ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่33 แค่เด็กนี่นะ

    บทที่33แค่เด็กนี่นะ


              “จะ...จะ...เจ้าไม่ซิ....คุณชาย ท่านจะมารักษาบิดาของข้าจริงหรือ”


            หวังลู่ชางเปลี่ยนอารมณ์ทันทีเมื่อรู้ว่าจ้าวเฟยหลงเดินทางมาเพื่อรักษาบิดาของตน

              “ถูกแล้วข้ามาตามคำเชิญของลู่ซือเพื่อรักษาท่านอ๋อง”จ้าวเฟยหลงตอบตามตรง

              “ดี...ดี ข้าจะไปแจ้งท่านพี่ก่อนคุณชายจ้าวโปรดรอที่นี่สักครู่” จากนั้นหวังลู่ชางก็เดินปรี่เข้าหลังเรือนทันที


              “เฟยหลง รอสักครู่เถอะนะเดี๋ยวพี่ใหญ่คงออกมาต้อนรับเจ้า”


            หวังลู่ซือกล่าวกับจ้าวเฟยหลงอย่างเกรงใจนางพยายามต้อนรับขับสู้อย่างสุดความสามารถ


              ไม่นานหวังลู่ชางก็เดินตามชายหนุ่มคนหนึ่งออกมาชายหนุ่มคนนี้อายุราวยี่สิบปีร่างกายสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลานับเป็นหนุ่มรูปงามโดยแท้ ท่าทีสง่าผ่าเผยบารมีแห่งความสูงศักดิ์ของเขาทำให้ผู้คนอดที่จะหวั่นเกรงไม่ได้ยิ่งเมื่อมองใกล้ๆชุดสีขาวดั่งไข่มุกของเขา ยิ่งทำให้ตัวตนบริสุทธิ์ราวกับเซียนสวรรค์


              ชายหนุ่มคนนี้ก็คือพี่ใหญ่ของหวังลู่ซือซื่อจื่อ*แห่งแคว้นหมิงโจว หวังลู่อี้


              “คารวะพี่ใหญ่”


              “คารวะซื่อจื่อ”


              หวังลู่ซือและเฒ่าซีฮันทำความเคารพหวังลู่อี้มองที่น้องสาวของตนเองแม้จะเป็นพี่ชายที่รักและตามใจน้องสาวมากขนาดไหนก็ตามแต่ตอนนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะต้องว่ากล่าวน้องสาวตนเอง


              “เจ้าเด็กดื้อ
    !!


            กลับมาได้แล้วหรือ รู้หรือไม่ทำเช่นนี้ที่บ้านเป็นห่วงขนาดไหนท่านพ่อเป็นห่วงเจ้าขนาดไหน”


            หวังลู้อี้ตำหนินางเพราะในฐานะพี่ชายเขาก็เป็นห่วงนางเช่นกันน้องสาวคนเล็กหายตัวไปในยามที่เกิดวิกฤตใหญ่หลวงในบ้านของตนยิ่งทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไปอีก


              ยังไม่ทันที่จะได้พูดต่อ น้ำตาของหวังลู่ซือเอ่อล้นออกมาอาบไล้ไปทั่วแก้มบางขาวเนียนของนาง เสียงสะอื้นฮักๆเบาในลำคอทำให้คำพูดต่อไปของหวังลู่อี้ถึงกับต้องหยุดที่ริมฝีปากและไหลกลับคืนลงท้องของเขาไป ได้เห็นน้องสาวของตนร้องไห้ ใจของพี่ชายก็อ่อนยวบลงจนมิอาจว่ากล่าวต่อได้


              “เอาล่ะๆ ไม่ว่าแล้วๆ ไม่ต้องร้องพี่ใหญ่จะไม่ว่าเจ้าแล้ว”


            ซื่อจื่อผู้ยิ่งใหญ่ตอนนี้กำลังต้องปลอบน้องสาวของตนด้วยเสียงน่ารักอ่อนละมุนหากใครมาเห็นก็คงต้องตกตะลึง


              “ฮือๆๆ ข้าอุตส่าห์ละ..ลำบากฮือๆๆ ตะ ตะ ตามหาสมุนไพรวิญญาณ ฮือๆ มารัก...รักษาท่านพ่อพี่ใหญ่ยังมาว่าข้า บะ...บะ...แบบนี้ข้าเสียใจมากเลยฮือๆๆๆ”


              จ้าวเฟยหลงในฐานะคนนอกที่ยืมมองภาพนี้ต้องเป็นพยานจำเป็นในการมองหญิงงามล่มเมืองผู้หนึ่งร้องไห้อ้อนพี่ชายของนางราวกับเด็กน้อยผู้หนึ่งก็มิปานนี่มันออกจะเกินไปจากที่คาดไปมากเลยในการมาที่จวนอ๋องแห่งนี้


              “แค่กๆ”


            จ้าวเฟยหลงส่งเสียงเบาๆทำให้ทั้งสองคนหันมามองที่เขา หวังลู่อี้รีบคืนสู่สถานะซื่อจื่อของเขาอย่างรวดเร็ว สูงส่ง เย็นชา ส่วนหวังลู่ซือเมื่อหันมาสบตากับเขาก็หน้าแดงขึ้นทันใด อายจนต้องหลบไปยืนด้านหลังพี่ใหญ่ของนาง


            นางนั้นคือหญิงงามที่เป็นดั่งดวงดาวส่องอาณาจักรให้สว่างใส คุณชายตระกูลใหญ่ทายาทสำนักยุทธ์ ต่างปรารถนาดวงใจของนาง แต่กริยาเมื่อกี้นี้มันช่างน่าอายนัก


              “ท่านนี้คงเป็นคุณชายจ้าวข้าหวังลู่อี้ขอคารวะ”


            จ้าวเฟยหลงรู้สึกว่าพริบตาเดียวที่โดนผู้ชายคนนี้มองเหมือนเขาถูกมองอย่างทะลุปรุโปร่งไปหมดชายคนนี้คงอยู่ในระดับจ้าวยุทธ์ขั้นห้าเป็นอย่างน้อย พลังของเขาสูงส่งมากทีเดียวหากต้องต่อสู้กันจ้าวเฟยหลงประเมินว่าตอนนี้เขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายคนนี้

              “จ้าวเฟยหลงคารวะซื่อจื่อ” จ้าวเฟยหลงประสานมือเมื่อมาแล้วคงไม่อาจไร้มารยาท


              “ขอถามคุณชายจ้าวท่านพบเจอน้องสาวของข้าได้เช่นใด” หวังลู่อี้เริ่มการสอบถามทันทีเขาไม่มีเวลาโอ้เอ้สนทนาเรื่อยเปื่อยเพราะพ่อของเขายังนอนป่วยอยู่


              “ข้าและลู่ซือพบเจอกันโดยบังเอิญที่หุบเขาตอนนั้นนางถูกนักล่าสัตว์อสูรรุมทำร้าย ข้าจึงได้เข้าไปช่วยเหลือทำให้ได้รู้จักกัน”

            

            จ้าวเฟยหลงตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา


              “อะไรกัน
    !!! ลุงซีฮันเป็นเรื่องจริงหรือ” หวังลู่ชางหันไปถามด้วยเสียงอันดัง


              “เรียนอ๋องน้อยรองเป็นจริงอย่างที่คุณชายจ้าวพูดขอรับ หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากคุณชายจ้าวไม่แน่ว่าจวิ้นจู่และข้าจะได้มายืนที่นี่ในวันนี้”

            

            เฒ่าซีฮันสีหน้าเศร้าสร้อยเมื่อพูดถึงเรื่องนี้


              “บังอาจนัก
    !!” เสียงโกรธเกรี้ยวของหวังลู่อี้ดังขึ้นทั่วโถงใหญ่


            “มันเป็นใครมาจากไหนถึงกล้ามาทำร้ายน้องสาวของข้า”


            จ้าวเฟยหลงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของหวังลู่อี้ในใจเตือนตนเองว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นห้าห้ามหาเรื่องชายคนนี้เด็ดขาด


              “เรียนซื่อจื่อพวกมันคือนักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำขอรับ” เฒ่าซีฮันรายงานด้วยความเคารพ


              “นักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำมิน่าพวกมันถึงกล้าทำเช่นนี้” หวังลู่ชางพูดออกมาด้วยความโกรธ


              “อย่าห่วงเลย ข้าจะไปทวงคำตอบจากพวกมันแน่นอน”หวังลู่อี้กล่าวอย่างมั่นใจ


              จากนั้นหวังลู่อี้หันหน้าสบตากับจ้าวเฟยหลงแล้วประสานมือคารวะ


              “ข้าขอเป็นตัวแทนจวนอ๋อง ขอบคุณคุณชายจ้าว นับแต่นี้ท่านคือแขกผู้ทรงเกียรติของจวนหมิงโจวอ๋องหากมีสิ่งใดต้องการแล้วไม่เกินความสามารถของข้า รับรองว่าจะไม่ปฏิเสธท่านแม้เพียงครึ่งคำ”


              “ซื่อจื่อกล่าวเกินไปแล้วข้าเพียงพบและได้ช่วยเหลือกันโดยบังเอิญเท่านั้นหาใช่เรื่องใหญ่”


              “ขอถามคุณชายจ้าวท่านมั่นใจเพียงใดว่าจะสามารถรักษาบิดาของข้าได้”


            สายตาแหลมคมจ้องมาทาง จ้าวเฟยหลงทำให้เขาต้องรีบปรับการรับรู้ของของตนเองในทันทีเพื่อตั้งรับ


              “ข้ามั่นใจถึงเก้าส่วน”


            จ้าวเฟยหลงตอบอย่างเต็มปากเต็มคำแม้เขาจะไม่เคยรักษาคนมาก่อนแต่ด้วยความรู้ที่ได้มาจากดวงจิตโลกาทำให้เขามีความมั่นใจเช่นนี้


              “ดี
    !!! ถ้าอย่างนั้นขอเชิญคุณชายจ้าวที่เรือนหลังใหญ่”


            หวังลู่อี้เดินนำทุกคนไปที่เรือนหลังใหญ่ที่สุดของจวน แน่นอนว่านี่คือที่พำนักของหมิงโจวอ๋องผู้ปกครองทั่วทั้งแคว้นหมิงโจว


              ทันทีที่เข้ามาบริเวณเรือนนี้จ้าวเฟยหลงผู้ที่ได้เคยพบเจอการตกแต่งที่หรูหรามาแล้วแต่ที่นี่การตกแต่งมิอาจใช้คำว่าหรูหรา มาอธิบายได้ตอนนี้เขานึกได้แค่เพียงหนึ่งคำคือสูงส่ง


              บริเวณทางเดินปูด้วยหินราคาแพงสวนหย่อมด้านข้างมีสมุนไพรวิญญาณที่มีกลิ่นหอมชื่นใจเมื่อสูดดม ภูเขาจำลองที่มีสายน้ำตกไหลผ่านประดับพื้นดินด้วยพันธุ์ไม้ดอกสีสวย ต้นไม้ใหญ่ที่ด้านหน้าเรือนสูงใหญ่ให้ร่มเงาที่โคนต้นยกพื้นแล้วปูพื้นด้วยไม้จันทร์หอมเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจบรรยากาศเป็นธรรมชาติ สงบใจยิ่งนัก


              เมื่อเดินเข้าไปในเรือนพักจ้าวเฟยหลงสังเกตุเห็นกลุ่มคนราวสี่คนกำลังยืนคุยกันเบาๆ เพื่อไม่รบกวนผู้ป่วย


              “น่าจะเป็นบรรดาหมอที่ถูกเชิญมารักษาท่านอ๋อง”


            จ้าวเฟยหลงมองแวบเดียวแล้วก็เดินไปให้ใกล้กับขอบเตียงมากที่สุดเพื่อดูอาการของป่วย


              “คารวะซื่อจื่อ อ๋องน้อยรองจวิ้นจู่”


            หมอทั้งสี่คนเมื่อเห็นทั้งสามคนก็เร่งทำความเคารพไม่ให้เสียมารยาทอย่างไรเสียทั้งสามคือผู้กุมอำนาจของแคว้นหมิงโจวรุ่นต่อไปหากทำให้พวกเขาพอใจได้วันข้างหน้าหมอทั้งหลายที่มาวันนี้ย่อมไม่ลำบากแน่นอนแต่กลุ่มหมอได้เมินต่อเฒ่าซีฮันและจ้าวเฟยหลงทันทีเนื่องจากคิดว่าเป็นคนรับใช้


              “ท่านหมอหลวงตันอาการของบิดาของข้าตอนนี้เป็นเช่นไร”


            หวังลู่อี้หันไปหาหมอนามว่าตันฮุ่ยเหอ  หมอคนนี้คือหัวหน้าหมอหลวงชื่อเสียงโด่งดังทั่วอาณาจักรต้าตง


              “เรียนซื่อจื่อ” พูดได้แค่นั้นตันฮุ่ยเหอก็ส่ายหน้าเบาๆ


              แม้จะตกใจในท่าทางของหมอหลวงตันแต่ก็เก็บอาการของตนไว้เป็นอย่างดี


            “เอ่อ...ท่านหมอฮัวแล้วท่านคิดอย่างไร”


            หวังลู่อี้หันไปถามหมออีกคนคือฮัวหนิงเจี้ยนชายที่ถูกยกย่องทั้งอาณาจักรต้าตง ว่าคือหมอเทวดาสามารถยื้อแย่งชีวิตที่ถูกยมฑูตพรากไปแล้วกลับมาได้


              “เรียนซื่อจื่ออาการท่านอ๋องหนักหนาขึ้นทุกที เกรงว่า...” พูดแค่นั้นเขาก็นิ่งไป


              เมื่อได้รับคำตอบจากหมอทั้งสองคนแล้วหวังลู่อี้จึงมองที่จ้าวเฟยหลง


              “คุณชายจ้าวรบกวนแล้ว”ตอนนี้ความหวังของพวกเขาสามพี่น้องคงต้องฝากให้ชายพเนจรคนนี้รักษาแล้ว


              เมื่อเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งอายุราวสิบห้าสิบหกเดินไปที่เตียงของหมิงโจวอ๋อง หมอชื่อดังทั้งสองคนก็ขมวดคิ้วทันใดพวกเขาทั้งสองคือหมอที่ถูกนับหน้าถือตาอย่างสูงในอาณาจักร การรักษาของพวกเขาคือสิ่งที่มิอาจโต้แย้งอีกทั้งในเรื่องนี้ทั้งสองลงความเห็นในแนวทางเดียวกันสถานะการณ์ของหมิงโจวอ๋องมิอาจเป็นอื่นได้อีกแล้ว


              “เรียนถามซื่อจื่อชายคนนี้คือหมอที่ท่านเชิญมาอย่างนั้นหรือ”


            ฮัวหนิงเจี้ยนเอ่ยถามออกมาทำให้จ้าวเฟยหลงหยุดก้าวเดินหันมาทางฮัวหนิงเจี้ยนหวังลู่อี้ไม่รู้จะตอบเช่นใดเขาเองก็พึ่งเคยพบหน้าจ้าวเฟยหลงเป็นครั้งแรกนอกจากรู้ว่าเขาเคยช่วยชีวิตน้องสาวของตนนอกนั้นก็ไม่มีข้อมูลอื่นอีกแล้ว


              “นี่คือคุณชายจ้าวเฟยหลงสหายของน้องสาวของข้าเขายืนยันว่าสามารถรักษาบิดาของข้าได้” หวังลู่อี้กล่าวตอบ


              คำตอบนี้ทำให้หมอชื่อดังทั้งสองตกตะลึงชายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าสามารถเป็นสหายของหวังลู่ซือ หนึ่งในสุดยอดหญิงงามแห่งต้าตง แล้วยังสามารถรักษาอาการป่วยได้ด้วยนี่มันน่าสับสนเกินไปแล้ว


              “ซื่อจื่อ
    !! ท่านอ๋องคือผู้สูงศักดิ์แม้เจ็บป่วยก็ควรต้องระวังการรักษาให้รัดกุมที่สุดจะให้ใครที่ไหนมารักษาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ อีกอย่างนี่แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งนะขอรับ”ตันฮุ่ยเหอ หัวหน้าหมอหลวงกล่าว


              “ถูกแล้วซื่อจื่อขอท่านพิจารณาด้วย” ฮัวหนิงเจี้ยนก็ผสมโรงเข้าไปด้วย


              พวกเขาจะยอมให้เด็กหนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้มารักษาร่วมกับพวกเขาได้เช่นไรนี่มันเป็นการหยามเกียรติของพวกเขาชัดๆ จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้


              หวังลู่อี้เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หนักใจมากขึ้นกว่าเก่าเดิมทีหมอหลวงตันคือผู้ที่เขาไปเชิญมารักษาบิดาเมื่อมองไปที่หวังลู่ชางเขามีสีหน้าเช่นเดียวกับตนเองเพราะฮัวหนิงเจี้ยนหวังลู่ชางเป็นผู้ไปเชิญมาหากมิให้หน้าแก่พวกเขาทำให้พวกเขาไม่พอใจเช่นนี้กาลต่อไปอาจทำให้หมิงโจวอ๋องต้องลำบากใจเป็นแน่ แต่ถ้าไม่ให้จ้าวเฟยหลงรักษาอาจจะไม่มีกาลต่อไปสำหรับหมิงโจวอ๋องอีกเช่นกัน


              ทันใดนั้นเอง


              “ทุกท่าน
    !! ลูกที่ไม่กตัญญูย่อมเป็นที่สาปแช่งไปทั่วหล้าตอนนี้พี่ใหญ่ พี่รองต่างเชิญพวกท่านมารักษาบิดา ตอนนี้เป็นตัวข้าที่เชิญคุณชายจ้าวมารักษาบ้างโปรดเห็นแก่ความกตัญญูของข้าให้คุณชายจ้าวได้รักษาเถิด” หวังลู่ซือกล่าวอย่างตั้งใจ


              “ตอนนี้หมอทั้งสองไม่อาจรักษาบิดาข้าเหตุใดต้องมาขวางจ้าวเฟยหลงด้วย” นางคิดในใจ


              เมื่อถูกหลักแห่งความกตัญญูของหวังลู่ซือกดทับหมอทั้งสองจึงไม่อาจหาทางใดมาขัดขวางอีก แต่ก็ยังไม่วายหาที่จิกกัดจนได้


              “จวิ้นจู่ท่านอ๋องเป็นผู้สูงศักดิ์หากการรักษาผิดพลาดแล้วเกิดอะไรขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ”


            ตันฮุ่ยเหอ ทิ้งท้ายได้อย่างล้ำลึก ทำเอาหวังลู่ซือถึงกับไปไม่เป็น


              “แต่ถ้าทิ้งไว้เช่นนี้ท่านอ๋องก็ต้องตายภายใต้การรักษาของท่านทั้งสองอยู่ดีไม่ใช่หรือ” จ้าวเฟยหลงผู้ที่เงียบมานานเปิดปากพูดขึ้นบ้าง


              “เจ้า
    !!!...”หมอทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกันแต่ก็มิอาจพูดต่อไปได้อีกเพราะทั้งสองตัดสินใจแล้วว่าหมิงโจวอ๋องต้องตายอย่างแน่นอนหรืออีกอย่างหนึ่งคือพวกเขายอมแพ้แต่โรคนี้แล้ว


              “หากหมิงโจวอ๋องตายไปเชื่อว่าชื่อเสียงของพวกท่านก็ต้องแปดเปื้อนไม่มากก็น้อยมิสู้ให้ข้าคนพเนจรรับความลำบากนี้ไว้เองจะดีกว่า”


              สองหมอชื่อดังจ้องมองที่ชายหนุ่ม จ้าวเฟยหลงพูดออกมานั้นตรงกับใจของพวกเขาจริงๆการตายของหมิงโจวอ๋องต้องกระเทือนต่อชื่อเสียงของพวกตนแน่นอนแต่อีกนัยหนึ่งแสดงว่าพวกเขาอับจนหนทางจนต้องให้ใครก็ไม่รู้มาทำหน้าที่แทนจึงได้แต่เงียบไป


              “ทุกท่าน ข้าขอตัวก่อน”


            จ้าวเฟยหลงเดินไปที่หลังจากกั้นแล้วเข้าไปที่ด้านข้างของหมิงโจวอ๋องเมื่อมองดูใบหน้าของเขาแล้ว รู้สึกได้ถึงอำนาจของชายผู้นี้ อายุน่าจะประมาณห้าสิบกว่าปีร่างกายสูงใหญ่แข็งแกร่ง มีบารมีของผู้สูงศักดิ์แม้ป่วยหนักก็ตามหากในเวลาปรกติไม่ต้องคิดว่าเขาจะน่าเกรงขามขนาดไหน


              จ้าวเฟยหลงเห็นแผลที่แขนและขาของหมิงโจวอ๋องแล้วก็ต้องใจหายการถูกกิ้งก่าเพลิงพิภพกัด ย่อมมิอาจบรรยายความเจ็บปวดได้ นอกจากฟันที่แหลมคมแล้วยังเจือปนด้วยพิษร้ายที่แสบร้อนราวกับถูกไฟเผาผลาญแผลตอนนี้ไหม้เกรียมราวกับมีคนเอาไฟมาวางลงบนบาดแผล อ๋องผู้โชคร้ายครวญครางด้วยความทรมานจากพิษ


            ตัวร้อนดุจไฟกาลหากไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจ้าวยุทธ์ขั้นเก้าเกรงว่าคงตายไปนานแล้ว


              หลังจากตรวจดูอาการแล้วจ้าวเฟยหลงป้อนเม็ดยาที่บรรเทาอาการแสบร้อนให้กับหมิงโจวอ๋องเป็นเม็ดยาขั้นสองที่หายากและราคาแพงทำให้ผู้ที่เฝ้ามองมองตาแทบถลน และมึนงงถ้วนหน้าชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่ ถึงมีเม็ดยาระดับสองขั้นสูงที่หายากและราคาแพงแล้วยังใช้แบบไม่เสียดายเลยแม้แต่น้อย


              “ซื่อจื่อข้าให้ยาบรรเทาอาการแสบร้อนของท่านอ๋องจากนี้คงไม่ทรมานไปอีกหนึ่งวันแต่ข้าต้องการสิ่งหนึ่งไม่ทราบซื่อจื่อจะอนุญาตได้หรือไม่”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถามหวังลู่อี้


              เมื่อเห็นบิดาที่ทรมานมานานนอนผ่อนคลายลงหัวใจของผู้เป็นลูกย่อมต้องชื่นใจเป็นธรรมดา


              “คุณชายจ้าวต้องการสิ่งใดโปรดบอกข้าข้าจะรีบจัดหามาให้ทันที” หวังลู่อี้กล่าวอย่างตื่นเต้น


              “ข้าต้องการห้องว่างสักห้องหนึ่ง”จ้าวเฟยหลงตอบ


    ซื่อจื่อ*ตำแหน่งของบุตรชายที่จะขึ้นเป็นอ๋องคนต่อไป