ตอนที่ 3 ลอบสังหาร? นางไม่กล้าหรอก
เซิ่งจิ่งอวี้สงสัยว่าตนเองหูฝาดไป จึงสั่งให้เขาพูดซ้ำอีกครั้ง
เมิ่งฉีทวนคำตามความจริง “ซูเหวินยวนวางแผนจะลอบสังหารท่านอ๋องในคืนนี้ จากนั้นโยนความผิดให้อัครมหาเสนาบดีซู”
ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่คำเดียว สรุปใจความสำคัญได้ครบถ้วน
เซิ่งจิ่งอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เลิกคิดจะฆ่าตัวตาย แล้วหันมาฆ่าเขาแทนหรือ?
ั้แ่ชื่อเสียงอันโเี้ของเขาเลื่องลือออกไป นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินเื่ที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้
พระชายาที่ยังไม่เคยพบหน้าของเขา ช่างมีความทะเยอทะยานดีแท้
“เสด็จพ่อทรงส่งคนมาเตือนข้าเป็พิเศษ ว่าห้ามสังหารพระชายาเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในราชสำนัก ข้ากำลังกลุ้มใจว่าจะลงมืออย่างไรดี นางกลับจะชิงลงมือก่อนเสียแล้ว ดีเลย! รีบไปพานางมาให้ข้าดูหน้าหน่อย!”
เซิ่งจิ่งอวี้แทบจะรอไม่ไหวแล้ว
งานมงคลที่เดิมทีแสนจะน่าเบื่อหน่าย จู่ ๆ ก็กลับกลายเป็น่าสนใจขึ้นมา
ทางด้านจวนอัครมหาเสนาบดี ซูหยวนและนางหวังยังคงไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
สินสอดนั้นมีจำนวนมหาศาลเกินไป พวกเขาย่อมรู้สึกเสียดาย
แต่ซูเหวินยวนไม่ลังเลที่จะลากทุกคนลงนรกไปด้วยกัน ตอนนี้เกี้ยวเ้าสาวของจวนอ๋องเฉินก็มาถึงแล้ว หากเกิดเื่ขึ้นมาจริง ๆ คงจะอธิบายได้ยาก
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เ้าคะ พวกเราให้ไปเพียงบางส่วนก่อน ที่เหลือก็ค่อยว่ากันทีหลัง! อ๋องเฉินกล่าวไว้แล้วไม่ใช่หรือว่า จะรอดชีวิตหรือไม่ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของพระชายาเอง บางทีนางอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันก็ได้”
นางหวังกล่าวด้วยแววตาอำมหิต
ซูหยวนแค่นเสียงเ็า “จะต้องรอนานถึงหลายวันเชียวหรือ? คืนนี้นางก็จะลอบสังหารอ๋องเฉินแล้ว”
นางหวังกวาดตามองซูเหวินยวนอย่างดูถูกแล้วพูดว่า
“นางก็ดีแต่พูดไปอย่างนั้นแหละเ้าค่ะ พอเจออ๋องเฉินเข้าจริง ๆ คงจะกลัวจนแข้งขาอ่อนเปลี้ยจนยืนแทบไม่ไหวแล้ว ยังจะมาลอบสังหารอะไรกัน นายท่านไปเกลี้ยกล่อมนางสองสามคำ แล้วให้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อส่งนางไปก็พอแล้วนี่เ้าคะ”
นางหวังรู้จักซูเหวินยวนดี นางขี้ขลาดตาขาว ปกติแล้วแม้แต่จะพูดเสียงดังก็ยังไม่กล้า
วันนี้คงเป็เพราะถูกบีบจนเข้าตาจน พอผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ก็คงจะดีขึ้น บางทีอาจจะรู้สึกหวาดกลัวกับการ
กระทำของตนเองในภายหลังก็เป็ได้
ซูหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าเป็ไปได้ จึงสั่งให้คนยกหีบสินสอดออกมาสองใบ
ข้างในเป็เสื้อผ้าและผ้าไหมที่ไม่ค่อยมีราคา แต่มีกล่องใส่เครื่องประดับและตั๋วเงินแยกไว้ต่างหาก
