ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 ไล่ฆ่าในป่าเขา

            ยามที่หนทางด้านหน้าอันตรายประสบการณ์ที่เฟื่องฟูบางครั้งสำคัญกว่าพละกำลังเสียอีก

            แต่เดิมตู้เซ่าฝู่ไม่ได้มีประสบการณ์ใดๆทว่าช่วงที่ผ่านมานี้ได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้นเยอะมากตู้เซ่าฝู่รู้สึกขอบคุณสำหรับการปรากฏตัวของสตรีคนงามยอดฝีมือนางนั้นไม่รู้ว่าขณะนี้นางยังคงอยู่ที่เทือกเขาอสุรกายแห่งนี้หรือไม่

            “มีอสูรไล่ตามมารีบหนีเร็ว”

            ตู้เซ่าฝู่ยิ้มบางๆเขาพุ่งกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ สีหน้ารีบร้อนเขาเคลื่อนไหวผ่านไปทางกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวอย่างรวดเร็ว

            “อสูร”

            คนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวทั้งห้าคนเมื่อได้ยินเสียงคนตะโกนว่าอสูร ก็รีบหันหน้ากลับไปอย่างระมัดระวังและตั้งท่าป้องกัน ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนมีบุรุษคนหนึ่งตะโกนถามว่า “เจ้าหนู มีอสูรที่ไหน?”

            “ด้านหลังด้านหลังมีอสูร...”

            ตู้เซ่าฝู่วิ่งไปทางบุรุษห้าคนนั้นด้วยสีหน้าร้อนใจและตื่นตระหนก

            “ด้านหลังมีอสูรที่ไหนกัน...”

            บุรุษร่างยักษ์ที่กำลังพูดอ้าปากพูดยังไม่ทันจบตู้เซ่าฝู่ก็ปรากฏอยู่ด้านหน้าเขาแล้ว ในมือตู้เซ่าฝู่ร่ายพลังเกิดแสงเย็นห่อหุ้มมือ เขาคว้าจิกไปที่บริเวณลำคออย่างรวดเร็วดั่งฟ้าแลบทำให้คำพูดที่บุรุษร่างยักษ์คนนั้นจะพูดหยุดอยู่ที่กลางลำคอ

            หลังจากจัดการนักล่าอสูรไปได้คนหนึ่งสีหน้าที่ตื่นตระหนกของตู้เซ่าฝู่ก็กลายเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือกเขาดึงมือกลับมาตั้งท่า จากนั้นก็กำหมัดเหวี่ยงไปที่กลางอกของนักล่าอสูรคนที่สองต่อมาก็ส่งพลังปราณไปห่อหุ้มหมัดด้านซ้ายปล่อยหมัดพลังคลื่นพลังที่น่าอัศจรรย์ใส่ไปที่หน้าอกของนักล่าอสูรคนที่สาม

            “ปึงๆๆ!”

            เกิดการกระทบกระทั่งเสียงดังสนั่นหมัดหนึ่งทำให้นักล่าอสูรคนที่สามกระเด็นถอยหลังลอยไปไกลอีกหมัดหนึ่งทำให้นักล่าอสูรคนที่สองล้มกระแทกพื้นกลางอกของเขายังมีมีดสั้นปักอยู่ด้วย บริเวณรอบร่างของเขามีโลหิตไหลนองออกมา

            มีดสั้นนั้นมาจากคนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวที่ตู้เซ่าฝู่ปลิดชีพไปเมื่อวานเขาใช้เวลาเพียงน้อยนิดก็จัดการนักล่าอสูรไปได้สามคนไล่จัดการตามอันดับเหมือนเรียงแถวความเร็วไวดั่งฟ้าแลบไวมากจนเป้าหมายตั้งตัวได้ไม่ทัน

            “เจ้าคือใคร...เจ้าคือคนฆ่าหัวหน้ากลุ่มสามใช่หรือไม่...”

            หลังจากนั้นไม่นานนักล่าอสูรของกลุ่มเสือดาวขาวที่เหลืออีกสองคนก็ตั้งตัวได้สติขึ้นมา

            “ปึง!”

