เมิ่งฝานเอ่ยขึ้นด้วยสายตาที่คล้ายดั่งกำลังมองมดตัวหนึ่ง ซึ่งมันยิ่งเป็นการสุมไฟแห่งความโกรธแค้นให้แก่จูเสี้ยวด้วยต่อให้เบื้องหลังของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ดูคล้ายว่าเมิ่งฝานจะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้เห็นสีหน้าที่ราบเรียบของเมิ่งฝานเขาก็เดือดดาลเป็นอย่างยิ่งก่อนจะตวาดออกไปด้วยใบหน้าอันดุร้าย “เจ้ากล้าหรือไม่เจ้ายังมีเงินอีกหรือไม่ เจ้าคนจน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานจึงมองไปยังหลิงไต้โยวนางยิ้มรับแล้วเอ่ยเสียงเบา “เจ้าเป็นแขกของตระกูลหลิงไม่ต้องห่วง หากอยู่ในราคาที่ไม่เกินห้าแสนเหรียญทองคำตระกูลหลิงพร้อมที่จะให้เจ้าอยู่แล้วต่อให้สมาคมผู้อาวุโสไม่เห็นด้วยพี่สาวคนนี้ก็มีเงินเก็บส่วนตัวอยู่แล้ว”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจานางก็ขยิบตาให้เมิ่งฝานด้วยทำให้เมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งมีความงดงามลอยล่องออกมาทำให้บุรุษที่อยู่โดยรอบล้วนแต่หลงใหลในความงามของนาง
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วยกยิ้มอย่างจนปัญญาดูท่าครานี้ตนเองคงต้องติดหนี้น้ำใจผู้อื่นไม่น้อยแล้ว ขีดจำกัดของเงินเพิ่มขึ้นเป็นห้าแสนเหรียญทองคำอย่างนั้นหรือ...
หลังจากที่เงียบงันไปชั่วครู่เมิ่งฝานก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ“สองแสน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของจูเสี้ยวพลันเปลี่ยนไปก่อนจะกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “สองแสนห้าหมื่นข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะอดทนได้สักเท่าใด!”
“สี่แสนเหรียญ!”
เมิ่งฝานเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดเอ่ยถึงราคาประมูลเพิ่มอีกเพียงครั้งเดียวแต่กลับให้ราคาที่สูงถึงสี่แสนเหรียญทองคำราวกับว่าเขาจะต้องได้คัมภีร์ม้วนนั้นมาครอบครองให้จงได้ก็ไม่ปาน ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
นึกไม่ถึงว่าการชิงดีชิงเด่นของทั้งสองจะทำให้ราคาของวิชายุทธ์แห่งพลังจิตเพิ่มขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้มูลค่ากว่าสี่แสนเหรียญทองคำนั้นหาได้น้อยไม่แม้ว่าวิชายุทธ์แห่งพลังจิตจะล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง แต่มาถึงขั้นนี้ก็นับว่าเป็นขีดจำกัดของมันแล้วต่อให้ผู้อื่นมีใจจะช่วงชิงก็ยังไม่มีกำลังทรัพย์ที่มากพอ
จูเสี้ยวมองไปยังเมิ่งฝานรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งทื่อไปเล็กน้อย แม้จะมีบิดาคอยหนุนหลังแต่การที่ต้องนำทรัพย์สินออกมาในครั้งเดียวถึงสามแสนเหรียญทองคำก็นับว่าเป็นปัญหาไม่น้อย
แต่ในเวลาต่อมาจูเสี้ยวก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยเสียงดัง“สี่แสนห้าหมื่นเหรียญ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเสียงฮือฮาพลันดังขึ้นมาในลานประมูลสายตาทุกคู่ล้วนแต่จ้องมองไปยังเมิ่งฝานด้วยความร้อนแรง อยากรู้ว่าการช่วงชิงในครั้งนี้ราคาจะสูงขึ้นไปได้มากเพียงใด
เมิ่งฝานจ้องมองจูเสี้ยวอย่างไม่ละสายตาแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ตกลง!”
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
เพียงชั่วพริบตาจูเสี้ยวที่เดิมทีกำลังอดทนต่อความโกรธของตนเองพลันชะงักงันไปในทันใดเขามองไปยังเมิ่งฝานด้วยความสงสัยและนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยอมยกมันให้ตนเองอย่างง่ายดายเช่นนี้
เมิ่งฝานลูบจมูกตนเองแล้วหันไปมองหลิงไต้โยวก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “หึหึ นับว่าเป็นราคาที่ไม่เลวเลยนะขอรับดูเหมือนว่าเจ้าโง่คนนั้นจะยอมเสียเงินแค่นี้แหละขอรับ!”
