คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    เมื่อเงารัตติกาลถูกไล่ล่า

    [18 มิถุนายน | 19:00 น.]

    ติ๊ง!

    แรงสั่นสะเทือนในจิตใต้สำนึกปลุกอคินให้หลุดจากพะวงแห่งความมืด

    เขาชะงักไปครู่หนึ่ง มือหนารีบควานไปที่สีข้างของตนเองด้วยความตระหนก

    ความเย็นเยียบของกริชอาบยาพิษจากคืนก่อนยังคงสลักลึกอยู่ในความทรงจำ

    แต่สัมผัสที่ปลายนิ้วกลับพบเพียงความเรียบเนียนของผิวเนื้อใต้ชุดพนักงานออฟฟิศที่สะอาดเอี่ยมไร้รอยฉีกขาด

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:57]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 18 มิถุนายน]

     

    อคินถอนหายใจยาวพลางยิ้มอ่อน

    'ระบบนี่... จัดการแผลให้จนหายสนิทอีกแล้วสินะ'

    เขาเข้าใจไปเองว่าสถานภาพ 'อัศวิน' ทำให้เขามีอัตราการฟื้นฟูที่เหนือมนุษย์

    โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังความว่างเปล่านั้น

    คือความเหนื่อยล้าของจิตวิญญาณที่ต้องใช้พลังเวทเยียวยาบาดแผลเหล่านั้นตลอดทั้งวัน

    บนโต๊ะไม้สลัว มามาเลดในร่างแมวส้มนั่งรออยู่ด้วยท่าทางเคร่งขรึม

    ดวงตาพราวระยับของมันจ้องมองอคินราวกับกำลังประเมินบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบผ่านมาตรวัดทางภาษาของระบบ

    "ตื่นแล้วรึ เจ้าอัศวิน"

    มามาเลดเอ่ย

    "ข้ามีเรื่องด่วนต้องแจ้ง ช่วงนี้ท่านเพทายต้องออกเดินทางไกลเพื่อสร้างกำแพงล้อมรอบจักรวรรดิสยาม ภารกิจนี้กินเวลายาวไปจนถึงวันที่ 22 มิถุนายนเลย"

    อคินขมวดคิ้ว

    "สร้างกำแพงขนาดยักษ์งั้นเหรอ? งานใหญ่เลยนะนั่น"

    "ใช่ และเพราะงานใหญ่แบบนี้แหละ เมืองถึงได้ระส่ำระสาย"

    มามาเลดสะบัดหางอย่างใช้ความคิด

    "ช่วงนี้มีข่าวการลอบโจมตีชิงเสบียงจากกลุ่มนอกกฎหมาย กองกำลังสันติบาลและทหารส่วนใหญ่จึงถูกเกณฑ์ไปคุ้มกันคาราวานเสบียงจนแทบไม่เหลือคนเฝ้าเมือง ภาวะสงครามแบบนี้ ทัพหลักไม่อยู่เราก็ต้องช่วยๆ กัน"

    มามาเลดขยับตัวลุกขึ้นยืนบนคานไม้เตรียมตัวจากไป

    "ข้าได้รับคำสั่งให้ไปตรวจตราแนวรับที่ชลบุรี ปลาเผาต้องแยกไปสระแก้ว ส่วนท่านศรีนิลจะดูแลที่ตราด เหลือกำลังสำคัญแค่เจ้า... อคิน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน ข้าอยากให้เจ้าลดการออกไปล่ามอนสเตอร์ข้างนอก แล้วเปลี่ยนมาเตร็ดเตร่ลาดตระเวนเฝ้าระวังภายในเมืองปราจีนบุรีแทน"

    "ลาดตระเวนในเมืองงั้นเหรอ?"

