ตอนที่ 58 – ความจริง
พอคาบพักเที่ยงมาถึง ทวินนาก็ลงมากินอาหารเที่ยงกับชนินทร์ ชนินทร์ถามว่าเธออยากจะกินอะไร? ทวินนาก็อยากกินข้าวมันไก่ แต่ปัญหาคือตอนนี้ เธอไม่มีเงินเลยสักบาท จึงบอกชนินทร์ออกไปแบบนั้น
“ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ” ชนินทร์ว่าอย่างไม่กังวลอะไร “ผมออกให้ก็ได้ อาหารจานหนึ่งไม่แพงเท่าไหร่หรอก”
“แต่ฉันเกรง...” เธอจะพูดว่าเกรงใจ แต่ชนินทร์กลับบอกปัดไป
“นินบอกแล้วไงว่านินเต็มใจ” เขาบอก “ไป ไปซื้อข้าวมันไก่มากินกัน เดี๋ยวนินออกค่าใช้จ่ายให้เอง”
ทวินนามองหน้าของชนินทร์ แล้วเธอก็ส่ายหน้าออกมา ไม่ใช่เพราะรำคาญ แต่ทำไปเพราะดูขำขันมากกว่า แล้วชนินทร์ก็ชวนเธอไปร้านข้าวมันไก่ ก่อนจะซื้อส่วนของเขาและส่วนของทวินนามาสองจาน ก่อนที่ทั้งสองจะมานั่งที่โต๊ะในโรงอาหารที่ค่อนข้างร้อน
“แหม นี่ถ้าฝนตกหน่อยก็ดีนะครับ” ชนินทร์ใช้มือขยับเครื่องแบบตัวเองอย่างร้อนๆ ทวินนาก็ร้อนเหมือนกัน แต่เธอไม่ทำอย่างชนินทร์ เธอเห็นชนินทร์เลยถามขึ้นมา
“นินก็ชอบข้าวมันไก่เหรอ?” เธอถามขึ้นมา ฝ่ายชนินทร์ที่ได้ยินคำถาม เขาก็ตอบแบบตะกุกตะกักว่าชอบ ทั้งที่ความจริง เขาไม่ชอบเลย แต่อยากกินเป็นเพื่อนกับทวินนา เขาเลยสั่งข้าวมันไก่มา
“เออ ใจตรงกันพอดีเลย” ทวินนาตักน้ำจิ้มราดลงบนข้าวมันไก่ก่อนจะตักกิน รสชาติยังอร่อยเหมือนเดิมทุกอย่าง เธอกินอย่างรวดเร็วจนหมด ชนินทร์ที่เห็นดังนั้นก็ว่าขึ้นมา
“นาทานเร็วจังนะครับ” เขาว่าขึ้นมา “ที่บ้านเมื่อวานก็เหมือนกัน นากินเสร็จเร็วที่สุดเลย”
“ฉันเป็นคนค่อนข้างรีบเร่งน่ะ...ไม่สิ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงกินเร็ว? คงเพราะอาหารมีน้อยมั้ง?” ทวินนาพูดแบบนั้นออกมา ชนินทร์เลยบอกออกมาว่าจะกินอีกไหม? เขาจะไปซื้อให้ แต่ทวินนาปฏิเสธ
“พอแล้วละค่ะ อิ่มแล้ว” เธอบอกตามจริงแล้วก็ยิ้มให้ “ขอบคุณที่ช่วยเลี้ยงข้าวนะคะ”