            ทว่ากว่าจะไหวตัวได้ก็สายไปเสียแล้วเสียงโจมตีดังสนั่น บุรุษร่างยักษ์คนหนึ่งตัวลอยกระเด็นถอยหลังอยู่บนฟ้าในปากพ่นเลือดกระฉูดออกมา

            สุดท้ายตู้เซ่าฝู่ก็เข้าใกล้บุรุษร่างยักษ์ที่เหลืออยู่คนสุดท้ายเขาทำสีหน้าเคร่งขรึม แววตาโหดเหี้ยม พูดด้วยเสียงต่ำว่า“กลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวมีทั้งหมดกี่คน มีกี่คนที่เป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาหัวหน้ากลุ่มสองและหัวหน้ากลุ่มใหญ่ฌานอยู่ในระดับขั้นใด?”

            “กลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวของพวกข้ามีสมาชิกมากกว่าร้อยคนมีผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาห้าคน หัวหน้ากลุ่มสองอยู่ในขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งส่วนหัวหน้ากลุ่มใหญ่อยู่ในขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์แล้วเจ้าบังอาจฆ่าคนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวเจ้าไม่มีทางมีชีวิตรอดออกจากเทือกเขาอสุรกายแน่”

            บุรุษร่างยักษ์มองตู้เซ่าฝู่ลำตัวสั่นเบาๆ ด้วยความกลัวคำพูดที่เขากล่าวออกไปทำเพื่อเรียกความกล้าให้กับตัวเอง จู่ๆเขาก็ใช้มือขวาล้วงเข้าไปในเสื้อทางหน้าอกแล้วหยิบนกหวีดออกมาจากนั้นวางมันที่ปากเป่ามันจนเกิดเสียงแหลมดังขึ้นในทันที

            “รอให้เจ้าเรียกสหายของเจ้าอยู่พอดี”

            ตู้เซ่าฝู่ยิ้มด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์เขากระโจนเข้าไปหานักล่าอสูรที่ยังเหลือรอดอยู่แค่ตัวคนเดียวเขาเริ่มปล่อยพลังปราณให้ไหลเวียน จากนั้นก็ปล่อยหมัดไปอีกครั้งต่อยไปที่กลางอกของบุรุษคนนั้น แม้ชายคนนั้นจะเห็นว่าหมัดถูกส่งเข้ามาหาทว่าก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะหลบได้ เมื่อแรงหมัดกระแทกโดนที่อกของเขาก็เกิดเสียงหักร้าวเสียงดังของซี่โครงอวัยวะในร่างทุกส่วนของเขาก็ได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย แตกหักบดขยี้จนยับเยิน

            หลังจากสังหารนักล่าอสูรของกลุ่มเสือดาวขาวคนสุดท้ายที่พบได้แล้วตู้เซ่าฝู่ก็รีบเข้าไปค้นตัวทั้งห้าคนนั้น เสียดายที่ไม่พบยาวิเศษที่เขาต้องการจึงรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย

            ยาวิเศษทุกชนิดล้วนมีมูลค่ามหาศาลบุรุษห้าคนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งสักเท่าไรตำแหน่งที่อยู่ในกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวก็ไม่สูงสักเท่าไรดังนั้นยาวิเศษที่พบในเทือกเขาอสุรกายคงไม่ตกอยู่ในมือของพวกเขา

            ตู้เซ่าฝู่ลากร่างไร้วิญญาณของทั้งห้าคนมากองด้วยกันให้เรียบร้อยเมื่อตู้เซ่าฝู่มองดูบริเวณรอบๆ ป่าทึบ พบว่ามีเงาตะคุ่มๆของคนเหาะมุ่งมาทางเขาทั่วทุกสารทิศจากไกลๆ