น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันนี้ทำให้หลิงไต้โยวหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะมองไปยังจูเสี้ยวแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “คุณชายจู นี่เป็นราคาที่ท่านเสนอมาเอง เชิญไปจ่ายเงินได้เลยเจ้าค่ะ!”
นึกไม่ถึงว่าจะถูกหลอก!
จูเสี้ยวกัดฟันแน่นเขามองไปยังเมิ่งฝานด้วยความโกรธแค้นแต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้ทำได้เพียงนำบัตรอินทนิลของตนไปจ่ายเงินเท่านั้นเมื่อได้คัมภีร์วิชายุทธ์แห่งพลังจิตมาครอบครองเขาก็กระตุกยิ้ม มองไปยังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาอันดุดันแล้วเอ่ยว่า“เจ้าคอยดูเถอะ!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาจูเสี้ยวก็ตวัดมือเป็นสัญญาณให้อู้จงและคนอื่นๆตามเขาออกไป ต่อให้สิ่งที่ได้รับมาจะเป็นวิชายุทธ์แห่งพลังจิตระดับอักษรหงก็ตามแต่ราคาสูงสุดของมันก็ไม่เกินสามแสนเหรียญทองคำเท่านั้น
ทว่าจูเสี้ยวกลับใช้เงินในจำนวนที่มากถึงสี่แสนห้าหมื่นเหรียญทองคำทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างก็ลอบหัวเราะขึ้นในใจแล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานที่มีใบหน้าอันราบเรียบก็ประสานมือบอกลาหลิงไต้โยวแล้วจากไปเช่นกัน
ภายในลานประมูลนั้นหลังจากที่วิชายุทธ์แห่งพลังจิตถูกประมูลไปในราคาสี่แสนห้าหมื่นเหรียญทองคำก็ปิดม่านการประมูลลงนับว่าการค้าของตระกูลหลิงแห่งอาณาจักรต้าก้านแข็งแกร่งอย่างยิ่งโดยนอกเหนือจากการประมูลซึ่งเป็นที่สนใจของผู้คนทั้งหลายก็ยังสนใจเมิ่งฝานที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างฉับพลันด้วย
เด็กหนุ่มลึกลับผู้มีศักยภาพอันแข็งแกร่งทั้งยังมีความกล้าที่ทำให้จูเสี้ยวต้องยอมถอยด้วย ฉะนั้นแล้วเขาจึงเป็นที่สนใจของผู้คนทั้งหลายทว่าในขณะที่รอบกายเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเมิ่งฝานกลับหายไปและมาอยู่ในห้องของตนอย่างเงียบงัน
ความมืดเริ่มคืบคลานอากาศเย็นลงเล็กน้อย จันทร์เสี้ยวปรากฏขึ้นบนฟากฟ้าไกลมีเมฆสีดำลอยเคลื่อนมาบดบังเป็นบางครั้งแล้วผู้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องอย่างเมิ่งฝานก็ลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความเยือกเย็นพลันปรากฏขึ้นที่นัยน์ตา
“อย่างไรเล่า อดทนไม่ไหวแล้วหรือ?”
ภายในไข่อสูรทมิฬนั้น รั่วสุ่ยอีเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเสียงเบาเพราะนางอยู่กับเมิ่งฝานมาเกือบปีจึงทำให้นางเข้าใจความรู้สึกของเมิ่งฝานในยามนี้เป็นอย่างดีซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่บ่งบอกว่ามีจิตสังหารเกิดขึ้นในหัวใจของเมิ่งฝานนั่นเอง
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ถึงอย่างไรข้าก็ต้องเอาวิชายุทธ์แห่งพลังจิตนั้นมาครอบครองให้จงได้ในเมื่อไม่ยอมให้ดีๆ ...ก็ต้องไปแย่งมา!”
เมื่อเอ่ยออกไปเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ลุกขึ้นยืนแล้วสวมเสื้อคลุมสีดำไว้บนร่างที่เขายอมสละวิชายุทธ์แห่งพลังจิตให้แก่จูเสี้ยวไปเมื่อตอนกลางวันก็เพื่อแผนการสังหารในยามราตรีที่ยากจะมีผู้ใดมาสงสัยนั่นเอง
เขาได้ใช้พลังจิตของตนเองเกาะติดกับจูเสี้ยวไปเล็กน้อยแล้วไม่จำเป็นต้องออกตามหาความรู้สึกของเขาก็บอกได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในทิศทางใด
การสวมชุดคลุมสีดำนั้นเมื่อมองจากภายนอกแล้วจะพบว่ามันกลมกลืนกับความมืดเมิ่งฝานกระตุกยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะผลักประตูออกไป
ทว่าเมื่อเขาออกมานอกห้องรูม่านตาพลันต้องหดเล็กลงด้วยความตกใจเพราะมีคนสวมชุดคลุมสีดำอีกผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความมืดด้วยเช่นกัน
แต่ถึงกระนั้นชุดคลุมสสีดำรัดรูปก็ยังไม่อาจปิดบังสัดส่วนอันงดงามอรชรของอีกฝ่ายได้มันมีส่วนเว้าโค้งน่าหลงใหล ซึ่งเจ้าของใบหน้าที่สวยสดและมีรูปร่างเช่นว่านั้นก็มองเมิ่งฝานด้วยรอยยิ้ม
“ว่าอย่างไร ไม่ไปด้วยกันหรือ?”