“บอกแล้วไงว่าผมเต็มใจ” ชนินทร์พูดออกมาจากใจจริง เล่นเอาทวินนาเขินจนหน้าแดงไปเลย เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกแบบนี้? กับคนที่เพิ่งเจอกันไม่กี่วันเท่านั้นเอง
ขณะเดียวกัน พันธกรกับกชพรรณก็ลงมากินข้าวที่โรงอาหารเหมือนกัน กชพรรณถามพันธกรว่าอยากกินอะไร? เขาก็ตอบว่าข้าวราดแกง
“งั้นก็มีร้านหนึ่ง” กชพรรณแนะนำขึ้น “อร่อยเลยแหละ รับรองพันต้องติดใจแน่ เดี๋ยวพรรณพาไปซื้อให้”
“จริงเหรอ?” พันธกรถามขึ้นอย่างสนใจ แล้วก็เดินไปพร้อมกับเธอ ตอนนั้นเอง วรรณสาก็แอบดูทั้งสองคนจากที่ไกลด้วยสายตาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก พอดี ทรัพย์สินเดินลงมาด้านล่างพอดี หลังจากการประชุมในสโมสรนักเรียนเสร็จแล้ว เขาเห็นวรรณสากำลังมองอะไรอยู่ จึงเดินเข้าไปทัก
“น้องสา” ทรัพย์สินทักเธอขึ้น ฝ่ายวรรณสาก็ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ทำเอาทรัพย์สินตกใจไปด้วย
“ขอโทษค่ะ พี่สิน” วรรณสาพูดออกมาพลางยกมือไหว้ ทำเอาทรัพย์สินต้องรีบรับไหว้ และเขาก็ถามว่าวรรณสากำลังมองใครอยู่? วรรณสาที่ไม่อยากตอบ ก็เลยเดินออกไปเลย ทรัพย์สินเลยเข้าไปดูในโรงอาหาร ก็มองเห็นพันธกรกับกชพรรณจากที่ไกล เขาเลยเข้าใจในทันทีว่าวรรณสามองดูอะไร?
“เฮ้อ น้องสา ถ้าชอบก็น่าจะบอกว่าชอบ” ทรัพย์สินบ่นพึมพำออกมา เมื่ออยู่คนเดียว “ไม่งั้นเดี๋ยวโดนสาวๆ คนอื่นแย่งไป ไม่รู้ด้วยนะ”
พันธกรซื้อข้าวราดแกงมารับประทาน ส่วนกชพรรณซื้อก๋วยเตี๋ยวมาทาน พันธกรสำรวจเงินในกระเป๋าตัวเอง พบว่าเหลือแค่ไม่กี่บาทแล้วเท่านั้น แล้วพรุ่งนี้เขาจะทำอย่างไรดี? ไม่มีเงินซื้อค่าอาหารกลางวันแน่ กชพรรณที่นั่งลงบนโต๊ะกินข้าว พอเห็นพันธกรทำหน้าทุกข์ เธอก็ถามออกมาว่าเขาเป็นอะไร?
“อ๋อ” แล้วพันธกรก็บอกเรื่องของเขาให้ฟังว่าเงินเขาใกล้หมดแล้ว แล้วก็ไม่มีที่ให้ยืมเสียด้วย เขานึกเสียดาย น่าจะเอาเงินมาจากบ้านในอาณาเขตเก่าติดตัวมาด้วย แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น?
