบสุดท้ายก่อนดับสนิท
ผู้เฒ่าโม่มองไปทางบ้านของเยี่ยซิงเหอ “อีกไม่นานเขาจะต้องรู้”