    อคินทวนคำ

    "ถูกต้อง เมื่อวานมีการพบการเคลื่อนไหวแปลกๆ ของกลุ่มคนน่าสงสัย และเมื่อเช้าข้าก็ได้ข่าวการตายของพวกน่าสงสัยในเมืองด้วยเช่นกัน"

    มามาเลดเอ่ยพลางเหลือบมองสีข้างของอคินที่แผลหายดีแล้ว

    "ข้าต้องไปแล้ว รถทหารมารอรับที่หน้าประตูเมืองเพื่อมุ่งหน้าไปชลบุรีแล้วล่ะ ฝากเจ้าดูแลเมืองนี้ในช่วงกลางคืนด้วย"

    สิ้นคำพูด แมวส้มผู้ทรงภูมิก็กระโดดหายลับไปในเงามืด

    ทิ้งให้อคินยืนอยู่กับความเงียบเพียงลำพังชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะพาสหายคู่ใจทั้งสองลงมายังชั้นล่าง

    โบ้เดินตามด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นของหมาไทยหลังอาน ส่วนบัวลอยกระโดดเข้ามานั่งบนไหล่ของอคิน

    กลิ่นซุปที่ป้าเม้ยเคี่ยวทิ้งไว้ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วโรงเตี๊ยม

    อคินนั่งลงกินมื้อค่ำที่ไร้อุณหภูมิอย่างเงียบเชียบ เขารับรู้เพียงรสชาติ แต่กลับไม่รู้สึกถึงความร้อนของน้ำซุปที่กำลังเดือดปุดๆ ในชาม

    "วันนี้เรามีภารกิจใหม่นะโบ้ บัวลอย"

    อคินเอ่ยพลางลูบหัวสหายทั้งสอง

    "โฮ่ง"

    เข้าสุนัขเห่าพร้อมส่งกระแสจิตเข้าในหัวอคินโดยตรง

    (โบ้จะเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องทุกคน)

    "พักบ้างดีนะคะ อคิน ออกล่าทุกวัน ฉันก็เบื่อกลิ่นคาวเลือด"

    บัวลอยเอ่ยเสริม

    ...

    ตลอดทั้งคืนนั้น ตั้งแต่เวลาสองทุ่มตรง อคินในชุดอัศวินขาวที่ผุดผ่องจนตัดกับซากปรักหักพังของเมือง

    นำทีมออกเดินลาดตระเวนไปตามซอกซอยของปราจีนบุรี

    เขาใช้ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมมองฝ่าความมืดสลัวสอดส่องทุกมุมตึก

    คอยระแวดระวังภัยร้ายที่อาจแฝงตัวอยู่ในเงามืด

    โดยหารู้ไม่ว่าการตายของ 'คนน่าสงสัย' เมื่อเช้านี้

    คือผลจากการที่พวกแมวออกไปสะสางบัญชีแค้นให้เขาอย่างเหี้ยมเกรียม ในตอนกลางวันที่เขาไม่เคยได้ตื่นขึ้นมาเห็น

     

     

    [19 มิถุนายน]

    หลังจากการตรวจตราความเรียบร้อยในช่วงหัวค่ำ อคินไม่ได้มุ่งตรงไปยังเขตอันตรายเหมือนทุกวัน

    ทหารและกองสันติบาลที่เบาบางลงจากการไปคุ้มกันคาราวานสร้างกำแพง

    ทำให้ภาระหนักอึ้งตกมาอยู่ที่ไหล่ของอัศวินชุดขาวเพียงคนเดียว

    อคินพาสหายทั้งสองเดินผ่านตรอกแคบๆ ของตลาดเก่า

    แสงจันทร์สาดส่องลงมาทาบชุดเกราะสีขาวจนดูเรืองรองในความมืด

    เขาเห็นคุณยายคนหนึ่งกำลังพยายามลากรถเข็นที่เต็มไปด้วยถังน้ำและตะกร้าผักขึ้นบนทางลาดที่ขรุขระ

    "ให้ผมช่วยนะครับ"

    อคินเอ่ยเสียงนุ่มพลางก้าวเข้าไปประคองรถเข็น

    คุณยายชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่ฝ้าฟางมองดูชายหนุ่มในชุดอัศวินที่ดูสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะเป็นคนในโลกที่ล่มสลายใบนี้

