“โถ่ๆๆ คงไม่เหลือความหวังแล้วสินะมีกัปตันที่หุนหันพลันแล่นแถมยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ไม่รู้อะไรสักอย่างแบบนี้!”
เฉียนตัวตัวกระแทกกระทั้นโดยไม่สนใจสีหน้าอึดอัดของนักศึกษาข้างๆ
“อยู่ไม่ถึง...ตอนนี้”
ผมครุ่นคิดกับประโยคนี้ขณะที่ผิ่นชวนเซี่ยเผยรอยยิ้มหวานอย่างไม่ได้ตั้งใจ
รอยยิ้มนั้นเหมือนจะแสดงความเขินอายออกมา
เพราะผมกำลังตั้งใจฟังคำพูดของเธออยู่
“น้องชาย อย่าบอกนะว่าชอบแบบเธอเนี่ยนะ ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆผิดหวังมากเลยนะ”
เซี่ยหลิงแกล้งหยอกพลางโยกตัวอย่างผ่อนคลายพร้อมส่งสายตามาที่ผม
ด้วยถ้อยคำของเธอที่เริ่มมีความคิดและพูดออกมาบ่อยขึ้นทำให้ผมตระหนักว่าห้ามมองข้ามท่าทีของแพทย์นิติเวชคนนี้เด็ดขาด
ถึงแม้เธอจะดูเป็นคนของอีกฝั่งหนึ่งแต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าเฉียนตัวตัวเพียงแต่สนับสนุนฝ่ายของชายชราเท่านั้น
แล้วยังมีหลิวเนี่ยนเด็กหนุ่มผู้ซึ่งโดนเยาะเย้ยบ่อยเข้าก็เริ่มโน้มเอียงไปทางฝั่งนั้นเช่นกัน
“ในเมื่อพวกนายไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด งั้นฉันจะเดินเกมตามวิธีของฉันฉันไม่ใช่ขยะไร้ประโยชน์หรอกนะ!”
หลิวเนี่ยนกล่าวอย่างไม่พอใจความที่ไม่ชอบถูกดูแคลนทำให้นักศึกษาคนนี้ไม่สามารถทนต่อการถูกเข้าใจผิดได้เขามีท่าทีที่บ่งบอกถึงความรู้สึกต่ำต้อยและลังเลใจ
“ฉันจะพิสูจน์ให้ดู...ฉันจะพิสูจน์ว่านายต่างหากที่เป็นขยะที่ไม่รู้อะไรเลย!”
เมื่อหลิวเนี่ยนเดินเฉียดผ่านชายชราไปสายตาของทั้งคู่พลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ช่างกล้านะไอ้หมอนี่ มุ่งหน้าไปยังมุมที่ห่างไกลที่สุดของห้องโดยสารสายตาที่เขามองกลับมายังพวกเรานั้นเต็มไปด้วยความแค้นใจและการตัดสินใจอันชัดเจน
ชัดเจนว่าการนำทีมของซางจื้อหย่วนที่ดูแปลกประหลาดนั้นได้ผลักดันให้พวกเรากลายเป็นกลุ่มที่ดูแน่นแฟ้นราวกับกำแพงเหล็กอย่างไม่ตั้งใจ
หลิวเนี่ยนที่พลั้งปากแสดงความรู้สึกและทัศนคติของตนเองออกมากลับกลายเป็นคนที่ต้องมาแบกรับความผิดโดยไม่ตั้งใจ
“เหอะ เห่าเหมือนหมาบ้าคิดว่าตนเองมีความสามารถมากหรือไง? รอดูเลย ถ้าฉันชนะเกมนี้แล้วลงจากเครื่องบินไปได้เชื่อไหมว่าฉันจะขับมาเซราติชนแกให้กระเด็นโดยไม่ต้องติดคุกเลย!”
คุณชายผู้มั่งคั่งช่างโอ้อวดได้ไม่เบาท่าทีนี้ยิ่งเปิดเผยเจตนาอย่างไร้ยางอายชัดเจนว่าคนพรรค์นี้ก็แค่พวกเศรษฐีใหม่ที่พึ่งรวยขึ้นมาแบบปุบปับก็เท่านั้น
“มาเลยสิ! จัดการฉันตอนนี้เลยสิ! ฉันล่ะอยากเห็นว่านายจะกล้าทำอะไรได้ คนที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนี้บ้างไหมถ้าฉันตายไป นายจะเป็นเป้าหมายต่อไปของเหล่าผู้โหยหวนแน่นอน!”
