ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายท้ายหมู่บ้าน

    67. นางร้ายโกรธแย้วนะ (ಠ⁠ω⁠ಠ)

    หนิงหนิงผู้คิดว่าคงมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ชอบพูดแบบนี้ แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าชายหนุ่มเองก็เป็นประเภทเดียวกัน เป็นพวกชอบพูดให้คนอื่นเข้าใจผิดอย่างพวกชาหรือดอกไม้ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นการล้อเล่นกันก็เถอะ เพียงแต่พี่คนงามอย่างน้อยก็ช่วยรักษาภาพลักษณ์ของนางสักหน่อยเถอะ ก่อนที่ภาพลักษณ์ของนางจะไม่เหลือ

    “เลิกโกหกได้แล้วข้าไม่เชื่อหรอกว่าพี่สาวจะทำเช่นนั้น ต้องเป็นท่านที่บังคับนางแน่ๆ” หนิงหลงมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าไม่เชื่อ เขาไม่มีทางยอมรับหรอกว่าพี่สาวคนนั้นจะเป็นคนรังแกอีกฝ่ายจริงๆ ถึงแม้ว่านางจะชอบมองหนุ่มรูปงาม แต่นางไม่มีทางล่วงเกินฝ่ายตรงข้ามแน่ๆ

    “ข้าก็พูดความจริงแล้ว แต่เจ้าไม่ยอมเชื่อข้าเองนิ” ชิงหลงยังคงยืนยันคำเดิม เพราะสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง ถึงแม้ว่าช่วงหลังจะเป็นเขาที่รังแกนางก็เถอะ แต่คนเริ่มมันก็คือนาง ดังนั้นเขาไม่ได้พูดโกหกนิจริงไหม

    “เจ้าโกหก!!”

    “ข้าไม่ได้พูดโกหก อีกอย่างพูดจาให้มันดีๆ หน่อยๆ ข้าเป็นพี่เขยเจ้าน่ะ”

    “พี่เขยแบบเจ้าข้าไม่อยากได้หรอก ฮึ”

    “เฮ่ออย่าพูดเช่นนี้สิ ไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นคนสนับสนุนข้าเองหรอกหรือ แลกกับการ...น่ะ”

    “แลกกับอะไรหรือ?”

    “...!!!” เมื่อเด็กน้อยได้ยินอันแหบแห้งของพี่สาวเขาก็ตกใจ ไม่ใช่ตกใจเสียงแต่เป็นเรื่องที่นางยืนฟังพวกตนพูดกันมานานเท่าใดแล้ว

    “พะพี่หญิง”

    “หนิงเอ๋อร์เจ้าตื่นแล้วหรือ” ชายหนุ่มรีบหันไปหญิงสาวที่มายืนข้างๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ด้วยความตกใจ เพราะไม่รู้ว่านางได้ยินไปมากแค่ไหนแล้ว

    “ว่าอย่างไรล่ะ แลกกับอะไรหรือ? เสี่ยวหลงเจ้าพอจะบอกพี่ได้หรือไม่” นางมองเขาด้วยรอยยิ้ม หากแต่หนิงหลงกับรู้สึกว่ารอยยิ้มนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน

    “คะคือ..”

    “^^”

    “หนิงเอ๋อร์พี่แค่พูดเล่นกับเสี่ยวหลงเท่านั้นไม่ได้มีอันใดหรอก” ชิงหลงรีบช่วยน้องภรรยาพูดแก้ตัว ไม่อย่างนั้นตัวเขาเองก็คงจะหนีไม่พ้นบทลงโทษเช่นกัน

    “ชะใช่ พี่หญิงพูดข้าเพียงแค่พูดหยอกเล่นกันเฉยๆ”

    “จริงๆ”

    “ใช่แล้ว/ขอรับ”

    “อื้อ...ถ้างั้นที่บอกอุตส่าห์ไว้ใจให้เขาดูแลพี่ล่ะ มันหมายความว่าอันใดหรือเสี่ยวหลง หืม?”

