่เวลาส่วนใหญ่ของเผิงเหวินอี้ล้วนใช้ไปกับการนอน กู้เยว่ซินจึงใช้เวลาหนึ่งวันไปกับการนั่งเล่นและนอนเล่นเช่นกัน เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากคารวะฮูหยินผู้เฒ่าและดูเื่อาหารเช้าของเผิงเหวินอี้แล้วนางจึงออกจากจวนสกุลเผิงไปด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
แม้ว่าจะรู้สึกหดหู่ใจต่อท่าทีรู้สึกผิดของเผิงเหวินอี้อยู่บ้างแต่นางก็ปลอบใจเขาอย่างไม่คิดจะถือสา นางไม่ใช่คนในยุคนี้แล้วจะมัวพะวงกับความเชื่อที่ว่าการที่สามีติดตามตนเองกลับบ้านเดิมจะช่วยทำให้ตนเองมีหน้ามีตาไปทำไมกัน ขอแค่ยามนี้นางยังไม่ต้องสวมชุดขาวไว้ทุกข์ให้แก่สามีก็นับว่าเผิงเหวินอี้ยังคงปรานีต่อนางมากแล้ว
เมื่อรถม้าไปถึงจวนสกุลกู้นางก็ลงจากรถม้าด้วยรอยยิ้มอันสดใส ไม่ว่าอย่างไรการที่ได้เข้ามาอยู่ในโลกแห่งนิยายที่นางเคยจินตนาการเอาไว้แล้วพบว่าไม่ได้แตกต่างไปจากจินตนาการของตนเองเท่าใดนักก็ยังช่วยปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของตนเองได้บ้าง แม้ว่าจะหาหนทางกลับไปยังโลกใบเดิมและร่างเดิมของตนเองไม่ได้ แต่นางก็คิดว่านางน่าจะปรับตัวให้เข้ากับโลกใบนี้ได้ไม่ยาก เพราะในจินตนาการของนางตอนที่อ่านนิยายนางก็มีความเข้าใจในเหตุการณ์ในนิยายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แถมดูเหมือนว่านางจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าอีกด้วยแล้วจะไม่ให้จิตใจของนางกระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้อย่างไร
“เ้ากลับบ้านเดิมมาได้ข้าก็ดีใจมากแล้ว ไม่เห็นจะต้องขนของขวัญมากมายกลับมาเยี่ยมเยียนข้าเช่นนี้เลย” กู้เยว่อันที่ยืนรอรับน้องสาวอยู่หน้าจวนเอ่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด พวกเขามีกันเพียงสองคนพี่น้องแต่เขาจำต้องส่งน้องสาวไปแต่งงานเพื่อเสริมชะตาให้แก่ผู้อื่นเช่นนี้ทำให้จิตใจของเขาอดรู้สึกผิดต่อน้องสาวของตนไม่ได้
“เป็ข้าจัดการเองที่ไหนกันเล่าเ้าคะ ของขวัญเหล่านี้ล้วนเป็คนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเผิงจัดให้ต่างหากเล่าเ้าคะ” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางสำรวจพี่ชายของตนเองอย่างละเอียดอีกครั้ง
แม้ว่าดวงหน้านี้จะอยู่ในความทรงจำของกู้เยว่ซินคนเก่าแล้วแต่นางก็อดสำรวจเขาอีกครั้งในฐานะแฟนนิยายที่เขาเป็พระรองของเื่ไม่ได้ พระรองในความคิดของนางไม่ว่าอย่างไรก็มักจะต้องหล่อเหลาและมีสิ่งดึงดูดใจผู้อื่นใกล้เคียงกับพระเอก
พี่ชายของนางคนนี้อาจจะไม่เก่งกาจเทียบเท่าพระเอกของเื่ที่เป็อ๋อง แต่นางมั่นใจว่าพี่ชายของนางน่าจะหล่อเหลามากกว่าพระเอกของนิยายเื่นี้อย่างแน่นอน โครงหน้าคมสันได้รูปคิ้วหนาตาโตจมูกโด่ง ไม่มีจุดใดที่อ่อนด้อยไปกว่าพระเอกที่ในนิยายบรรยายเอาไว้เลย แม้ว่าร่างนี้จะยังไม่เคยได้พบกับเสียนอ๋องที่เป็พระเอกแต่นางเชื่อว่าไม่น่าจะมีผู้ใดหล่อเหลาได้เท่ากู้เยว่อันผู้เป็พี่ชายของนางได้แล้ว
“เ้าจะยืนจ้องหน้าข้าเช่นนี้ไปอีกนานไหม แดดก็เริ่มแรงแล้วอีกทั้งยังมีสายตาหลายคู่จ้องมองพวกเราอยู่ ใจคอเ้าจะไม่รีบเข้าไปในจวนของพวกเราจริงๆ หรือ” เมื่อกู้เยว่อันเอ่ยเช่นนี้กู้เยว่ซินก็หัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนท่าทีของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยชักชวนพี่ชายให้เข้าไปในจวนด้วยกัน
