ตอนที่ 44
โอกาสดี
“ฮือ...” เมื่อมนตร์เสน่ห์ของจางเหว่ยถูกปลดออกเสียงร่ำไห้ก็ดังระงมไปทั่วสวนพฤกษชาติที่เต็มไปด้วยหมู่มวลบุปผาและต้นไม้นานาชนิดอันแสนสวยงามภายในกลุ่มสตรีที่ถูกจับมาไม่ได้มีแต่ผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเท่านั้นแต่ยังมีชาวบ้านธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองต้าเหนิงแห่งนี้ด้วยชีวิตภายใต้มนตร์เสน่ห์ของพวกนางนั้นน่าหวาดหวั่นมากกว่าผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณมากเพราะหากพวกนางถูกเลือกให้เข้าไปหลับนอนกับจางเหว่ยพวกนางก็เท่ากับต้องสละชีวิตตัวเองทิ้งไปเลยทีเดียวทั้งๆที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงไม่ทราบว่าจะตายเมื่อไหร่พวกนางก็ยังหนีไปไม่ได้เพราะมนตร์เสน่ห์ของจางเหว่ยดึงรั้งพวกนางเอาไว้เสียยิ่งกว่าลูกกรงโลหะเสียอีก
“คุณชาย หลังจากนี้ท่านจะทำอย่างไรกับพวกเราเจ้าคะ”ถึงจะดีใจที่ได้หลุดจากมนตร์เสน่ห์แต่พวกนางก็ยังกังวลอยู่ดีว่ามารราคะอย่างชุนหยางจะไม่ได้มาเพื่อช่วยเหลือแต่แค่มาเปลี่ยนมือจากจางเหว่ยเท่านั้นในเมื่อเขาสามารถปลดมนตร์เสน่ห์ของจางเหว่ยอย่างง่ายดาย หากเขาใช้มนตร์เสน่ห์กับพวกนางแทนพวกนางก็คงตอบโต้ไม่ได้แน่ๆ
“ข้าไม่ทำอะไรหรอกขอรับ หลังจากนี้พวกท่านอยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ใจพวกท่านเถอะ”ชุนหยางส่ายหน้าช้าๆออกมาเพราะชุนหยางแค่รับไม่ได้กับการกระทำของจางเหว่ยเท่านั้น
“จริงหรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าก็กลับบ้านได้แล้วสินะเจ้าคะ”หญิงสาวภายในกลุ่มต่างมีสีหน้าดีอกดีใจกันอย่างมาก เหล่าหญิงสาวผู้ไร้พลังวิญญาณที่ยังรอดชีวิตอยู่ต่างก็ยังไม่ได้โดนจางเหว่ยกระทำย่ำยีเมื่อได้รับความช่วยเหลือพวกนางก็สามารถกลับไปยังบ้านเกิดได้อย่างสบายใจ เพียงแต่
“ข้าเองจะกลับไปที่สำนักตอนนี้ทุกคนที่สำนักคงจะเป็นห่วงข้ามากแน่ๆ” หญิงสาวคนที่กดชุนหยางลงกับพื้นที่โรงเตี๊ยมพูดเป้าหมายของตนออกมาอย่างชัดเจนและไม่ใช่เพียงแค่นางเท่านั้น เหล่าผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด 4 คนต่างก็ตัดสินใจจะกลับไปหาครอบครัวหรือไม่ก็กลับสำนักของตัวเองเพราะพวกนางต่างก็มีหน้าที่และสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองการที่พวกนางโดนจางเหว่ยลักพาตัวมาอยู่ด้วยอย่างยาวนานเช่นนี้ทำให้สิ่งต่างๆในชีวิตของพวกนางเสียหายไปไม่น้อยเลย
“ข้า...ข้ากลับไปไม่ได้หรอก”แต่ถึงส่วนใหญ่จะอยากกลับไปแต่ก็มีบางคนที่ไม่อาจทำใจได้ โดยคนแรกที่ไม่กล้ากลับไปก็คือฮุ่ยหลิง ผู้เป็นศิษย์ของสำนักบุปผาหยกนั่นเอง แถมไม่ใช่เพียงแค่นางคนเดียวเท่านั้นในกลุ่มผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณทั้งหมด12 คนกลับมีถึง 3 คนที่ไม่อาจกลับไปยังสถานที่ที่ตนจากมาได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะความละอายหรือเพราะสูญเสียสัญญาที่เคยให้ไว้ในอดีตก็ตาม
“พวกข้าเองก็ไม่มีที่จะไปเหมือนกันเจ้าค่ะ” ไม่ใช่เพียงผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณเท่านั้นแม้แต่เหล่าหญิงสาวธรรมดาที่ยังไม่ได้ถูกจางเหว่ยทำอะไรก็มีหลายคนที่หนทางชีวิตไม่ทราบจะทำอย่างไรต่ออีกไม่น้อยพวกนางโดนมนตร์เสน่ห์จนต้องทิ้งอนาคตที่เคยวาดหวังเอาไว้ไปนานแล้ว
“จะให้พวกนางทำใจทันทีก็คงจะยากเกินไปเช่นนั้นข้าจะอยู่เฝ้าที่นี่เองก็แล้วกัน รอให้พวกนางคิดออกว่าจะทำอะไรต่อไปข้าถึงค่อยกลับ”หนึ่งในสี่คนที่แข็งแกร่งที่สุดเสนอขึ้นมาเพราะพวกนางต่างก็อยู่อาศัยด้วยกันมานานถึงจะเป็นเพราะมนตร์เสน่ห์แต่พวกนางก็รู้สึกราวกับทุกคนในสวนพฤกษชาติแห่งนี้เป็นดั่งพี่น้องร่วมชะตากรรมสุดท้ายพวกนางก็เลยรั้งกันอยู่ในสวนพฤกษชาติส่วนหนึ่งโดยคนที่เหลือก็แยกย้ายกันกลับสำนักของตัวเองไป
.
.
.
“เจ้าได้ยินหรือเปล่าดูเหมือนเจ้าจางเหว่ยนั่นจะโดนฆ่าทิ้งไปแล้วนะ” ชุนหยางต่อสู้กับเหล่าสตรีของจางเหว่ยกลางโรงเตี๊ยมมีหรือจะไร้ผู้คนพบเห็นเรื่องที่ชุนหยางเอาชนะจางเหว่ยได้ถูกพูดออกไปจนทุกคนภายในเขตของจางเหว่ยรู้เรื่องแทบจะในวันนั้นเลย
“เอาชนะบริวารสี่คนนั้นของเจ้าจางเหว่ยได้คงจะฝีมือเก่งกาจน่าดูสินะเช่นนั้นเขตของพวกเราก็ต้องเปลี่ยนผู้ปกครองนะสิ” เหล่าผู้ร่วมฟังภายในโต๊ะสุราต่างก็มีท่าทีสนใจกันไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่องราวของเจ้าจางเหว่ยนั่นตัวมันกระจอกงอกง่อยจะตายแต่เพราะมันใช้แม่นางทั้ง 4 คนนั้นคอยปกป้องตัวเองตลอดก็เลยไม่มีใครในเขตนี้ทำอะไรมันได้
“มันยิ่งกว่านั้นนะสิถึงเจ้านั่นจะเอาชนะบริวารของจางเหว่ยไม่ได้ แต่เจ้านั่นกลับใช้มนตร์เสน่ห์ของตัวเองแย่งบริวารของจางเหว่ยมาเป็นของตัวเองเฉยเลยคนที่ได้เห็นเหตุการณ์เล่าให้ข้าฟังเองเลยว่าพวกนางต่างก็รุมทำร้ายจางเหว่ยกันอย่างดุเดือดเลยทีเดียว”ผู้ทำการเล่าเรื่องก็มีเติมสีตีไข่เข้าไปอีกหน่อยทำให้เรื่องราวน่าสนใจมากขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นผู้ฟังทั้งหมดก็ไม่ได้ชมชอบเรื่องที่เล่ามาเสียเท่าไหร่
“สุดท้ายก็เหมือนเดิมไม่ใช่หรือไงผู้นำเขตของเราก็ยังเป็นมารราคะที่ต้องหลบหลังชายกระโปรงของนังผู้หญิงพวกนั้นอยู่ดีถ้าไม่โดนพวกนางรุมละก็ข้าคงฆ่าเจ้าจางเหว่ยนั่นกับมือไปแล้ว” ชายคนหนึ่งภายในกลุ่มพูดด้วยท่าทีไม่พอใจนักมีหลายคนเหมือนกันที่พ่ายแพ้ให้กับจางเหว่ยโดนแทบไม่ได้ปะทะกับจางเหว่ยตรงๆเลยเพราะเรื่องนั้นก็เลยมีหลายคนที่ไม่ยอมรับจางเหว่ย
“ที่ข้าเอามาเล่าก็เพราะมันไม่เหมือนนะสิเจ้ามารราคะคนใหม่นั่นไม่รู้ประสาทกลับหรืออย่างไรถึงได้ปล่อยตัวหญิงสาวที่เจ้าจางเหว่ยใช้เป็นคนคุ้มกันไปจนหมดตอนนี้ได้ยินว่าภายในสวนพฤกษชาติเหลือบริวารอีกแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเอง”
“หา เจ้านั่นมันสมองกลับหรือยังไงแต่ละนางทั้งงดงามและเก่งกาจทั้งนั้นหากข้าใช้มนตร์เสน่ห์ได้ก็อยากได้พวกนางมาเป็นคู่ขาเหมือนกัน”เมื่อได้ยินข่าวลือเหล่าชายหนุ่มที่อยู่ภายในร้านสุราต่างก็พากันเสียดายกันเป็นแถบถึงจะน่าเจ็บใจแต่เวลาจางเหว่ยออกมาเดินร่วมกับพวกนาง พวกนางก็สามารถดึงดูดสายตาของเหล่าชายหนุ่มได้เป็นอย่างดีเลย
“เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะแต่เจ้าอย่าลืมสิว่ากฎของท่านเต่าทองคำนั้นเป็นอย่างไร” ชายผู้เล่าเรื่องนอกจากจะไม่เสียดายแล้วยังทำท่าทีราวกับเรื่องนี้เป็นโอกาสอันงามอีกต่างหากแน่นอนว่าเหล่าผู้คนที่ร่วมโต๊ะกันอยู่ต่างก็มีสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้เช่นเดียวกัน
กฎของเขตปกครองเต่าทองคำนั้นง่ายดายมากการโกงและแย่งชิงไม่ถือว่าผิดกฎของท่านเต่าทองคำ หากต้องการอำนาจก็แค่ชิงมาจากผู้มีอำนาจเท่านั้นในเมื่อเจ้ามารราคะคนใหม่เอาชนะจางเหว่ยได้ก็เท่ากับตอนนี้เจ้ามารราคะคนใหม่คือผู้ปกครองเขตแทนที่จางเหว่ยนั่นเองและหากพวกเขาต้องการจะเป็นผู้ปกครองเขตก็แค่ไปจัดการเจ้ามารราคะคนนั้นก็พอ
“ท่าทางพวกเราต้องไปเดินชมสวนของเจ้านั่นสักหน่อยแล้ว”ชายคนหนึ่งยิ้มอย่างยินดีก่อนจะลุกเดินออกจากร้านไปพร้อมกับอาวุธคู่กาย เจ้าโง่นั่นไม่เก็บเหล่าบริวารของจางเหว่ยเอาไว้ก็เท่ากับว่าพวกมันต้องเอาชนะแค่มารราคะคนเดียวหากไม่มีสตรีมากฝีมือช่วยเหลือมารราคะมันก็แค่พวกที่มีพลังวิญญาณมากหน่อยเพราะใช้การดูดซับพลังวิญญาณจากผู้อื่นเท่านั้น
.
.
.
หลังจากปล่อยตัวเหล่าหญิงสาวที่เคยถูกมนตร์เสน่ห์ครอบงำชุนหยางและจูอิงรวมถึงฟางเกอและฟางอู่ต่างก็ตัดสินใจอยู่ร่วมกับพวกนางไปอีกระยะหนึ่งเพื่อช่วยเหลือให้พวกนางสามารถหาหนทางใหม่ให้กับชีวิตตัวเองได้โดยมีจูอิง ที่มีประสบการณ์คล้ายๆกับพวกนางคอยให้คำปรึกษา แต่นี่ไม่ใช่เพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่พวกชุนหยางต้องการหลังจากสอบปากคำจางเหว่ยอย่างละเอียดพวกชุนหยางก็ได้ทราบว่าแท้จริงแล้วจางเหว่ยนี่เองคือคนที่ทำงานให้กับเต่าทองคำหากชุนหยางรั้งอยู่ที่นี่โอกาสที่ชุนหยางจะได้พบคนของเต่าทองคำก็มีมากทีเดียวเพียงแต่...
เปรี้ยง!!
ผู้ที่เข้ามาหาชุนหยางนั้นไม่ใช่คนของเต่าทองคำเสียได้ระหว่างเฝ้ารอว่าคนของเต่าทองคำจะมาเมื่อไหร่ชุนหยางก็โดนคนที่หวังจะชิงตำแหน่งผู้นำเขตเข้ามารบกวนหลายต่อหลายครั้งแต่น่าเสียดายที่พวกมันไม่ได้เก่งกาจอะไรทำให้พวกมันโดนเพลงพิณของชุนหยางจัดการไปได้อย่างง่ายดาย
“อัก นี่มันอะไรกัน” เหล่าผู้บุกรุกต่างก็เป็นผู้ฝึกฝนวิชามารทั้งนั้นต่างคนต่างก็มั่นใจในความสามารถของตนเองเพราะวิชามารทำให้พวกมันเหนือกว่าคนในรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดแต่แขกไม่ได้รับเชิญส่วนใหญ่ก็โดนชุนหยางใช้เพลงพิณโจมตีจากระยะไกลจนไม่อาจเข้ามาใกล้ชุนหยางได้ด้วยซ้ำแม้แต่ผู้ฝึกฝนวิชามารคลุ้มคลั่งที่มีร่างกายแข็งแกร่งทนทานก็ยังโดนบทเพลงกระเรียนทอผ้า ที่ชุนหยางและหงเสียนช่วยกันคิดค้นเพื่อรับมือกับหนังหนาๆของมารคลุ้มคลั่งจัดการได้อย่างง่ายดาย
“เฮ้อ มากันได้ไม่หยุดไม่หย่อนจริงๆ”ชุนหยางถอนหายใจออกมาก่อนจะวางมือลงบนสายพิณเพื่อหยุดการสั่นไหวของสายพิณเอาไว้ นี่เป็นครั้งที่7 แล้วที่มีการบุกรุกเข้ามา แต่เพราะหน้าที่คนดูแลสวนให้กับเต่าทองคำนั้นไม่ใช่ฐานะยิ่งใหญ่อะไรถึงจะเป็นผู้ปกครองเขตแต่ก็เป็นเขตเล็กๆเท่านั้นทำให้พวกมีฝีมือไม่ได้เข้ามายุ่งอะไรกับชุนหยางเลยพวกเขาอยู่ในศึกที่ใหญ่กว่านี้จนไม่อยากจะเปลืองแรงกับเขตเล็กๆที่ต้องรับหน้าที่คนดูแลสวนไปด้วยเลย
“หวังว่าวันนี้จะได้พักบ้างนะ”ชุนหยางถอนหายใจออกมากก่อนจะเริ่มดีดพิณของตัวเองด้วยทำนองปกติ ถึงชุนหยางจะใช้การดีดพิณเพื่อฝึกฝนฝีมือแต่เสียงที่ชุนหยางสามารถเล่นออกมาได้นั้นช่างเป็นเสียงที่ช่วยปลอบประโลมเหล่าหญิงสาวที่ไร้หนทางไปได้เป็นอย่างดียามเสียงพิณของชุนหยางปกคลุมสวนบุปผาอารมณ์ขุ่นมัวของพวกนางก็เหมือนจะเลือนหายไปได้ชั่วคราว
“ยอดเยี่ยม...ข้าไม่เคยเห็นใครเล่นพิณได้ดีเท่าเจ้ามาก่อนเลย”ระหว่างชุนหยางกำลังเล่นพิณเพื่อผ่อนคลายอารมณ์อยู่นั้น อยู่ๆเสียงของหญิงสาวนางหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากทางประตูพร้อมไอมารที่คละคลุ้งไปทั่วทั้งตัวตั้งแต่ชุนหยางเข้ามาในเมืองต้าเหนิงอันเป็นดินแดนของเหล่ามารหญิงสาวนางนี้เป็นผู้ที่มีไอมารมากที่สุดเท่าที่ชุนหยางเคยพบเจอเลย
“ยินดีที่ได้พบ ข้ามีนามว่าอิงอิน เป็นผู้นำสารจากท่านเต่าทองคำมามอบให้กับเจ้า” หญิงสาวผู้มีเรือนร่างเย้ายวนจนแทบจะละสายตาจากร่างกายของนางแทบไม่ได้เดินเข้ามาหาชุนหยางพร้อมรอยยิ้มที่ดูน่ากลัวอย่างประหลาดถึงนางจะยิ้มแย้มแจ่มใสแต่ไม่ทราบทำไมชุนหยางถึกรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีแต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ชุนหยางและพวกสาวๆรอคอยก็มาถึงแล้วในที่สุดคนของเต่าทองคำก็ติดต่อเข้ามาเสียที