    เธอไม่ได้หวาดกลัวแต่กลับยิ้มออกมา

    "อา... อัศวินสีขาวนี่เอง ขอบใจมากนะพ่อหนุ่ม"

    อคินยิ้มตอบ เขาออกแรงดันรถเข็นเพียงเล็กน้อย ร่างกายที่เปี่ยมด้วยค่าสถานะระดับคลาส 3

    ทำให้งานที่ดูหนักหนาสำหรับมนุษย์ปกติ กลายเป็นเพียงการออกแรงเบาๆ สำหรับเขา

    หลังจากส่งคุณยายถึงที่พัก

    เขายังช่วยซ่อมแซมบานประตูไม้ที่ใกล้จะหลุดออกโดยใช้ทักษะพื้นฐานของอาชีพนักรบที่ระบบ 'จำลอง' มาให้

    ตลอดทั้งคืน วีรกรรมเล็กๆ ของอคินแผ่กระจายไปทั่วเขตเมือง

    เขาช่วยชาวบ้านกลุ่มหนึ่งขนย้ายกระสอบข้าวสารหนักหลายสิบถุงขึ้นไปเก็บไว้บนชั้นสองของตึกแถวเพื่อหนีความชื้น

    โดยมี 'โบ้' คอยช่วยคาบของเล็กๆ น้อยๆ และ 'บัวลอย' คอบนำทางในจุดที่มืดมิด

    เขาพบเด็กน้อยที่หลงทางและกำลังร้องไห้อยู่หลังซากรถบัส

    อคินอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมา ความเย็นจากร่างกายที่ไร้ไออุ่นทำให้เด็กชะงักไปครู่หนึ่ง

    แต่ความอ่อนโยนในน้ำเสียงและการที่เขาหาดอกไม้มาปลอบประโลม

    ทำให้เด็กน้อยสงบลงจนกระทั่งเขาส่งคืนสู่อ้อมกอดของแม่ที่ตามหาด้วยความร้อนรน

    เขาขัดขวางกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังรีดไถเงินจากคนงานก่อสร้างกำแพง

    อคินเพียงแค่ปรากฏตัวออกมาจากเงามืดพร้อมกับแรงกดดันจากเลเวล 80 และดาบแสงพฤกษาที่เรืองแสงวาบ

    พวกนักเลงเหล่านั้นก็วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

    "ขอบพระคุณมากครับท่านอัศวิน!"

    ชายคนงานก้มกราบด้วยความซาบซึ้ง

    อคินรีบประคองเขาขึ้น

    "ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นครับ ผมแค่ทำหน้าที่ของผม... หน้าที่ของอัศวิน"

    ทุกครั้งที่เขาได้รับคำขอบคุณ อคินจะรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่พองโตในอก

    'นี่แหละคือชีวิตที่ฉันใฝ่ฝัน'

    เขาคิดในใจ

    โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าชาวบ้านเหล่านั้นมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ

    พวกเขาสัมผัสได้ว่าร่างของอัศวินคนนี้ไม่มีเสียงหัวใจเต้น ไม่มีไออุ่น และไม่เคยมีเหงื่อไหลแม้จะยกของหนักเพียงใด

    ก่อนจะกลับที่พัก อคินแวะหยุดพักที่ศาลเจ้าเล็กๆ ในซอย เขาพบอาหารชุดใหญ่

    ทั้งข้าวปลาแก้วและนมขวดวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกระดาษเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกว่า 'แด่ท่านอัศวินเสื้อขาว'

    อคินหัวเราะเบาๆ

    "ระบบ... ดูสิ ชาวบ้านเขารักฉันขนาดไหน"

     

    [...อคิน เจ้าทำได้ดีมาก ทุกคนต่างซาบซึ้งในสิ่งที่เจ้าทำ...]