หลิงไต้โยว นึกไม่ถึงว่าจะเป็นนาง!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกนัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความตกใจก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านมาทำอันใดที่นี่?”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิงไต้โยวก็หัวเราะออกมาเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด ข้าเองก็เช่นกัน!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยเมิ่งฝานก็กระแอมออกมาจากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คล้ายดั่งประโยคบอกเล่าแกมคำถาม “คืนนี้บรรยากาศไม่เลว ข้าจึงอยากจะออกไปเดินเล่น?”
หลิงไต้โยวหัวเราะคิกคักแล้วเจ้าของใบหน้าอันสวยสดจึงถามกลับเสียงเบา “สวมชุดนี้ออกไปเดินเล่นหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็รู้ดีว่าคงจะไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไปดังนั้นจึงบอกไปอย่างจนปัญญา “ท่านจะไปเพื่ออันใดเล่าขอรับเป็นสตรีผู้หนึ่งแท้ๆ เรื่องการเข่นฆ่าไม่ดีหรอกนะขอรับ”
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกำลังสั่งสอนตนหลิงไต้โยวจึงถลึงตามองเด็กหนุ่มไปชั่วครู่ จากนั้นฝ่ามือสวยก็ขยับพลันมีพลังปราณสีน้ำเงินที่คล้ายดั่งเปลวเพลิงเปล่งประกายขึ้นมาแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “เท่านี้พอหรือไม่? เจ้าเองก็คงจะรู้ดีว่าสตรีแค้นฝังลึกเพียงใด!”
นางอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณ และดูเหมือนว่าจะอยู่ในระดับสามเป็นอย่างต่ำ!
ดูท่าสตรีผู้นี้จะเก็บซ่อนพลังได้ลึกไม่น้อยต่อให้เมิ่งฝานไม่ลงมือนางก็แข็งแกร่งพอที่จะทำให้จูเสี้ยวพิการได้แล้ว เมิ่งฝานส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา“ไปกันเถอะขอรับ!”
เมื่อเอ่ยออกไปเช่นนั้นเขาก็ใช้พลังของยาตราเซียนเหินในทันใดก่อนจะกลืนเข้ากับความมืดในยามราตรีได้เป็นอย่างดีส่วนหลิงไต้โยวที่อยู่ข้างกายนั้นก็หาได้อ่อนแอไม่นางขยับตัวเพียงเล็กน้อยทั้งสองก็หายไปในความมืดที่ฟากฟ้าไกลทันที
......
ความมืดเป็นดั่งสายธารภายในห้องขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองเฉินตู ภายในตกแต่งอย่างสวยสง่า บนเตียงขนาดใหญ่มีสตรีที่รูปลักษณ์ไม่เลวนอนอยู่
หลังจากนั้นเป็นเวลาครึ่งก้านธูปประตูของห้องพลันถูกเปิดออกและผู้ที่เดินเข้ามาก็คือจูเสี้ยวนั่นเอง ร่างของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา ใบหน้าเปื้อนยิ้มจากนั้นจูเสี้ยวก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง
“แม่สาวน้อย ข้ากลับมาแล้ว รีบมาทำให้เหล่าจื่อมีความสุขเร็วเข้า!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจาจูเสี้ยวก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าแล้วคว้าโฉมงามมาไว้ในอ้อมอกฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ไปตามเรือนร่างนาง สตรีผู้นั้นย่นคิ้วด้วยความไม่พอใจพลางยกมือขึ้นปัดป่าย
“หึหึ ยังอ่อนประสบการณ์อยู่สินะ!”
จูเสี้ยวกระตุกยิ้ม ก่อนจะคว้าเข้าที่หน้าอกของโฉมงามแล้วเอ่ยอย่างครุ่นคิด“แต่ถ้าหากเทียบกับหลิงไต้โยวแล้ว..ยังถือว่าห่างชั้นอีกไกล!”
“หลิงไต้โยว?”