“งั้นพรรณจ่ายให้ก็ได้” กชพรรณอาสาขึ้นมา แต่พันธกรเกรงใจ เขาเลยบอก
“ไม่จำเป็นหรอก พรรณ พันไม่กินอาหารเที่ยงก็ได้” เขาบอกออกมา แต่กชพรรณส่ายหน้าออกมา
“เดี๋ยวก็ป่วยเป็นโรคกระเพราะหรอก” กชพรรณว่า “อย่างนั้นจะเสียเงินมากกว่าใช่ไหม? ให้พรรณเลี้ยงแหละดีแล้ว ไม่ต้องเกรงใจ พรรณรู้ว่าพันเกรงใจ”
พันธกรเงยหน้าขึ้นมามองกชพรรณ ก่อนจะบอกขอบคุณจากใจจริง เขาเอามือของเขามาจับมือของเธอ ทำเอากชพรรณสะดุ้งตกใจเล็กน้อย แต่เธอก็สงบอาการได้ลง พร้อมกับใบหน้าที่แดงระเรื่อ พันธกรที่สังเกตเห็นดังนั้นจึงถาม
“อ้าว? ทำไมหน้าแดงขนาดนั้น เป็นไข้เหรอ?” เขาถามออกมาอย่างซื่อๆ กชพรรณเลยรีบเอามือจับหน้าตัวเอง รู้สึกได้ทันทีว่ามันร้อนผ่าว
“เอ่อ” กชพรรณไม่รู้จะตอบอย่างไร? “สงสัยจะเป็นอย่างนั้น”
“อ้าว? งั้นก็ไปห้องพยาบาลสิ” พันธกรแนะนำ แต่กชพรรณส่ายหน้า เธอบอกออกมา
“ไข้ไม่สูงเท่าไหร่หรอกค่ะ” เธอว่า “ไม่ต้องไปห้องพยาบาลหรอก เดี๋ยวจะพลาดการเรียน”
“ให้มันแน่นะ ไม่ใช่ไข้จะขึ้นสูงอีกนะ?” พันธกรว่าอย่างเป็นห่วง ทำเอาเธอยิ่งหน้าแดงด้วยความเขินอายขึ้นเรื่อยๆ จนตัวเธอคิดว่าทนอยู่ตรงนี้ไม่ไหวแล้ว เธอก็เลยจะลุก แต่พอดี วรรณสาก็เดินเข้ามาทันที
“สวัสดีค่ะ” วรรณสาทักกชพรรณด้วยสีหน้าไม่ดี ฝ่ายกชพรรณมองเห็นสีหน้าของวรรณสา เธอก็ออกจะงุนงง แต่ก็ทักกลับไป
“สวัสดีค่ะ?” กชพรรณพูดทักทายออกมาอย่างงุนงง ในตอนนั้นเอง พันธกรก็หันไปแล้ว และจะแนะนำให้กชพรรณรู้จักกับวรรณสา แต่วรรณสากลับแนะนำตัวเองขึ้นเสียก่อน
“ฉันชื่อวรรณสาค่ะ” เธอแนะนำตัวขึ้นมา “เป็นเพื่อนกับพัน”
“อ้าว? หรือคะ?” กชพรรณคลี่ยิ้มออกมาอย่างสดใส “งั้นสวัสดีอีกรอบค่ะ คุณสา เรียกแบบนี้ได้หรือเปล่า?”
“ค่ะ เรียกได้ แล้วก็ไม่ต้องมีคำว่า ‘คุณ’ ด้านหน้าหรอก” วรรณสา “ฉันเองก็ปุถุชนคนธรรมดา”
“งั้นคุณสาก็เป็นเด็กทหารม.ปลายด้วยใช่ไหมคะ? ถึงเป็นเพื่อนกับพันได้?” กชพรรณว่าออกมาอย่างชื่นชม “พวกคุณกล้าหาญกันมากจริงๆ ถึงขนาดช่วยปกป้องอาณาเขตของเราเอาไว้”
พันธกรสังเกตเห็นสีหน้าของวรรณสาที่ดูไม่ดีเลย แล้วเขาก็สงสัยว่าวรรณสาจะมาหากชพรรณทำไม? และหายโกรธเคืองอะไรเขาหรือยัง? เขาก็จะถามอยู่แล้ว แต่วรรณสาพูดขึ้นก่อน
“ฉันมาบอกแค่นี้ละค่ะ ว่าเป็นเพื่อนของพัน” วรรณสาบอก “ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ตามแต่ใจพันละกัน”
ว่าเสร็จ เธอก็เดินหนีไปทันที ทำเอาทั้งกชพรรณและพันธกรงุนงง แต่ท่าทางพันธกรออกจะดูงงมากกว่า กชพรรณนั่งลงที่เก้าอี้เดิม ก่อนจะถามพันธกร
“คนคนนั้นชื่อสาเหรอ พัน?” เธอถาม “ทำไมดูไม่เป็นมิตรจังเลย แถมคำพูดเมื่อกี้นี้ด้วย ที่ว่า ‘ตามแต่ใจพันละกัน’ มันหมายความว่ายังไง?”
“อย่าไปสนใจเลย” พันธกรโบกมือปัดไป “มากินข้าวให้อร่อยกันดีกว่า”
ครั้น พอเลิกเรียน พันธกรก็ใช้เงินที่เหลือซื้ออาหารมาจากโรงอาหารเพื่อมาฝากพสุเช่นเคย เขาเดินเข้าไปในเขตโรงพยาบาล ขึ้นไปบนห้องพักฟื้นคนไข้รวม แล้วเดินเข้าไปหาพสุที่เฝ้าใกล้แม่ของเขาไม่ห่าง พสุได้ยินเสียงฝีเท้าพันธกรจึงหันไป พอเจอพันธกร เขาก็ทักทาย
“ว่าไง? ไอ้พัน เรื่องที่โรงเรียนเป็นไงมั่ง?” พสุถามออกมา พันธกรก็เลยตอบ
“ฉันเจอเพื่อนใหม่ชื่อกชพรรณ แล้วก็...” พันธกรเลยเล่าให้ฟังว่าวรรณสาเป็นฝ่ายเข้ามาหากชพรรณ แล้วก็พูดจาทำนองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ใส่กชพรรณ เมื่อพสุได้ยินดังนั้นก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ!
“นั่นไง” พสุชี้ไปที่พันธกร “สาแอบชอบแกจริงๆ ด้วย ถึงได้แสดงความหึงหวงออกมา”
พันธกรถอนหายใจออกมา ก่อนคิดจะเปลี่ยนเรื่อง “เออ ฉันซื้อข้าวมาได้แค่ราคาครึ่งเดียวนะ เงินหมดจริงๆ อาจจะมีน้อยหน่อย แต่รับรองว่าอิ่มแน่นอน”
“ไม่เป็นไรหรอกเพื่อน แค่แกซื้อข้าวมาให้ก็บุญแล้ว” พสุตอบยิ้มๆ ก่อนจะฉวยถุงพลาสติกที่ใส่แกงกับข้าวสวยร้อนๆ ไป ก่อนจะไปเอาจานจากนางพยาบาล แล้วเข้ามากินข้าวพร้อมกับเฝ้าแม่ไปด้วย แม่ของพสุกำลังหลับอยู่ พันธกรเลยถามเขาขึ้นมา
“แล้วแม่แกเป็นไงบ้าง?” พันธกรถาม “ความทรงจำพอจะกลับมาหรือยัง?”
พสุวางช้อนส้อมลงก่อนจะส่ายหน้า แล้วเขาก็บอกออกมาอย่างเสียใจ “เพราะฉันแท้ๆ เลยที่ทำให้แม่เป็นแบบนี้ ฉันมันอกตัญญูจริงๆ”
“เฮ้ย อย่าว่าตัวเองแบบนั้นเลย” พันธกรไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาปลอบพสุได้ เขาเลยพูดออกมาได้แค่นั้น ฝ่ายพสุก็ส่ายหน้าออกมาอย่างเสียใจ
ทางด้านบ้านณปภา วรรณสาก็กลับมาแล้ว ทรัพย์สินที่ประชุมเสร็จแล้ว กลับมาก่อน พอเห็นวรรณสา เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดออกไปดีหรือไม่? แต่เขาพอจะทราบเรื่องระหว่างวรรณสากับพันธกรแล้ว เขาคิดอยู่ในใจชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปหาวรรณสา
“น้องสา พี่มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย” ทรัพย์สินเดินเข้ามาหาวรรณสาเลย ทำเอาเธอแปลกใจว่าทรัพย์สินมีอะไรจะพูดกับเธอหรือ?