จวนสกุลกู้แม้ว่าจะไม่ใหญ่โตเทียบเท่าจวนสกุลเผิงแต่ก็ยังนับว่าเป็จวนมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับจวนของเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่ในตรอกนี้ ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเขียวขจี โชคดีที่ได้เงินจากการแต่งงานของนางช่วยเอาไว้เสียก่อน ทั้งรูปภาพและของตกแต่งภายในบ้านจึงยังคงอยู่ครบไม่ได้ถูกขายออกไปตามความตั้งใจเดิมของพี่ชายของนาง
“เ้าเป็อย่างไรบ้าน พวกเขาดูิ่และรังแกเ้าหรือไม่ คุณชายใหญ่จวนสกุลเผิงเป็อย่างไรเขาได้สร้างความลำบากใจให้เ้าหรือไม่” กู้เยว่อันเอ่ยถามออกมาด้วยความเป็ห่วง กู้เยว่ซินที่พึ่งจะรับน้ำชาจากสาวใช้และทำท่าว่าจะดื่มอดเอ่ยวาจาทักท้วงออกมาไม่ได้
“ถามรัวมาเป็ชุดเลยนะเ้าคะ เอาเป็ว่าข้าตอบได้เพียงอย่างเดียวว่าดีมากเ้าค่ะ ทุกคนในจวนไม่มีสักคนที่สร้างความลำบากใจให้ข้า” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม
แม้ว่าร่างเดิมจะคิดตำหนิพี่ชายของตนที่เป็คนตัดสินใจให้นางแต่งเข้าสกุลเผิง แต่ความจริงแล้วหากกู้เยว่ซินปฏิเสธอย่างจริงจังมีหรือที่กู้เยว่อันจะยอมตัดใจส่งน้องสาวขึ้นเกี้ยวแล้วแต่งงานเข้าสกุลเผิงโดยที่เ้าบ่าวผู้ที่ยามนี้มีสภาพเปรียบเสมือนโถยาอาจจะทำให้นางกลายเป็หญิงหม้ายได้ทุกเมื่อ แต่เป็เพราะกู้เยว่ซินเองก็ทนให้พี่ชายต้องทนทุกข์ใจเพราะการขายทรัพย์สินของสกุลไม่ได้นางจึงไม่คิดจะปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้ ยามนี้เมื่อพี่ชายถามถึงชีวิตภายในจวนสกุลเผิงนางจึงย่อมจะต้องตอบว่าดี เพื่อไม่ให้เขาต้องรู้สึกทุกข์ใจมากไปกว่านี้
“เ้าคงไม่ได้กำลังโกหกเพื่อทำให้ข้าสบายใจกระมัง” คำถามนี้ของพี่ชายทำให้กู้เยว่ซินลอบยิ้มแหยอยู่ในใจที่คนตรงหน้าสามารถคาดเดาความคิดของตนได้
“ย่อมไม่ได้ดีไปทั้งหมด อย่างน้อยแม่สามีและน้องสาวของสามีก็ไม่ค่อยจะชอบข้านัก แต่ข้าไม่คิดจะสนใจพวกนางหรอกเ้าค่ะ เดิมทีความสัมพันธ์ระหว่างลูกเลี้ยงและแม่เลี้ยงก็คงจะไม่กลมเกลียวกันเท่าไหร่นักข้าในฐานะที่เป็ลูกสะใภ้ย่อมไม่จำเป็ต้องใส่ใจ ขอแค่ฮูหยินผู้เฒ่ามอบความเมตตาให้แก่ข้า ข้าก็พึงพอใจมากแล้วเพราะยามนี้คนที่กุมอำนาจสูงสุดภายในจวนคือฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเผิง” เมื่อกู้เยว่ซินเอ่ยออกมาตามตรงเช่นนี้พี่ชายของนางก็พลันทอดถอนใจออกมา
“หากเป็อย่างที่เ้าพูดก็คงไม่ได้นับว่าดีเท่าใดนัก แล้วทางคุณชายเผิงเล่าเขาดีต่อเ้าหรือไม่”
“ย่อมต้องดีต่อข้าอยู่แล้ว ข้าคือภรรยาที่แต่งเข้าไปทั้งที่เขาเจ็บป่วยไร้หนทางรักษาเช่นนี้หากไม่ดีกับข้าให้มากหน่อยข้าก็คงเป็ได้รังแกเขาแน่” กู้เยว่ซินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดตลกแต่คนจริงจังอย่างกู้เยว่อันกลับไม่สนใจ
“เดิมความเจ็บป่วยก็ทำให้ชีวิตของเขาลำบากมากอยู่แล้ว เ้าก็อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยต่อเขาให้มากนักเลย” เมื่อพี่ชายเอ่ยเช่นนี้นางจึงได้ตัดสินใจเอ่ยถึงจุดประสงค์สำคัญในการกลับมาที่บ้านเดิมของตนเอง
“จริงสิพี่ใหญ่ ท่านยังคงยังลักลอบติดต่อกับคุณหนูสวีอยู่สินะเ้าคะ ท่านช่วยถามถึงท่านหมอหลวงหลี่กับนางให้ข้าได้หรือไม่ เดิมทีข้าคิดจะไปหานางที่จวนแต่ด้วยความสัมพันธ์ของข้ากับนางที่ไม่ได้สนิทสนมกันเท่าใดนักคงจะไม่เหมาะที่ข้าจะไปหานางแล้วขอความช่วยเหลือเช่นนี้”
“อันใดคือลักลอบติดต่อกัน เ้าเอ่ยเช่นนี้เป็การทำให้ผู้อื่นเสียหายนะ” กู้เยว่อันเอ่ยปฏิเสธด้วยสีหน้าขัดเขินทำให้กู้เยว่ซินรีบส่ายหน้าปฏิเสธในทันทีเพราะจุดประสงค์ของนางไม่ใช่เพื่อที่จะเอ่ยถึงความสัมพันธ์ของพี่ชายและสวีเหม่ยอิงในแง่นั้น