หญิงสาวทำปากไม่พอใจนางมองจูเสี้ยวด้วยความไม่สบอารมณ์แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้สนใจเขายังคงเมามายในฤทธิ์สุราจากนั้นก็เอ่ยเสียงเข้ม “สตรีอย่างหลิงไต้โยวผู้นั้นรูปร่างของนาง ท่าทีของนาง หากได้จับมาขึ้นเตียงละก็หึหึ...น่าเสียดายที่นางไม่รักดี แต่ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันข้าจะไปบอกท่านพ่อข้าให้ได้ทราบเมื่อถึงตอนนั้นนางจะต้องตายไปพร้อมกับเจ้าเด็กคนนั้น!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นใบหน้าของจูเสี้ยวก็มีความร้ายอาจอันยากที่จะปิดบังปรากฏขึ้น
การที่โดนเหยียดหยามครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้จูเสี้ยวเดือดดาลเป็นอย่างยิ่งหากไม่ใช่เพราะยำเกรงต่อศักยภาพของเมิ่งฝานเขาคงจะลงมือสังหารไปแล้ว
แต่แล้วในวินาทีต่อมา ขณะที่จูเสี้ยวกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับโฉมงามอยู่นั้นพลันมีเสียงอันราบเรียบดังขึ้น
“พี่หลิง ดูท่าเสน่ห์ของท่านจะไม่เลวเลยนะขอรับ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของจูเสี้ยวก็เปลี่ยนไปเมื่อหันกลับไปด้วยความเหลือเชื่อก็พบว่าในห้องแห่งนี้มีคนนอกปรากฏขึ้นมาอีกสองคน และการสวมใส่ชุดสีดำนั้นก็ทำให้เมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์จึงดูค่อนข้างลึกลับไม่น้อยที่มากไปกว่านั้นคือกลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของทั้งสอง พวกเขาก็คือเมิ่งฝานและหลิงไต้โยวนั่นเอง!
เมื่อมีพลังจิตเกาะติดตัวของอีกฝ่ายเมิ่งฝานจึงสามารถตามมาได้ถึงที่นี่ แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นสวนของบ้านตระกูลจูแต่ภายในก็ไร้ซึ่งจอมยุทธ์ที่เหนือกว่าขั้นเกลาวิญญาณฉะนั้นทั้งสองจึงเข้าถึงตัวของจูเสี้ยวได้
เมื่อได้ยินถึงน้ำเสียงที่น่าสนใจของเมิ่งฝานหลิงไต้โยวก็กระตุกยิ้มแล้วมองไปยังจูเสี้ยวที่อยู่บนเตียง ใบหน้าของนางแดงก่ำและมีจิตสังหารอันน่าสะพรึงปรากฏขึ้นมา
การที่มีคนนอกถึงสองคนอยู่ในห้องโดยไม่ทันได้ตั้งตัวก็ทำให้สตรีที่อยู่บนเตียงส่งเสียงร้องด้วยตกใจออกมาจากนั้นจึงรีบถอยหลังไปอย่างรวดเร็วจูเสี้ยวก็มีอาการเดียวกัน พลังปราณในร่างกายของเขาถาโถมก่อนจะตวาดขึ้นด้วยเสียงอันเยือกเย็น“พวกเจ้าเป็นใคร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “อะไรกันผ่านไปยังไม่ถึงวันก็ลืมพวกข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคยจูเสี้ยวก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ“เจ้าหนู เจ้าเองอย่างนั้นหรือ!”
“ถูกต้อง!”
เมิ่งฝานเดินไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าวพลังปราณมากมายถาโถมขึ้นปิดผนึกอากาศโดยรอบในชั่วพริบตา จิตสังหารพลันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณห้อง
ส่วนหลิงไต้โยวที่ยืนอยู่ข้างกายของเมิ่งฝานก็ย่นคิ้วแล้วเอ่ยเสียงเข้ม“บิดาของเขาเป็นถึงจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวง เจ้าไม่กลัวหรือ?”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า“ถึงอย่างไรก็ต้องกลายเป็นนักโทษของเมืองนี้อยู่แล้วจะให้ล่วงเกินบุตรชายของผู้ที่มีเบื้องหลังเป็นตระกูลใหญ่อีกสักตระกูลจะเป็นไรไปเล่าขอรับ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นรอยยิ้มอันแปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเมิ่งฝาน
จากนั้นฝ่ามือของเมิ่งฝานก็ขยับพลังปราณมากมายถาโถมออกมาจากฝ่ามือ เมื่อขยับก็คล้ายดั่งสายฟ้าฟาด นั่นคือพลังสายธารหลั่งสมุทรของวิชายุทธ์ทะลวงธารานั่นเอง
หากไม่ขยับเป็นดั่งขุนเขาเมื่อขยับเป็นดั่งสายฟ้าฟาด ในชั่วพริบตาต่อมาจิตสังหารก็ถาโถมอยู่ในหัวใจของเมิ่งฝานเมื่อพลังสายธารหลั่งสมุทรถูกปลดปล่อย พลังปราณจึงเข้าปกคลุมจูเสี้ยวเอาไว้ยามราตรีที่สายลมรุนแรงเช่นนี้เหมาะแก่การสังหารเป็นอย่างยิ่ง!