    “เอ่อ...” หนิงหลงเริ่มเหงื่อตกกับคำถามของหญิงสาว เพราะจะให้ตนพูดว่าเขาขายนางเพื่อแลกกับเส้นสายในเมืองหลวงก็คงจะไม่ได้ หรือเรื่องที่เขาโดนล่อซื้อด้วยสินสอดอันมากมายก็คงจะไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่ว่าจะอันไหนเขาก็คงจบที่โดนไล่ไปนอนนอกบ้านแน่นอน

    “หนิงเอ๋อร์พี่ว่าตอนนี้ก็เย็นแล้วทำไมพวกเราไม่ไปกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยคุยกันละ” ชิงหลงผู้เห็นว่าถ้าขืนปล่อยไว้ต่อไปคงจะแย่ เขาเลยพยายามหาทางบ่ายเบี่ยงเรื่องนี้ไปก่อน อย่างน้อยก็ขอยืดเวลาออกไปสักหน่อยได้ก็ยังดี พวกเขาจะได้มีเวลาเตรียมตัว

    “อื้อ...เอางั้นก็ได้ แต่ข้าหวังว่าหลังมื้อเย็นพวกท่านจะมีคำตอบให้ข้านะ” หนิงหนิงเห็นด้วยกับความคิดของชายหนุ่ม เพราะนางเองก็เริ่มหิวแล้วเช่นกัน จะว่าไงดีล่ะ นางไม่ได้กินข้าวมาสองมื้อแล้วทั้งมื้อเช้าและมื้อเที่ยง ไหนจะโดนชายหนุ่มรังแกอีกตลอดทั้งบ่าย เรียกได้ว่าตอนนี้นางหิวสุดๆ เลยก็ว่าได้

    “แน่นอนพวกข้าไม่โกหกเจ้าหรอก”

    “งั้นก็ดี” ว่าจบหญิงสาวก็เดินออกไปก่อน ทิ้งให้สองหนุ่มหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่มองตามหลังด้วยความหวาดกลัว

    “พี่เขยข้ารู้ว่าครั้งนี้ข้าต้องโดนไล่ออกจากบ้านแน่” หนิงหลงพูดออกด้วยความกังวล เขาลืมไปแล้วเมื่อกี้ตนยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะคำพูดของชายหนุ่มที่ตนเรียกว่าพี่เขย

    “เฮ่ออะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแหละ ไม่ต้องห่วงหรอกหากนางไล่เจ้าออกจากบ้านจริง ข้าจะพาเจ้าไปพักอยู่ที่บ้านของข้าก่อน รอนางหายโกรธแล้วเจ้าค่อยกลับมาก็ได้” ชิงหลงตบไหล่เบาๆเพื่อให้กำลังใจน้องภรรยา ราวกับว่าไม่ว่ายังไงตนก็คงไม่มีทางโดนไล่ออกจากบ้านแน่ แต่เขาไม่รู้เลยว่าตนเองก็โดนไม่ต่างจากเด็กน้อยเท่าใดนัก

    “....” หนิงหลง


    ที่ห้องอาหาร

    หลังจากที่หนิงหนิงเดินเข้ามานั่งในห้องได้สักพักคนอื่นๆ ก็ตามเข้ามา ชิงหลงเดินไปนั่งลงข้างนางอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนด้านขวาก็เป็นน้องชายของนาง เมื่อทุกคนนั่งลงที่โต๊ะแล้ว เหล่าข้ารับใช้ที่รออยู่ก็ยกอาหารมาตั้งโต๊ะ จากนั้นพวกเขาก็ออกไปกินข้าวที่ห้องครัว ยกเว้นแค่สองพี่น้องฝาแฝดที่ได้นั่งร่วมโต๊ะ

    “พี่หญิงข้าจำได้ว่าท่านชอบซุปปลานี่ไม่ใช่หรือ” เด็กน้อยตักซุปปลาใส่ถ้วยส่งให้หญิงสาว

    “...” หนิงหนิง

    “หนิงเอ๋อร์เจ้าลองชิมกระต่ายผัดเผ็ดนี่ดูรสชาติไม่เลวเลย” ชายหนุ่มคีบเนื้อกระต่ายใส่ชามนาง

    “ขอบคุณพี่ชิงหลง”