ซูเหวินยวนดูกล่องนั้นแล้วก็รีบกอดไว้แน่น ไม่พูดอะไรสักคำแล้วหันหลังเดินจากไปทันที
มีติดตัวไว้นิดหน่อยก็ยังดี อย่างน้อยก็พอจะใช้ชีวิตไปได้อีกสองสามวัน รอให้มีโอกาสค่อยกลับมาทวงที่เหลือ
เกี้ยวเ้าสาวรออยู่หน้าจวนนานเกินไปแล้ว นางไม่อยากจะไปล่วงเกินพญายมที่มีชีวิตผู้นั้น
“นี่นางพอใจหรือไม่พอใจกันแน่?” ซูหยวนมองนางหวังอย่างไม่เข้าใจ
นางหวังเห็นซูเหวินยวนจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ก็เกือบจะหัวเราะออกมา
“ก็แค่เด็กบ้านนอก ไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้ คงจะตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ไม่ต้องไปสนใจนางหรอกเ้าค่ะ”
ซูหยวนรู้สึกว่าเื่ราวไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น กลัวว่านางจะเกิดความไม่พอใจแล้วคิดจะแก้แค้น ถึงเวลานั้นอาจจะลากทั้งครอบครัวไปตายด้วยกันก็ได้ใครจะไปรู้
แต่นางหวังกลับเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่านางไม่มีความกล้าพอที่จะทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน
ซูเหวินยวนขึ้นเกี้ยวไปแล้วและกำลังนับตั๋วเงินอยู่ นางก็หยิบออกมาส่วนหนึ่งมอบให้เยว่ซิ่ว
ในนิยาย เยว่ซิ่วอยู่เคียงข้างเ้าของร่างเดิมมาโดยตลอด แม้เ้าของร่างเดิมจะถูกรังแก เยว่ซิ่วก็ไม่เคยจากไปไหน หากจวนอ๋องเฉินเป็ถ้ำเสือจริง ๆ ก็อย่าได้ลากหญิงสาวผู้นี้เข้าไปพัวพันเลยจะดีกว่า
แต่เยว่ซิ่วไม่ยอมรับ กลับปฏิญาณตนว่าจะขอติดตามซูเหวินยวนไปจนวันตาย
“ก็ได้ วันข้างหน้าหากเ้าอยากจะไปเมื่อไหร่ก็บอกข้าแล้วกัน” ซูเหวินยวนไม่ได้พูดอะไรให้มากความ
ณ โถงหน้าของจวนอ๋องเฉิน
แม้ว่าเซิ่งจิ่งอวี้จะบอกให้จัดงานทุกอย่างให้เรียบง่าย แต่ภายในจวนก็ยังคงต้องมีพิธีคำนับฟ้าดิน
แเื่บางส่วนที่ไม่ได้รับเชิญก็นั่งรออยู่ในโถง เพื่อรอชมซูเหวินยวน
ผู้ที่กล้ามาดูความครึกครื้น ล้วนเป็พวกขององค์รัชทายาท จึงไม่กลัวที่จะล่วงเกินเซิ่งจิ่งอวี้
“เมื่อก่อนมีกี่บ้านที่อยากจะส่งบุตรสาวเข้าจวนอ๋องเฉิน ตอนนี้เป็อย่างไรเล่า แม้อยากจะแต่งก็แต่งไม่ได้แล้ว”
“ฝ่าาเองก็ทรงขบคิดจนปวดเศียรเวียนเกล้า ถึงได้เลือกคนผู้นี้ขึ้นมา ดูเหมือนจะมีชาติกำเนิดที่ดี เป็บุตรีคนโตของอัครมหาเสนาบดีซู แต่ความจริงแล้วกลับไม่ได้เื่”
“อีกเดี๋ยวคนก็มาถึงแล้ว ดูเหมือนว่าอ๋องเฉินจะไม่ปรากฏตัวนะ”
ทุกคนต่างลดเสียงลงต่ำ แล้วพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กัน
องค์รัชทายาทที่นั่งตัวตรงอยู่ด้านหน้าได้ยินเข้า ก็หัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “อย่าไปสนใจเลยว่าอ๋องเฉินจะมาหรือไม่ มาเดากันดีกว่าว่าพระชายาอ๋องเฉินจะมีชีวิตรอดหรือไม่”
อีกคนหนึ่งพูดอย่างสงสัย “ฝ่าาทรงเตือนอ๋องเฉินไปแล้วว่าห้ามทำร้ายพระชายาไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ?”