“มีอะไรคะ? พี่สิน?” วรรณสาถามออกมา ทรัพย์สินก็ยืนเท้าเอว ก่อนจะบอกออกไป
“ถ้าชอบก็บอกว่าชอบ” เขาบอกวรรณสาออกมา “น้องสาต้องรีบบอกก่อนนะ เดี๋ยวจะสายเกินไป”
“พี่สินพูดงี้ หมายความว่ายังไงคะ?” วรรณสาถามออกมาอย่างงุนงง ทรัพย์สินจึงถอนหายใจ ก่อนจะบอก
“พี่พอจะรู้เรื่องน้องสากับน้องพันแล้วนะ” ทรัพย์สินเฉลยออกมาเลย “เพราะงั้น...”
“พอเถอะค่ะ นี่มันไม่ใช่เรื่องของพี่” วรรณสาบอกออกมาอย่างเหลืออดแล้ว “แล้วก็ไม่ใช่...”
“พี่แค่จะเตือนเอาไว้เท่านั้นเอง” ทรัพย์สินบอกอย่างมีจุดประสงค์ดี “ว่าถ้าชอบก็ให้รีบบอก ก่อนจะไม่มีโอกาสอีกเลย”
วรรณสาเดินผ่านทรัพย์สินไปเลย ขึ้นบันไดไปบนชั้นสอง ทรัพย์สินหันตามไปมองแล้วก็ต้องส่ายหน้าออกมาอยางเหนื่อยใจ
แล้วพันธกรก็กลับมามั่งเหมือนกัน ทรัพย์สินที่กำลังนั่งรอกินข้าวอยู่ พอเห็นพันธกร เขาก็รีบเดินเข้าไปหาทันใด
“น้องพัน” เขาเอ่ยชื่อขึ้นมาก่อนเลย “เด็กผู้หญิงที่น้องพันกินอาหารด้วยตอนเที่ยงวันนี้...”
“หืม?” พันธกรงุนงงว่าทรัพย์สินรู้ได้อย่างไร? เขาถามทรัพย์สินว่าเห็นเขากับกชพรรณหรือ? ทรัพย์สินก็เป็นฝ่ายพยักหน้าออกมา
“พี่ไม่อยากให้น้องพันกับน้องสามีปัญหากัน” ทรัพย์สินบอกออกมา ทำเอาพันธกรแปลกใจที่ทรัพย์สินพูดออกมาแบบนั้น มันเหมือนที่พสุพูดไม่มีผิดเลย เขาเลยพูดออกมา
“ผมเห็นสาเป็นแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นครับ และอีกอย่าง...” พันธกรบอก “สาไม่ได้ชอบผมหรอก”
“นี่น้องไม่รู้ตัวเลยหรือว่าน้องสาคิดยังไงกับน้องพัน?” ทรัพย์สินถามจริงจัง “ที่น้องสาโมโหน้องพันก็เพราะเรื่องนี้แหละ”
พันธกรถึงกับหันหน้ามามองทรัพย์สิน “พี่สินรู้ได้ไงครับว่าสาโกรธพัน?”
“รู้สิ ก็เห็นท่าทางเหมือนกำลังทะเลาะกันอยู่ นี่” ทรัพย์สินบอกขึ้นมา “พี่ไม่อยากเห็นน้องพันกับน้องสาทะเลาะกันเลย พี่ว่า...”
“เขาจะคิดยังไงก็ช่างเขาเถอะครับ” พันธกรว่าพลางโบกมือไปมา “เฮ้อ! ผู้หญิง”
ว่าเสร็จ พันธกรก็เดินขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พอดีเจอกับวรรณสาพอดี วรรณสาเดินเลี่ยงเขาไป จนเขาไม่เข้าใจ จึงจับมือเธอเอาไว้ รั้งไม่ให้เธอไป
“สาโกรธอะไรพันน่ะ?” เขาถามออกมา “เอ๊ะ? หรือเป็นเรื่องของกชพรรณวันนี้ สาไม่พอใจเรื่องนี้เหรอ? ทำไมล่ะ?”
วรรณสาถอนหายใจออกมา พันธกรช่างซื่อบื้อเหลือเกิน ไม่รู้อะไรเลย เธอก็เลยยอมรับออกมา “ใช่ สาไม่พอใจเรื่องเด็กสาวคนนั้น”
“ทำไมล่ะ? พันจะมีเพื่อนเป็นเด็กผู้หญิงไม่ได้เหรอ?” พันธกรถามออกมาอย่างสงสัย “ทำไมพันถึงมีเพื่อนไม่ได้? ทำไมสาต้องโมโหกับเรื่องแค่นี้ด้วย?”
“แน่ใจเหรอว่าเพื่อน?” วรรณสาหันกลับมาประจันหน้ากับเขาแล้วย้อนถาม “พันแน่ใจเหรอว่าเขาคิดกับพันแค่เพื่อน?”
“สาถามแบบนี้ หมายความว่าไง?” พันธกรถาม วรรณสาก็ตอกกลับ
“ก็ถามอย่างที่ถามนั่นแหละ” เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ดีเท่าไหร่ “พันแน่ใจเหรอว่าเขาคิดกับพันแค่เพื่อน?”
แล้วคำพูดของปฏิคม พสุ และทรัพย์สินก็ลอยเข้ามาในสมองของเขา เรื่องที่ว่าวรรณสาแอบชอบเขา คำถามแบบนั้น มันเหมือนหึงหวงกันเลย กลัวว่าเขาจะไปชอบคนอื่น พันธกรที่สงสัยมานานแล้ว เขาเลยตัดสินใจถามออกไป
“สาชอบพันเหรอ?” เขาถามออกไปตรงๆ และซื่อๆ ฝ่ายวรรณสาสะดุ้งสุดตัวอย่างตกใจ แล้วเธอก็หรุบสายตาลง ก่อนจะเดินลงบันไดไปด้านล่าง เล่นเอาพันธกรถึงกับงงไปเลย
“เฮ้ย จริงเหรอวะ?” พันธกรยกมือเกาศีรษะที่มีแต่เส้นผมสีดำ “ตกลงที่ไอ้คม ไอ้ดิน พี่สินบอกเป็นเรื่องจริงหรือเนี่ย?”
มื้อเย็นยังเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดเช่นเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ วันนี้วรรณสาไม่ได้ช่วยณปภาเตรียมอาหาร เธออารมณ์กำลังขุ่นมัวจนไม่มีใจอยากจะทำอะไร ณปภาที่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา เธอไม่อยากให้เรื่องราวมันเป็นแบบนี้เลย วรรณสานั่งกินข้าวอย่างเงียบๆ โดยมีพันธกรมองอยู่ตลอด
ทรัพย์สินมองไปที่วรรณสากับพันธกรสลับกัน แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมา ทำเอาปราชญาที่นั่งข้างๆ ต้องถามออกมาว่า “พี่สินเป็นอะไร? ถอนหายใจซะเฮือกเลย”
“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร” ทรัพย์สินบอกปัดไป แต่ปราชญาไม่เชื่อ เขาพยายามถามเค้นความ แต่ก็โดนทรัพย์สินปฏิเสธเข้าให้
“น้องหยุดถามเถอะ” ทรัพย์สินบอกออกมาก่อนจะเริ่มกินข้าวต่อ ฝ่ายปราชญา พอคิดว่าทรัพย์สินไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว เขาก็ลยเลิกสนใจ และนั่งกินข้าวต่อ
คืนนั้น ในห้องของพวกหนุ่มๆ พันธกรก็นอนอยู่บนเตียง เขากำลังคิดสิ่งที่ค้างคาในใจขนาดนี้ เรื่องที่วรรณสาชอบเขาหรือเปล่านั่นเอง? พอถามเธอออกไปแบบนั้น เธอก็หนีไปเลย ถ้าอย่างนั้นมันก็หมายความว่าใช่น่ะสิ เพราะถ้าไม่ได้ชอบจริงก็ต้องปฏิเสธออกมาแล้ว
ปฏิคมที่สังเกตเห็นพันธกรเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง ก็เลยถาม “ไอ้พัน วันนี้แกดูเงียบผิดปกตินะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
“มี” พันธกรตอบออกมาคำเดียว แล้วก็ลุกขึ้นจากเตียงนอน พร้อมกับถามปฏิคมตรงๆ “ไอ้คม ฉันขอถามแกตรงๆ สาชอบฉันจริงๆ หรือวะ?”