คำพูดของหลิวเนี่ยนทำให้หลายคนเริ่มมีความคิดบางอย่างขึ้นรวมทั้งซางจื้อหยวนที่สวมบทกัปตันอยู่ข้างผมด้วย
“โอ้ ในที่สุดก็มีคนพร้อมจะเปิดเผยข้อมูลที่มีประโยชน์จริงๆ สักทีนะนั่นหมายความว่า นายเคยปกป้องคุณชายผู้มั่งคั่งนี่มาก่อนแล้วสินะ”
ซางจื้อหยวนแสดงออกอย่างสุภาพอ่อนโยนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเขา ความเห็นของเขาต่อเฉียนตัวตัวถูกเก็บไว้ในใจ
คำพูดนั้นเป็นเหมือนการประเมินที่เป็นกลางที่สุดสำหรับคนอย่างเฉียนตัวตัว
กล่าวคือน้ำเสียงของเขาฟังเหมือนกับจะพูดว่า “นายเชื่อเจ้าคนไร้ค่าแบบนี้จริงๆ เหรอ”
“อาเมน ขอให้การปกปักษ์จากพระเจ้าจงคุ้มครองพวกเราด้วยเมตตาขอให้พวกเราได้พบแสงสว่างกันทุกคน ลูกเอ๋ย สิ่งที่เจ้าทำนี้ยิ่งใหญ่การปกป้องของเจ้าจะช่วยให้ทุกคนที่อยู่ในฝ่ายธรรมได้รับการปกป้อง”
พูดซะดูดีแต่ก็ไม่ต่างอะไรจากการยุให้หลิวเนี่ยนไปสละชีวิตตนเองนั่นแหละ
คิดจริงๆหรือว่าไม่มีใครเข้าใจความหมายที่แฝงไว้ในคำพูดนี้ไม่ว่าจะพยายามอ้างพระเจ้ามากแค่ไหน ถ้ามีความเชื่อจริงๆ คงไม่จำเป็นต้องพร่ำเพ้ออยู่ตลอดเวลาแบบนี้หรอก
ขอบอกเลยว่าตอนนี้ตาลุงนั่นก็แค่บาทหลวงจอมปลอมสวมบทบาทหลอกลวงเท่านั้นเอง พอจะจินตนาการถึงอดีตของเขาได้ชัดเจนเลยล่ะ
แถมเหมือนว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้ลูกเล่นพรรค์นี้
ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังทำเป็นเชื่อสนิทใจว่าหลิวเนี่ยน เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจริงๆอีกหรือ
เหอะๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจก็คือในตอนนี้หลิวเนี่ยนกลับถอดแว่นตาออกอย่างเงียบๆแล้วเก็บมันใส่กล่องแว่นตาในกระเป๋าของเขาอย่างระมัดระวัง
คิกคิก
เจ้ากล่องแว่นตาดูเชยๆนั่นเพิ่งถูกหยิบออกมาก็ทำให้ เฉียนตัวตัวหลุดขำพรืดออกมา
“เก็บกล่องแว่นจากที่แม่ซื้อให้แกไว้ให้ดีๆ เถอะ ฮ่าฮ่า!แบบนี้ยังกล้ามานั่งเครื่องบินอีก ค่าเครื่องบินนี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งเดือนของแกเลยเหรอ!”
บรรยากาศเริ่มน่าอึดอัดขึ้นทุกทีเสียงหัวเราะของ เฉียนตัวตัวช่างน่าขนลุก
แต่กลับไม่มีใครหัวเราะตามเขาได้เลยมีแต่ความรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นคนธรรมดาที่ไม่ได้มีชีวิตสุขสบายถูกเยาะเย้ยแบบนั้น
“ผม ความจริงแล้วผมเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย!”
ไม่น่าเชื่อว่าเด็กชายจ้ำม่ำตัวน้อยจะพูดออกมาด้วยเสียงอันไร้เดียงสาและทุ่มความกล้าทั้งหมดที่มี
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกคนกำลังคิดหาวิธีให้หลิวเนี่ยนนักศึกษาผู้เงอะงะซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กลับมีใครอีกคนที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปรากฏขึ้น
“น้องชาย แน่ใจเหรอว่ารู้วิธีคุ้มครองคน หรือว่าทำเหมือนการใช้พลังของกัปตันแบบนั้นน่ะเหรอ”
ผิ่นชวนเซี่ยเอ่ยขึ้นชุดกระโปรงลายดอกไม้ของเธอสะบัดอยู่ตรงหน้าเด็กน้อย
สาวสวยน่ารักและมีความร่าเริงแบบเธอเล่นเอาใจเด็กน้อยหวั่นไหวได้ไม่น้อย
ผลกระทบนี้ไม่ได้กระทบแค่เด็กน้อยเท่านั้นเหล่าหนุ่มๆ ที่อยู่ใกล้ก็พากันตกตะลึงไปตามๆ กัน
“นี่... ใกล้เกินไปแล้วล่ะ…”
เพียงแค่ได้ยินเสียงแซวอย่างเจ้าเล่ห์ก็มองออกว่าแม้ในท่ามกลางความตึงเครียดพวกเขาก็ยังมีอารมณ์คิดอะไรเพ้อเจ้อที่ชวนให้หัวเราะ
พวกนั้นนะผมชื่นชมความกล้าของพวกเขาจริงๆ
“คุณชายเฉียน แกจะไปใส่ใจอะไรกับระยะใกล้ชิดของเด็กน้อยเขาล่ะหรือว่าเด็กนี่ทำให้แกหึงหวงขึ้นมางั้นเหรอ”
หลังจากเก็บกล่องแว่นตาแล้วหลิวเนี่ยนก็เปลี่ยนไปเหมือนกลายเป็นอีกคนน้ำเสียงและสายตาของเขามีชีวิตชีวามากขึ้นเหมือนว่าเขาจะเริ่มมีทักษะด้านการโต้กลับคำพูดแล้ว
“แก...แกยังกล้า...”
เฉียนตัวตัวนะเฉียนตัวตัวทำตนเองแท้ๆ นี่แหละผลกรรมที่ตามทัน
คำพูดนี้แรงไม่น้อยแต่จะไปโทษคนที่ปากร้ายก็ไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ในหลายๆ สถานการณ์เขาพยายามกดหลิวเนี่ยนไม่ให้พูด เพื่อหวังจะเป็นตัวเด่นแต่เพียงผู้เดียวในเกมนี้
“ทำไมจะไม่กล้าล่ะ ฮึฮึ เป็นนักศึกษาแล้วจะทำไม ยากจนแล้วยังไงล่ะ คุณชายเฉียนคิดว่าเงินของแกจะช่วยแกได้ที่นี่งั้นเหรอ”
“ลองใช้ให้ฉันดูหน่อยสิ”
สายตาแบบนั้นผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
คนที่เคยโดนกดขี่และเป็นคนเงียบๆพอเริ่มต่อต้านแล้วเจอตัวตนอีกด้านของตนเอง ก็อาจค้นพบว่าเขามีอีกตัวตนหนึ่งซ่อนอยู่ตลอดมา
ในตอนนั้นความโอหังและความหยิ่งผยองของหลิวเนี่ยนอาจมากกว่าเจ้าคุณชายเฉียนที่อวดดีเสียอีก
“โอ้ เป็นโรคสองบุคลิกเหรอเนี่ย ถือว่าฉันโชคดีจริงๆเพราะไม่ได้เจออัจฉริยะที่แท้จริงมานานแล้วนะ”
อัจฉริยะคำนี้ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว เพราะบ้ากับอัจฉริยะมักจะเป็นเพื่อนสนิทกันเส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนี้ค่อนข้างเลือนลาง
ในหลายการทดลองทางวิทยาศาสตร์เรื่องนี้ก็ถูกพิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“ฉันคงไม่ดูผิดหรอกนะ สังเกตนายมานานแล้วอย่าลืมว่าฉันเป็นจิตแพทย์ระดับสูงด้วยล่ะ อัตราค่าบริการรายชั่วโมงของฉันน่ะคุณชายบางคนก็ยังจ่ายไม่ไหวเลย”
คำพูดนี้ฟังเหมือนหาเรื่องแต่ต้องยอมรับว่าแพทย์นิติเวชหญิงพูดก็ไม่ผิด
จากภูมิหลังและภาพลักษณ์ที่มองเห็นเธอเปิดคลินิกจิตเวชเองได้ก็น่าจะมีมูลค่ามหาศาลจิตแพทย์ชั้นนำหนึ่งชั่วโมงคิดค่ารักษาเป็นร้อยๆ ก็คงรวยได้ไม่ยากเลยทีเดียว
“ได้ยินไหม ฉันป่วยนะ และเป็นโรคจิตเวชด้วย เข้าใจความหมายไหม ใบรับรองนี้ทำให้ฉันฆ่าแกได้โดยไม่ต้องติดคุก ต่อให้ครอบครัวแกมีเงินแค่ไหน คิดว่าบ้านฉันไม่มีเส้นสายหรือไง”
ราวกับหลิวเนี่ยนเป็นคนละคนในขณะที่เขายกแขนขึ้นมา เผยให้เห็นนาฬิกาที่ดูไม่เข้ากับชุดของเขาเลยนาฬิกานั้นถูกออกแบบอย่างประณีต
พร้อมกับโลโก้แวววาวที่ส่องประกายจนทำให้ทุกคนอึ้งไปตามๆกัน
นี่ยังไม่รวมถึงใบรับรองที่เขาหยิบออกมาจากกระเป๋าใบที่ผมเคยเห็นมาจากคลิปในศาลหลายครั้งใบรับรองการวินิจฉัยโรคจิตเวชที่ถือเป็นดั่ง “ไพ่ตาย” ของคนมีเงินอย่างไรล่ะ
สามารถช่วยให้ลูกคุณหนูที่ขับบีเอ็มดับบลิวชนคนตายรอดพ้นจากการถูกลงโทษทางกฎหมายได้