องค์รัชทายาทหัวเราะเยาะ “เ้าคงลืมไปแล้วกระมังว่าเหอกุ้ยเฟยเมื่อปีก่อนเป็เช่นไร แม้เสด็จพ่อจะทรงมีราชโองการ ก็ยังไม่อาจช่วยนางไว้ได้”
เมื่อก่อนในวังหลังมีพระสนมอยู่คนหนึ่ง อาศัยว่าตนเป็ที่โปรดปรานจึงเยาะเย้ยเซิ่งจิ่งอวี้ว่าเป็คนตาบอด เซิ่งจิ่งอวี้จึงสั่งให้คนของตนควักลูกตาของนางออกมาทันที
ฮ่องเต้รีบมีราชโองการ ห้ามให้เขาทำร้ายพระสนม
แต่เขากลับขวางขันทีผู้นำราชโองการไว้ด้านนอก รอจนกระทั่งเสียงกรีดร้องดังขึ้น ถึงได้ให้ขันทีประกาศราชโองการ
เมื่อนึกถึงเื่นี้ ทุกคนต่างก็หนาวสั่นสะท้านสันหลังไปตาม ๆ กัน บรรยากาศภายในห้องจึงเงียบสงัดลงทันที
เกี้ยวเ้าสาวถูกวางลงที่หน้าประตูจวนอ๋องเฉิน แม่สื่อนำซูเหวินยวนเข้าไปในจวน
พอมาถึงโถงหน้า ก็ได้ยินองค์รัชทายาทพูดหยอกล้อขึ้นว่า “ยังจะคลุมหน้าอยู่ทำไมอีก อ๋องเฉินมีปัญหาทางสายตา จะคลุมหรือไม่คลุมก็ไม่ต่างกันอยู่ดี อย่างไรเสียก็มองไม่เห็น”
พูดจบทุกคนก็หัวเราะครืน เยว่ซิ่วที่อยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกไม่พอใจจนหน้าแดงก่ำ
สายตาของคนมากมายที่มองมา ราวกับกำลังมองดูตัวตลกอยู่ ไม่ว่าผู้ใดได้เจอสถานการณ์เช่นนี้ก็คงจะรู้สึกไม่สบายใจ
ซูเหวินยวนเปิดผ้าคลุมหน้าออก แล้วกล่าวด้วยเสียงเ็า
“ผ้าคลุมหน้าสีแดงนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนดู แต่มันเป็สัญลักษณ์ของความเป็สิริมงคลและความโชคดี ในเมื่อพวกท่านช่างไร้ความรู้ถึงเพียงนี้ ก็อย่าได้หัวเราะเสียงดังนักเลย”
รอยยิ้มพลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้าของทุกคน บรรยากาศก็เริ่มอึดอัดขึ้นมา
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจยิ่งกว่านั้น ก็คือรูปโฉมของซูเหวินยวน
ดวงตาทั้งสองกระจ่างใส คิ้วเรียวยาว ความงามที่แม้แต่ชุดแต่งงานผ้าเนื้อหยาบก็ไม่อาจบดบังได้
นางคล้ายกับมารดาของตนอย่างยิ่ง มารดาของนางในอดีตเคยได้รับสมญานามว่าเป็หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
รูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้ แต่กำลังจะต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า ช่างน่าเสียดายโดยแท้
องค์รัชทายาทผู้เป็ตัวตั้งตัวตีในเื่นี้ มีสีหน้าบูดบึ้งอย่างยิ่ง
ซูหลินเอ๋อร์บอกว่าพี่สาวคนโตของนางหน้าตาธรรมดาไม่ใช่หรือ? หากรู้ก่อนหน้าว่ารูปโฉมของนางงามถึงเพียงนี้ เขาจะปล่อยให้นางแต่งกับเซิ่งจิ่งอวี้ได้อย่างไร?