ปฏิคมได้ยินก็ตกใจ แต่ก็เริ่มคลายความตกใจได้ ก่อนจะพยักหน้า ทำเอาพันธกรถอนหายใจอีกเฮือก
“มันเป็นไปได้ไง? ไม่เห็นมีเค้าเลย” พันธกร ผู้ซื่อบื้อเรื่องความรัก ยังไม่เข้าใจอะไร ปฏิคมเลยบอกออกมา
“สาน่ะ” เขาบอก “บอกแกทางอ้อมไปตั้งเยอะแล้ว แต่แกซื่อบื้อเอง ทำให้แกมองไม่เห็นว่าสาชอบแก”
“อย่างงั้นเหรอ?” พันธกรลุกขึ้นจากเตียง วาสุกรีกับปราชญาที่ได้ยินเรื่องนี้ เขาก็หันมาสนับสนุนคำพูดของปฏิคมด้วย
“ใช่แล้ว น้องสาต้องชอบน้องพันแน่” วาสุกรีพูดพลางขยับแว่นให้เข้าที่ “ไม่รู้เหรอ? สายตาที่เธอมองมาที่น้องพัน มันแสดงออกเลยนะว่าชอบ”
พันธกรถอนหายใจออกมาอีกเฮือก ก่อนจะนั่งลงบนเตียงต่อไป แล้วเขาก็บอกออกมา “แต่พันไม่ได้ชอบสาแบบนั้น พันชอบสาเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น”
ปฏิคมถอนหายใจ ถ้าวรรณสามาได้ยินเข้าตอนนี้จะเสียใจแค่ไหนกัน? และเขาคงให้อภัยพันธกรไม่ได้ ที่ทำให้วรรณสาเสียใจ ปฏิคมเลยบอกออกมา
“แกก็ยอมรับสาหน่อยสิ” ปฏิคมบอก แต่พันธกรส่ายหน้า
“จะยอมรับได้ไงในเมื่อคนมันไม่ได้ชอบพอแบบเป็นแฟนกัน?” พันธกรบอกออกมา “ฉันไม่ได้ชอบสาในรูปแบบนั้น แกเข้าใจไหม?”
“โห ถ้าสามาได้ยินตอนนี้คงเสียใจน่าดู” ภัทรพูดขึ้นมาบ้าง เขากำลังนั่งพิงผนังห้องอยู่ พันธกรก็ส่ายหน้าออกมา โดยไม่รู้เลยว่า ทุกคำที่เขาพูด วรรณสาได้ยินทั้งหมด วรรณสาที่แอบอยู่นอกห้องพวกหนุ่มๆ ได้ยินทุกอย่าง เธอก็เลยเดินกลับไปยังห้องนอนของพวกผู้หญิง
“ก็จะให้ทำไงล่ะ? ก็คนมันไม่ชอบนี่” พันธกรยังพูดออกมาอีก ปฏิคมที่รู้สึกสงสารวรรณสาเหลือเกิน เขาเลยเดินออกไปจากห้องไปหาห้องพวกผู้หญิง ท่ามกลางความแปลกใจของพวกผู้ชายในห้อง
ปฏิคมเดินเข้าไปหาวรรณสา พบว่าเธอกำลังนั่งอยู่บนเตียงโดยหันหน้าเข้าหน้าต่าง เขาจะไปทักแล้ว แต่อัมพรกับกมลก็เข้ามาห้ามเสียก่อน
“ทำไมล่ะครับ?” ปฏิคมออกจะงุนงง อัมพรเลยบอก
“ไม่รู้เหมือนกัน พอน้องสากลับเข้ามา เธอก็นั่งในท่าแบบนั้นเลย พูดด้วยก็ไม่ตอบ” อัมพรบอกออกมา “เธอเป็นอะไรของเธอ?”
ปฏิคมจึงเดาได้เลยว่า วรรณสาอาจจะได้ยินเสียงพูดของพันธกรแล้ว เพราะห้องก็ไม่ได้ไกลกันมาก เขาถอนหายใจออกมา และเดินไปหาวรรณสา โดยที่อัมพรร้องห้าม แต่เขาไม่ฟัง
“สา” ปฏิคมเรียกเธอ แต่วรรณสายกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม เธอบอกออกมา
“ขอเถอะ คม อย่าเพิ่งยุ่งกับสาตอนนี้เลย”
“สารู้แล้วใช่ไหมล่ะว่าไอ้พันคิดยังไงกับสา?” ปฏิคมถามขึ้นมา “สาถึงเป็นแบบเนี้ย?”
วรรณสาไม่ได้ตอบอะไรออกมา ยังคงนั่งจ้องไปทางหน้าต่างอยู่ ปฏิคมถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะนั่งลงข้างๆ วรรณสาที่นั่งบนเตียง
“สาอย่าคิดมากเลย” ปฏิคมไม่รู้จะหาคำอะไรมาปลอบใจวรรณสาได้ เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน? ฝ่ายวรรณสา เธอก็ส่ายหน้าออกมา
“จ้ะ สาจะพยายามไม่คิดมาก” เธอบอก “คมไปเถอะ สาอยากอยู่คนเดียว”
ปฏิคมมองไปที่เธอ รู้สึกอยากจะปลอบใจเธอให้มากกว่านี้ แต่ก็คงแทนที่พันธกรไม่ได้ เขาเลยเดินออกไป ในตอนนั้นเอง วรรณสาก็ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น อัมพรกับกมลได้ยินเสียง ต่างก็เดินเข้าไปหาวรรณสา
“น้องสาเป็นอะไรหรือเปล่า? ร้องไห้ทำไม?” กมลถามออกมา วรรณสาจึงพยายามหยุดร้องไห้แล้วใช้นิ้วปาดน้ำตาออกไป
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พวกพี่ไม่ต้องห่วงหรอก” วรรณสาพูดแล้วพยายามเปลี่ยนเรื่อง “อยากกินคุกกี้ไหม? เดี๋ยวสาไปอบให้ดีกว่า ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงหรอก”
ว่าเสร็จ เธอก็ลุกเดินออกจากห้องไปเลย ปล่อยให้อัมพรกับกมลงุนงง แต่ไม่นาน ทั้งสองก็เข้าใจ
“ต้องเป็นเรื่องน้องพันแน่ๆ เลย” กมลบอกกับอัมพร “มีแค่เรื่องเดียวนี่แหละ”
“นั่นสิ” อัมพรเองก็เห็นด้วย “หรือเธอจะรู้ความจริงแล้ว?”
กมลเองก็ส่ายหน้าอย่างไม่รู้เช่นกัน ขณะเดียวกัน วรรณสาก็ลงมาด้านล่าง พร้อมกับพยายามปาดน้ำตาออกไป เพื่อไม่ให้ณปภาเห็น