    “ไม่เป็นไรระหว่างพวกเราไม่จำเป็นต้องขอบคุณ^^”

    “-_-”

    “^_^w”

    ในระหว่างมื้ออาหาร ทั้งสองต่างก็คอยเอาใจหญิงสาว เพื่อหวังว่านางจะคลายความโกรธลงไปได้บ้าง แต่ก็น่าเชื่อเสียดายที่นางเอาแต่สนใจแค่เรื่องกิน จึงไม่ได้สนใจพวกเขามากนัก


    หลังจบมื้อเย็นหนิงหนิงผู้ซึ่งอิ่มท้องแล้ว นางกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ ในขณะที่รอชายหนุ่มสองคนอธิบายเรื่องทั้งหมด ภายใต้ความสบายอารมณ์กลับมาแรงกดดันที่ทำให้หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าผ่อนคลายตัวเองซ่อนอยู่

    “พี่หญิง?”

    “หืม?”

    “ท่านอยากได้ขนมเพิ่มสักหน่อยไหม”

    “เอาสิ” เมื่อได้ยินคำตอบ เด็กน้อยก็รีบวิ่งออกจากห้องไป ทิ้งไว้แต่ชายหนุ่มที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวคนเดียว

    “หนิงเอ๋อร์”

    “-_-?”

    “คือว่าพี่...”

    “...?”

    “เอ่อ...พี่เอ่อพี่นึกได้ว่ามีใบชาชั้นดีอยู่ในห้อง เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้นะ” ว่าจบร่างสูงของชายหนุ่มก็รีบวิ่งออกไป

    “เป็นอะไรของพวกเขากันนะ” หนิงหนิงได้แต่มองดูด้วยความงุนงง

    ผ่านไปหนึ่งเค่อ (15นาที) หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ก็กลับมา นางมองสีหน้าที่ดูดีขึ้นกว่าตอนแรกที่ออกไปด้วยความสงสัย นางเดาว่าพวกเขาคงไปปรึกษาอะไรบางอย่างมา จึงทำให้สีหน้าดูดีขึ้นกว่าตอนแรกที่ออกไป

    “พี่หญิงนี่ขนมขอรับ” หนิงหลงยกจานขนมไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วถอยมานั่งบนเบาะที่ไม่รู้พี่สาวของเขาเตรียมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นก็ก้มหน้าลงราวกับว่ากำลังสำนึกผิดในสิ่งที่ตนได้ทำลงไป

    “หนิงเอ๋อร์พี่จะชงชาให้เจ้านะ”

    “อื้ม”

    เมื่อได้รับคำอนุญาตจากหญิงสาว ชิงหลงก็เดินไปหยิบอุปกรณ์บนโต๊ะมาชงชาให้นาง อัครเสนาบดีผู้ซึ่งไม่เคยชงชาให้ใคร ส่วนใหญ่มีแต่คนอื่นทำให้ เป็นครั้งแรกที่เขาลงอื่นงับฝีมือชงชาของตนออกมา เพื่อชงชาให้ภรรยาของเขา

    “หนิงหลง”

    “ขอรับ!”

    “เจ้าไม่มีอะไรจะบอกพี่จริงหรือ?” หญิงสาวมองน้องชายของตนด้วยแววตาตั้งคำถาม ในขณะที่เด็กน้อยก็เริ่มรู้สึกถึงลางหายนะเมื่อผู้เป็นพี่เรียกชื่อเขาตรงๆ ไม่ใช่ชื่อเล่นเหมือนทุกครั้ง

    “คือว่า..”

    “ว่าอันใดล่ะ?” หนิงหนิงเลิกคิ้วมองท่าทางลุกลี้ลุกลนของน้องชายด้วยความสนใจ

    “เรื่องนี้...อันที่จริงแล้วพี่หญิงถามพี่เขยก็ได้นะขอรับ เพราะพี่เขยเป็นคนคิด” หนิงหลงผู้ซึ่งกลัวว่าจะโดนพี่ไล่ออกจากบ้าน ก็โยนความผิดทุกอย่างไปไว้บนตัวชายหนุ่ม ส่วนชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังตั้งใจชงชาประหนึ่งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน ก็สะดุ้งจนเกือบทำน้ำชาหก

    “พี่ชิงหลงที่เขาพูดมามันเป็นเรื่องจริงหรือ?” หนิงหนิงไปมองชายหนุ่มด้วยความสงสัย ถึงแม้ว่านางจะว่าเขาเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย แต่นางก็ไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเขาด้วย

    “เอ่อเรื่องนี้..”

    “-_-?”

    “เกี่ยวกับพี่จริงๆ T^T” ชิงหลงผู้ซึ่งคิดว่าจะตอบอย่างไรดี พอได้เห็นสายตาของนางเขาก็ต้องรีบตอบออกไปตามความจริง เพราะถ้าหากเขาตอบว่าไม่รู้ละก็ นางจะต้องโกรธเขาแน่นอน

    “อ่าหะ แล้วอย่างไรต่อล่ะ พี่ชิงหลง เสี่ยวหลง พวกเจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่^_^” รอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของหญิงสาวทำให้เจ้าของชื่อทั้งสองถึงกับเหงื่อตก

    “เรื่องนี้ มันต้องย้อนกลับไปตอนงานเทศกาลเมื่อห้าปีก่อน วันที่พวกเจ้าเลี้ยงอำลาพี่ก่อนไปเมืองหลวง..”

    จากนั้นชิงหลงก็เล่าเรื่องข้อตกลงลับระหว่างเขากับน้องภรรยาให้หญิงสาวฟัง ซึ่งเมื่อนางได้ฟังจนจบนางก็เงียบไป ทำเอาสองหนุ่มในห้องได้แต่สบตาเพื่อแลกเปลี่ยนคำพูดกัน

    “อื้อ..สรุปแล้วเป็นเพราะว่าเสี่ยวหลงเปา กลัวว่าพี่สาวคนนี้จะขายไม่ออกเพราะชื่อเสียงแต่ก่อนจึงได้ทำสัญญากับพี่ชิงหลงสินะ^^”

    “เสี่ยวหลงเปา?” เมื่อได้ยินพี่เรียกชื่อเล่นใหม่ เขาก็มองรอยยิ้มของนางด้วยความหวาดกลัว

    “พะพี่สาว”

    “เอาละเสี่ยวหลงเปาเป็นห่วงพี่สาวคนนี้ พี่เข้าใจดีเพียงแต่..”

    “เพียงแต่อะไรหรือขอรับ”

    “ความหวังดีของเจ้าพี่สาวรับรู้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเสี่ยวหลงเปาจะใจดียกทรัพย์สินทั้งหมดที่เจ้าได้มาให้พี่สาว บางทีพี่สาวอาจจะใจดีงดโทษไล่ออกจากบ้านให้เจ้าก็ได้นะ^^”

    “...!!!” หนิงหลง

    “ส่วนพี่คนงาม” หนิงหนิงหันไปมองชิงหลงก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ จิบชาอย่างสบายใจ เพื่อเป็นการทรมานคนเล่น ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังรอหญิงสาวจิบชาอย่างใจเย็น หัวใจของเขาก็เต้นอย่างรุนแรงด้วยความหวาดกลัวในบทลงโทษที่ตามมา

    “อื้อ...พรุ่งนี้พี่กลับบ้านไปเถอะ^^”

    “...!!!”

    “แล้วก็ถ้าจะมาหาข้าเมื่อไหร่ ท่านก็อย่าลืมแต่งหญิงมาล่ะ^^” นางพูดแค่นี้ก่อนจะเอ่ยปากไล่คนทั้งสองออกจากห้องไป






    โรงละคร

    หนิงหลง: ไม่นะทรัพย์สินอันเป็นที่รักของข้าT^T

    ชิงหลง: นี่ข้าต้องแต่งหญิงเพื่อมาพบนางจริงๆ หรือT_T

    หนิงหนิง: เสี่ยวหลงเปา พูดแล้วก็หิวแฮะ พรุ่งนี้ค่อยทำกินดีกว่า^^




    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้ายท้ายหมู่บ้าน ที่คุณอ่าน