“พวกท่านไม่หัวเราะกันแล้วหรือ?” เซิ่งจิ่งอวี้เดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะปรากฏตัว ทั้งยังคงอยู่ในชุดสีขาวเช่นเดิม
ซูเหวินยวนเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน จึงหันไปมองด้วยความสงสัย
เครื่องหน้าของเขางดงามประณีต ผิวขาวราวกับกระดาษ ดวงตาถูกคาดทับด้วยผ้าไหมสีขาว ให้ความรู้สึกเ็าและสูงส่งเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป
สายลมพัดชายเสื้อคลุมด้านนอกของเขาให้พลิ้วไหว เผยให้เห็นรูปร่างใต้เสื้อผ้าที่ดูผอมบางยิ่งขึ้น
ด้วยร่างกายที่ผ่ายผอมถึงเพียงนี้ ยากจะจินตนาการได้ว่าเขาคือท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์
ในขณะเดียวกัน สายตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าไหมสีขาวของเซิ่งจิ่งอวี้ก็กำลังสำรวจนางอยู่เช่นกัน
เขาก็รู้สึกเหลือเชื่อไม่ต่างกัน ด้วยใบหน้าที่งดงามเช่นนี้ เหตุใดจึงถูกผลักไสออกมาเป็โล่กำบัง?
องค์รัชทายาทปรับสีหน้าให้เป็ปกติ แสร้งทำเป็พูดสบาย ๆ ว่า
“พี่สี่แต่งชายาเป็เื่มงคล น่าเสียดายที่พี่สี่ตาบอด จึงมองไม่เห็นรูปโฉมอันน่าทึ่งของพระชายา”
รอยยิ้มของเซิ่งจิ่งอวี้หุบลงทันที สีหน้ากลายเป็บึ้งตึง
ซูเหวินยวนถึงกับใ คิดว่าสมแล้วที่เป็พระเอกของเื่ ถึงได้กล้าที่จะจี้ใจดำของเซิ่งจิ่งอวี้ต่อหน้าเช่นนี้
ทุกคนถึงกับเหงื่อไหลท่วม ให้พวกเขาหัวเราะเยาะอยู่ลับหลังก็พอไหว แต่ให้มาผสมโรงต่อหน้าเช่นนี้ย่อมไม่กล้า
มีคนหนึ่งพยายามแก้ไขสถานการณ์โดยกล่าวว่า “รูปโฉมเป็เื่รอง มีข่าวลือว่าบุตรีคนโตของอัครมหาเสนาบดีซู อ่อนโยน เฉลียวฉลาดเกินคน ทั้งยังรอบรู้ เข้าใจผู้อื่น…”
ซูเหวินยวนมองคนที่พูดด้วยความตกตะลึง
นี่มันพูดจาเหลวไหลสิ้นดีไม่ใช่รึ?
อารมณ์ของเซิ่งจิ่งอวี้ไม่ได้ดีขึ้นเพราะคำเยินยอเหล่านี้ เขาโบกแขนเสื้อแล้วกล่าวว่า “ข้าเหนื่อยแล้ว เชิญทุกท่านกลับไปได้”
พิธีการจึงสิ้นสุดลงเท่านี้เอง เซิ่งจิ่งอวี้ไม่ได้พูดคุยกับซูเหวินยวนแม้แต่คำเดียว เขาหันหลังแล้วจากไป
ที่เขามาในวันนี้ ก็เพียงเพราะอยากเห็นรูปโฉมของซูเหวินยวนเท่านั้น
ส่วนเื่สำคัญที่แท้จริง อยู่ที่คืนนี้ต่างหาก...