     

    เสียงของระบบสั่นเครือเล็กน้อย สิ่งที่อยู่หลังหน้าต่างสีฟ้านั้นมองภาพอคินผ่านจอระบบด้วยความเศร้าสร้อย

    เขาเห็นอคินหยิบอาหารเหล่านั้นขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย

    แม้อคินจะบอกว่ามัน 'รสชาติดีมาก' แต่เขารู้ดีว่าอคินรับรู้เพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น

    "พรุ่งนี้เรามาทำความดีกันต่อเนอะโบ้"

    อคินกล่าวพลางลูบหัวสุนัขคู่ใจ ก่อนจะเดินกลับโรงเตี๊ยมด้วยความอิ่มเอมใจ

    โดยหารู้ไม่ว่าเงามืดของ 'แคลนมืออสรพิษ' กำลังจับจ้องเขาจากมุมมืด

    และพวกมันไม่ได้มาเพื่อขอความช่วยเหลือเหมือนชาวบ้านเหล่านั้น

    [20 มิถุนายน | 01:30 น.]

    ท่ามกลางซากปรักหักพังของคลังสินค้าเก่าที่อาบชโลมด้วยแสงจันทร์สีเงิน

    ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเดินอย่างมั่นคงผ่านกองขยะและเศษปูน

    อคิน ผู้ที่ชาวบ้านแถบนี้เล่าลือกันว่าเป็น ‘อัศวินขาวผู้พิทักษ์รัตติกาล’

    ทว่าหากมองให้ดีในระยะประชิด ภาพที่ปรากฏกลับชวนให้รู้สึกประหลาดพิกล

    อคินสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาดสะอ้าน เสื้อตัวเดียวกับที่เขาเคยใส่ไปทำงานในออฟฟิศก่อนวันที่โลกจะล่มสลาย

    ทับด้วยเกราะหนังสีน้ำตาลซีดที่ดูเก่าคร่ำคร่า

    รอยขาดวิ่นตามขอบเกราะและรอยขีดข่วนลึกจากการปะทะกับอสุรกายดูขัดกับความขาวสะอาดของเสื้อตัวในอย่างน่าฉงน

    สำหรับอคิน เขาเชื่อว่านี่คือชุดเกราะที่ ‘ระบบ’ มอบให้เพื่อบ่งบอกยศอัศวิน

    แต่สำหรับคนนอกที่มองมา มันกลับดูเหมือนวิญญาณพนักงานออฟฟิศที่ยังไปไม่ถึงสุคติและพยายามสวมบทบาทเป็นนักรบ

    “จุดอับสายตาหลังโกดัง... พิกัดนี้แหละที่ระบบบอกว่ามีสัญญาณผิดปกติ”

    อคินพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาดังกังวานผิดปกติในความเงียบสงัด

    เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ความมั่นใจจากวีรกรรมตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้สัญชาตญาณบางอย่างทื่อลง

    ภายใต้ฝ่าเท้าที่ย่ำลงบนพื้นคอนกรีตแตก รอยแยกของปูนเริ่มมีประกายไฟเวทมนตร์สีม่วงถักทอเป็นร่างแหอย่างรวดเร็ว

    “หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ... ท่านเจ้าที่”

    เสียงแหบพร่าเย็นเยียบดังขึ้นจากยอดตึกที่พังทลาย

    สิ้นเสียงนั้น พื้นคอนกรีตที่ควรจะแข็งกระด้างกลับสว่างวาบด้วยวงจรเวทมนตร์สีม่วงคล้ำที่ถักทอเป็นลวดลายสลับซับซ้อน

    อคินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง

    ร่างกายที่เคยเบาสบายและทรงพลังกลับหนักอึ้งขึ้นมาฉับพลันราวกับถูกตรึงด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น

    “อึก... นี่มันอะไรกัน!”

    อคินทรุดเข่าลง ความเจ็บปวดสายหนึ่งกระชากเข้าที่แกนกลางหน้าอก

    มันไม่ใช่ความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อหรือกระดูก

    แต่มันเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังพยายามล้วงเข้าไปกระชาก ‘อะไรบางอย่าง’ ที่อยู่ลึกที่สุดในตัวเขาออกมา

    เขารู้สึกถึงความสั่นคลอนในระดับจิตวิญญาณ ราวกับร่างมนุษย์ที่เขาเป็นอยู่นี้เป็นเพียงเปลือกนอกที่กำลังจะหลุดลอก

     

    [คำเตือนร้ายแรง! ตรวจพบสนามพลัง 'กรงขังพันธนาการวิญญาณ'...]