            จากคำบอกกล่าวของบุรุษที่ตู้เซ่าฝู่เพิ่งปลิดชีพไปคนสุดท้ายทำให้เขารู้ว่ากลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวมีผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาทั้งหมดห้าคนเขาสังหารไปแล้วหนึ่ง ขณะนี้เหลืออีกสี่คนหัวหน้ากลุ่มสองมีฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งหัวหน้ากลุ่มใหญ่มีฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์ หากถูกล้อมผลที่ตามมาน่าจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร

            “กลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาว”

            ตู้เซ่าฝู่บ่นพึมพำกับตัวเองสีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นรีบหมุนตัวหนีออกไปจากบริเวณนั้น

            กลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวกว่าร้อยคนกำลังควานหาตัวตู้เซ่าฝู่เขาต้องหาวิธีหลบหนีไปให้ได้ คนที่อยู่โดยรอบถูกเรียกมาที่นี่ทั้งหมดแล้วเช่นนี้เขาจึงหนีไปได้สะดวก นี่คือกลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิมรูปแบบหนึ่ง

            ก่อนที่คนจำนวนมากจะมาปรากฏในสถานที่เกิดเหตุเมื่อสักครู่นี้ตู้เซ่าฝู่ก็เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้อำพรางตัวเองไปเสียก่อนแล้ว

            “นายท่านรองคนของพวกเราถูกฆ่า”

            หลังจากนั้นคนกว่าสามสิบคนก็มองไปทางบุรุษอ้วนคนหนึ่งด้วยท่าทางเคารพนบนอบ

            บุรุษอ้วนคนนั้นสีหน้าเคร่งเครียดเขาก้มตัวลงไปนั่งยองๆ ตรวจร่างของบุรุษยักษ์ทั้งห้าคนที่เป็นพรรคพวกของเขาจากนั้นสีหน้าก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น กล่าวว่า“ผู้ลงมือจะต้องเป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาแน่นอนร่องรอยบาดแผลคล้ายกับของหัวหน้ากลุ่มสาม ต้องเป็นเจ้าหนุ่มคนนั้นแน่เจ้าบ้านั่นยังอยู่ใกล้ๆ ตามมันไป ต้องจับมันมาสับเป็นชิ้นๆ ให้ได้!”

            ในเวลาช่วงโพล้เพล้บริเวณที่วางศพของชายห้าคนในป่าทึบ รอบๆ ไม่ได้มีร่องรอยจากการต่อสู้ผู้ลงมือลงมือได้เฉียบขาดมาก ในเวลาอันสั้นก็จัดการไปได้แล้วห้าคน

            “ไอ้สารเลวนั่นทุกคนหา ต้องหาเจ้าเลวนั่นให้พบให้ได้”

            บุรุษร่างอ้วนใหญ่คนนั้นตะโกนออกคำสั่งสีหน้าเครียดโกรธแค้นจนถึงขีดสุด แววตาเต็มไปด้วยแรงอาฆาต

            ช่วงเวลาโพล้เพล้สีห้วงนภาเริ่มมืดครึ้มในป่าทึบเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความโกรธแค้นลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ

            “บ้าเอ๊ย ประกาศออกไปไอ้เด็กบ้านั่นขโมย ‘วิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะ’ ของพวกเรากลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวไป ข้าจะบีบมันให้จนมุมไม่มีทางหนีรอดไม่มีที่ให้หลบไปเลย” มีร่างนักล่าอสูรของกลุ่มเสือดาวขาวจำนวนหนึ่งกองอยู่ข้างทางบุรุษตัวอ้วนใหญ่คนนั้นคำรามอย่างโมโห

            จากนั้นไม่กี่วันต่อมาเทือกเขาบริเวณรอบๆ ก็มีการแพร่กระจายข่าวสารอันน่าตะลึงตกใจออกไปว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งขโมย “วิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะ”ของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวไปและมีคนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวหลายคนสิ้นชีพเพราะน้ำมือของเด็กชายคนนั้นเขาเคลื่อนไหวไปมาได้รวดเร็วอย่างกับภูตผีกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวต่างหวาดกลัวระส่ำระสายกัน

            “ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กหนุ่มนั่นมาจากไหนกล้าไปมีเรื่องกับกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวด้วย”

            “เฝ่ยหลงกับโซ่วหู่ของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวไม่สมควรไปมีเรื่องด้วยเลยแค่เด็กหนุ่มคนเดียวจะแข็งแกร่งกว่าพวกเขาได้อย่างไร”

            “ได้ยินว่าหนุ่มน้อยคนนั้นก็อยู่ขั้นเบิกนภาแล้วน่าจะเป็นผู้สืบทอดของสำนักหรือพรรคใหญ่มิเช่นนั้นคงไม่กล้ามีเรื่องกับกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวหรอกแต่อย่างไรคราวนี้กลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวเสียหน้าหน้าแตกยับเยินไปแล้ว”

            “หากพวกเราได้พบเข้าหนุ่มคนนั้นก็น่าจะจัดการเขาเหมือนกันนะ เพราะวิทยายุทธขั้นพลิ้วไหวก็ร้ายกาจมากแล้ว”

            “ได้ยินว่าโซ่วหู่ไปช่องเขาจิตพิภพแล้วมีข่าวร่ำลือว่าพลังจิตของที่นั่นรุนแรงมากเหมือนว่ายาวิเศษขั้นสูงกำลังจะถือกำเนิดขึ้นแล้ว”

            “ยาวิเศษขั้นสูงเป็นมหาสมบัติที่ล้ำค่ามากๆ พวกเราก็ไปดูกันเถิดไม่แน่ว่าโอกาสครั้งนี้จะเป็นของพวกเรา”

            ในบริเวณรอบเทือกเขาได้ยินเสียงกลุ่มคนพูดคุยกันอยู่ประปรายหัวข้อสนทนาของพวกเขาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเจ้าหนุ่มลึกลับกับกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาว

            “ยาวิเศษขั้นสูง”

            ตู้เซ่าฝู่ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเดินออกมาจากที่ซ่อนตัวแววตาของเขาเป็นประกายการฝึกร่างตามที่วิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองจำเป็นต้องใช้ยาวิเศษจำนวนมากระดับขั้นของยาวิเศษยิ่งสูง ฤทธิ์ของมันก็ยิ่งได้ผลดียิ่งขึ้น

            “แต่ก็อันตรายและเสี่ยงมากๆ”

            ตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้ว กลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวปล่อยข่าวลือไปว่าเขาขโมย“วิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะ” ไป วิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะ สามารถช่วยกระตุ้นชีพจรลมปราณเป็นวิทยายุทธของผู้ฝึกฌานในขั้นชีพจรพลิ้วไหวราคาของวิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะเองก็มีค่ามากเหลือหลายพอทำให้นักล่าอสูรและนักล่าสมบัติที่อยู่ที่นี่ต่างอยากลงมือจัดการเขากัน

            หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่ปรากฏตัวในที่แจ้งไม่นานครู่เดียวเขาก็หายตัววับไปไม่เห็นเงาของเขาอีก

            ตะวันกำลังอัสดงแสงอาทิตย์เหลือเพียงน้อยนิดลอดผ่านจากกลีบเขา ท้องนภาแต่งแต้มด้วยสีแสดไปครึ่งฟ้า

            “เจ้าหมอนั่นอยู่ข้างหน้ารีบตามไปเร็ว”

            “เจ้าเด็กนั่นมีวิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะอยู่กับตัวอย่าให้เขาหนีไป”

            บริเวณขอบเทือกเขาอสุรกายอันเงียบสงบในยามโพล้เพล้จู่ๆ ก็มีเสียงหมู่คนตะโกนไล่ฆ่าคนดังออกมา เกิดเป็นเสียงดังทั่วป่าบริเวณนั้น

            “เจ้าบ้านั่นอันตรายจริงๆ”

            ตู้เซ่าฝู่วิ่งนำหน้าฝูงชนรีบร้อนอย่างเอาเป็นเอาตายในปากก็งึมงำด่าคนพวกนั้นเบาๆ ระหว่างทางก็ถ่มน้ำลายใส่พุ่มไม้ข้างทาง เขาขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียดคิดไม่ถึงว่าก่อนหน้าเพิ่งสังหารคนของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวไปจำนวนหนึ่งก็มีคนที่อยู่ใกล้ๆ ปรากฏตัวขึ้นมา สุดท้ายเลยต้องมาถูกคนไล่ฆ่าเช่นนี้

            “เจ้าเด็กบ้าจะหนีไปไหน วันนี้แกตายแน่!”

            มีบุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งรูปร่างอ้วนท้วมทว่าความเร็วเร็วมากจนน่ากลัว เขายิ้มด้วยสีหน้าร้ายกาจ เขาไล่ตามตู้เซ่าฝู่ไปร้องตะโกนขู่ไป ด้านหลังมีเงาของคนจำนวนมากตะโกนเรียก และไล่ฆ่าตู้เซ่าฝู่จนเกิดความวุ่นวายในแนวเขาบริเวณนั้น

            ตู้เซ่าฝู่ไม่กล้าช้าหากถูกรุมโจมตีเขาต้องแย่แน่ ว่ากันว่ามีสองหมัดอย่างไรก็ต่อยชนะคนสี่คนได้ยาก

            บุรุษอ้วนท้วมคนนั้นหรี่ตามองเงาของเด็กหนุ่มที่หนีไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเพราะความเร็วของเด็กนั่นเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้

            “ดูสิว่าเจ้าจะหนีไปไหนบาทามังกร!”

            บุรุษอ้วนท้วมคนนั้นสูดหายใจแล้วพ่นปล่อยพลังปราณออกมารอบร่างของเขามือและเท้าของเขามีพลังปราณพุ่งออกมาจากนั้นร่างของเขาเหมือนได้รับพลังส่งมาช่วยจากสวรรค์ อยู่ดีๆความเร็วก็เพิ่มขึ้นเท่าตัว พุ่งนำหน้าขึ้นมาตามตู้เซ่าฝู่ทันระยะห่างของพวกเขาใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ

            “วิทยายุทธวิชากาย”

            ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ถึงลมแรงพุ่งมาจากด้านหลังจึงรีบหันหลังไปมอง เขาตกใจมากพบว่าบุรุษอ้วนท้วมคนนั้นใช้วิทยายุทธวิชากายชนิดหนึ่งทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวรอบตัวของตู้เซ่าฝู่เริ่มมีประกายแสงสีเหลืองทองอ่อนๆ จากนั้นความเร็วของตู้เซ่าฝู่ก็เพิ่มขึ้นมากทำให้รักษาระยะหนีได้ จึงรีบมุ่งไปทิศทางที่ออกจากเทือกเขา

            สองคนนี้ไล่ตามกันคนหนึ่งไล่ตามอีกคนหนึ่งคนมากมายที่อยู่ด้านหลังร้องตะโกนข่มขู่ดังสนั่นทั่วแนวเขาทว่าไม่มีใครที่มีความเร็วสู้บุรุษอ้วนท้วมวัยกลางคนคนนั้นได้ หลังจากนั้น จึงเหลือแค่ชายคนนั้นที่ไล่ตามตู้เซ่าฝู่มาติดๆ

            “เจ้าหนูต่อให้เหาะได้วันนี้ก็หนีไม่รอดแล้ว”

            หลังจากนั้นครึ่งชั่วยามบุรุษอ้วนท้วมวัยกลางคนคนนั้นตามตู้เซ่าฝู่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆสีหน้าของเขาเปี่ยมล้นด้วยจิตอาฆาต เขาสะบัดแขน ใช้กำหมัดเป็นแรงส่งพลังปราณเกิดเป็นเส้นพลังสี่สายพุ่งไปหาหลังของตู้เซ่าฝู่

            ตู้เซ่าฝู่รู้สึกถึงคลื่นพลังที่ส่งมาจากด้านหลังจึงหันหลังไป รวบรวมพลังปราณไว้ที่มือขวาจากนั้นปล่อยพลังคลื่นหมัดเพื่อต้านพลังปราณที่บุรุษคนนั้นโจมตีมา