    [อคิน! เจ้าโง่! มัวทำอะไรอยู่! รีบหนีออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้!]

     

    หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้า ข้อความที่ปรากฏดูจะร้อนรนและมีบุคลิกที่ 'ดิบ' กว่าทุกครั้ง

    แต่มันกลับทำให้อคินรู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ระบบมักจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอในยามวิกฤต

    ราวกับเป็นเพื่อนคนเดียวที่รู้จักเขาดีที่สุดในโลกที่พังทลายนี้

    “ขยับไม่ได้... แรงมัน...”

    อคินพยายามขยับแขน แต่ควันสีม่วงที่พุ่งขึ้นมาเป็นซี่กรงกลับดูดกลืนเรี่ยวแรงของเขาไปจนหมด

    นักฆ่าในชุดคลุมสีทมิฬห้าคนปรากฏตัวขึ้นจากเงาจันทร์

    พวกมันไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขาในทันที แต่กลับกระจายตัวเข้าหาโบ้และบัวลอย สหายร่วมรบที่ยืนอยู่นอกวงรัศมีวงจรเวท

    “อย่าแตะต้องพวกเขา!”

    อคินคำราม มือขวาเรียกใช้คำสั่งคลังสมบัติ สัมผัสของด้ามดาบปรากฏขึ้นในมือ

    แต่มันกลับไม่ใช่ ‘ดาบศักดิ์สิทธิ์’ อย่างที่เขาจินตนาการ มันคือ ‘ดาบเหล็กมาตรฐาน’ ที่เขาซื้อจากตลาดมืดเมื่อวันก่อน

    เปรี้ยะ!

    ยังไม่ทันที่เขาจะตวัดดาบ รอยร้าวสีดำก็ลามไปทั่วตัวใบดาบ

    ความเข้มข้นของพลังเวทของเขานั้นมหาศาลเกินกว่าที่อาวุธระดับต่ำจะรองรับไหว

    ยิ่งถูกแรงกดดันจากกรงขังวิญญาณบีบคั้น อาวุธราคาถูกก็ถึงขีดจำกัดทันที

    “ให้ตายสิ! ของเลียนแบบพวกนี้มันทนทานไม่เท่าของที่ระบบมอบให้จริงๆ ด้วย!”

    อคินสบถ เขาไม่รู้เลยว่าอาวุธเหล่านี้ไม่ได้พังเพราะคุณภาพ

    แต่เป็นเพราะ ‘ร่างพลังงาน’ ของเขาไม่เสถียรพอจะส่งผ่านพลังลงสู่เนื้อเหล็กปกติ

    “บัวลอย! พรางตัว!”

    เขาตะโกนสั่ง

    แมวสามสีพยักหน้า ร่างของเธอกำลังจะเลือนหายไปในเงามืดตามทักษะนักฆ่าที่เชี่ยวชาญ

    ทว่าหนึ่งในกลุ่มล่าสังหารกลับชูโหลแก้วลงอาคมขึ้น

    แสงสีขาวนวลจากโหลนั้นฉายวาบไปทั่วบริเวณ แสงที่ดูสะอาดสะอ้านนั้นกลับทำหน้าที่ดุจกาวตราศิลา

    มันกระชากร่างของบัวลอยที่กำลังจะจมลงในเงาให้กลับมาสู่โลกความจริงอย่างโหดร้าย

    “อา... พลังเวทของฉัน...”

    บัวลอยคราง แววตาที่เคยขี้เล่นกลับซีดเผือด

    เธอถูกพันธนาการด้วยโซ่แสงที่ดูดซับพลังเวทอย่างรวดเร็ว

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน