หลี่มู่เซิงพยักหน้าเล็กน้อย
คำพูดนี้เข้าใจง่ายดีอยู่หรอก แต่ว่า...
“แม่นางชาง ท่านลืมข้อตกลงระหว่างเราไปแล้วหรือ”
ชางอิ๋นเยว่มองหลี่มู่เซิง แววตาฉายความลังเลวูบหนึ่ง จากนั้นนางก็หันหน้าไปมองทางข้างหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ
“ช่างมันเถอะ ข้ามีความสามารถจำกัด อีกอย่าง รอยสักบนใบหน้านี้ก็อยู่มานานหลายปีแล้ว ข้าชินกับมันเสียแล้ว จะลบออกหรือไม่ก็ไม่สำคัญนัก”
หลี่มู่เซิงยิ้มบางๆ พลางตบหลังม้าอย่างไม่ใส่ใจ
“เมื่อถึงเมืองซ่างหยาง ข้าก็มีเพียงแม่นางชางที่เป็คนรู้จักเพียงคนเดียวเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็ไม่เอ่ยคำใด หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นางจึงสูดลมหายใจลึก คล้ายกับตัดสินใจบางอย่างได้แล้วจึงกล่าวว่า
“ก็ได้ ในเมื่อข้าเป็คนพาเ้าออกมาจากเมืองซุ่นอัน เช่นนั้นข้อตกลงของพวกเรายังคงเดิม”
นางกล่าวพลางหันหน้ามาจ้องมองหลี่มู่เซิง
“อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้เ้าต้องฟังการจัดการของข้า ข้าไม่รับประกันว่าจะเป็ผลดีต่อเ้าหรือไม่ แต่ข้าจะไม่ทำร้ายเ้าอย่างแน่นอน”
หลี่มู่เซิงลูบคางพลางพยักหน้า
เป็อย่างที่คิด จะมีสตรีคนใดไม่รักสวยรักงามบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องแบกรับอักษร 'ต่ำต้อย' ตัวใหญ่ขนาดนี้ไว้ ใครเล่าจะทนได้
เช่นนี้แล้ว ชางอิ๋นเยว่ที่เป็ดั่งสารานุกรมเคลื่อนที่ผู้นี้ ก็ยังสามารถใช้งานต่อไปได้
หลี่มู่เซิงเลิกคิ้วขึ้น แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้จำเป็ต้องให้นางทำอะไรขนาดนั้น
ท้ายที่สุดแล้วแม่นางผู้นี้ก็มีวรยุทธ์เพียงเท่านี้ มีเพียงฐานะในหน่วยสืบราชการลับและความรอบรู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไปเท่านั้น ที่พอจะมีประโยชน์ในการช่วยไขข้อข้องใจให้เขาได้บ้างเป็ครั้งคราว
“เ้าจะลบรอยสักบนใบหน้าให้ข้าเมื่อไหร่”
ยามนี้ ชางอิ๋นเยว่เอ่ยถามขึ้นต่อ
ดวงตาที่เ็านั้นจ้องมองหลี่มู่เซิงตรงๆ ในแววตามีร่องรอยของความคาดหวังวาบขึ้นมาจางๆ
ก่อนหน้านี้นางไม่ค่อยเชื่อว่าหลี่มู่เซิงจะช่วยลบรอยสักให้นางได้จริงๆ เพียงแต่คิดว่าจะลองดูเท่านั้น
แต่ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา อีกฝ่ายได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ข้านัก ยามนี้นางจึงมีความคาดหวังในตัวหลี่มู่เซิงไม่น้อย
มิฉะนั้น นางคงไม่ยอมเสี่ยงอันตรายขนาดนั้นเพื่อเลือกยอมรับข้อตกลงก่อนหน้านี้ต่อไป
หลี่มู่เซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“เมื่อถึงเมืองซ่างหยาง ข้าจะลงมือรักษาให้แม่นางชางเอง”
“แต่เพื่อความปลอดภัย ข้าแนะนำให้เ้าหาเคล็ดวิชา ‘ดรรชนีลมหยินกัดกระดูก’ มาให้ได้ก่อน เช่นนี้ข้าจะได้ลงมือจัดการอย่างตรงจุด และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชางอิ๋นเยว่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่”
……
ตลอดการเดินทางต่อจากนั้น ทั้งสองกลับมามีความสัมพันธ์ที่ “กลมเกลียว” ดังเดิม
และหลังจากที่หลี่มู่เซิงได้เบิกเงื่อนไขล่วงหน้าไปข้อหนึ่ง
แม้ว่าชางอิ๋นเยว่จะถูกเขาซักไซ้ด้วยคำถามสารพัดจนเหนื่อยหน่าย กระทั่งรู้สึกอยากจะกระอักเืออกมา แต่นางก็ต้องจำใจตอบทุกอย่างที่รู้โดยไม่ปิดบัง
ทว่า เมื่อหลี่มู่เซิงพยายามถามเลียบเคียงเพื่อจะรู้ว่าแม่นางผู้นี้ปกปิดความลับใดไว้
อีกฝ่ายกลับปากแข็งยิ่งนัก ยังคงรักษาความลับไว้อย่างเหนียวแน่น
เป็อันว่าทั้งสองขี่ม้าล่อมาจนถึงนอกเมืองซ่างหยางในที่สุด
“เมื่อเข้าสู่เมืองหลวงแล้ว นอกจากข้าแล้ว ห้ามเ้าเชื่อใจใครในหน่วยสืบราชการลับเป็อันขาด กระทั่งบางครั้งแม้แต่ตัวข้า เ้าก็อย่าเพิ่งมอบความไว้วางใจให้โดยง่าย”
ชางอิ๋นเยว่ดึงบังเหียนม้าให้หยุดยืนอยู่หน้าเมืองั์สีดำอันโอ่อ่าพลางเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง
ยามนี้หลี่มู่เซิงเงยหน้าขึ้นมองเมืองหลวงที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งอลังการกว่าเมืองใดๆ ที่เขาเคยเห็นมาหลายเท่าตัวนัก จนอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
“เห็นทีจะต้องออกไปเดินดูที่ต่างๆ เพื่อเปิดหูเปิดตาให้มากขึ้นจริงๆ”
เมืองั์แห่งราชวงศ์นี้ประดุจสัตว์ร้ายที่กำลังหลับใหลหมอบราบอยู่บนผืนปฐี กำแพงเมืองสูงตระหง่านทอดยาวสุดลูกหูลูกตาไปจนถึงขุนเขาและทุ่งกว้างที่อยู่ไกลโพ้น
แม้โลกแห่งวิถียุทธ์แห่งนี้เทคโนโลยีจะไม่ก้าวหน้า แต่กลับใช้แรงงานคนได้อย่างถึงขีดสุด
อย่างไรก็ตาม การจะสร้างเมืองที่อลังการเช่นนี้ได้ หากไม่มีการสะสมมายาวนานนับร้อยปีก็คงยากที่จะทำสำเร็จ
……
“แม่นางชาง มิใช่ว่าหน่วยสืบราชการลับส่งท่านมาตามหาข้าหรือ เหตุใดกระทั่งเื้ัของท่านเองท่านยังไม่ไว้ใจ”
หลี่มู่เซิงหันกลับมาถามพลางลงจากม้าตามชางอิ๋นเยว่ จูงบังเหียนเดินไปยังประตูเมืองอันกว้างใหญ่ที่มีความสูงถึงสิบจั้ง
ที่ประตูเมืองมีชาวบ้านเข้าออกไม่ขาดสาย มีทหารสวมเกราะถืออาวุธหลายสิบนายยืนเฝ้าอยู่ที่ทางเข้าออก คอยตรวจเช็คป้ายผ่านทางทีละคน เมื่อยืนยันว่าไม่มีปัญหาก็จะปล่อยให้ผ่านไป
ชางอิ๋นเยว่มองไปยังเมืองหลวงที่กำลังจะก้าวเข้าไป สีหน้าเปลี่ยนไปมาครู่หนึ่ง แต่ก็ยังใช้ปราณแท้ส่งเสียงผ่านลมบอกว่า
“เดิมทีข้าไม่คิดจะบอกเื่นี้กับเ้า แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าคิดว่าให้เ้ารับรู้บางเื่ไว้หน่อยจะดีกว่า”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ที่กุมอำนาจในหน่วยสืบราชการลับคือใคร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“ย่อมต้องเป็คนโปรดข้างกายของจักรพรรดิหยวนอู่ ทว่ากลับไม่เคยมีใครเห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อั้นเซียง’ แห่งต้าหลีผู้นั้น”
ใน่เวลาที่ผ่านมา หลี่มู่เซิงได้รับรู้เื่ราวต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่ของต้าหลีผ่านทางชางอิ๋นเยว่และจดหมายข่าวในยุทธภพมาไม่น้อย
ว่ากันว่าฐานะของอั้นเซียงผู้นี้ลึกลับอย่างยิ่ง ดูเหมือนจะมีเพียงจักรพรรดิหยวนอู่และคนจำนวนน้อยมากเท่านั้นที่เคยพบเขา
อีกทั้งยังมีข่าวลือว่าคนผู้นี้มีสติปัญญาหลักแหลม เชี่ยวชาญวรยุทธ์สำนักต่างๆ ระดับพลังยุทธ์เข้าขั้นเทพ กุมอำนาจในหน่วยสืบราชการลับมานานหลายปี ทั้งยังผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน จนทำให้แคว้นใกล้เคียงต่างหวาดผวาเมื่อได้ยินชื่อ
“เ้าพูดถูกแล้ว ทว่าเ้ากลับรู้เพียงว่าท่านเ้าสำนักหน่วยสืบราชการลับของเราได้รับความไว้วางใจจากฝ่าา แต่เ้าไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วเขายังเป็อาจารย์ขององค์ชายเจ็ดอีกด้วย”
แววตาของชางอิ๋นเยว่หม่นแสงลง จ้องเขม็งไปยังหลี่มู่เซิงแล้วกล่าวว่า
“องค์ชายเจ็ดที่ข้าพูดถึง ก็คือองค์ชายตัวปลอมที่ถูกขังอยู่ในคุกหลวงของต้าหลีในตอนนี้”
นางกล่าวพลางถอนหายใจเบาๆ
“องค์ชายเจ็ดผู้นั้นกับท่านเ้าสำนักมีความผูกพันฉันอาจารย์ลูกศิษย์กันมานับสิบปี ดังนั้น ยามนี้เ้าน่าจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดข้าถึงพูดเช่นนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็มีสีหน้าเข้าใจในทันที
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วจ้องมองชางอิ๋นเยว่อยู่อีกพักหนึ่งจึงกล่าวว่า
“ด้วยรูปแบบการทำงานของอั้นเซียงผู้นั้น เื่นี้ควรเป็ความลับสุดยอด ทั่วทั้งต้าหลีคงจะมีคนรู้น้อยมากใช่หรือไม่”
ชางอิ๋นเยว่พยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“เ้าไม่ต้องสงสัย เื่นี้ข้าบังเอิญรู้มาโดยไม่ตั้งใจ ก่อนหน้าวันนี้ข้าไม่เคยบอกใครมาก่อน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็ยกนิ้วโป้งให้พลางชื่นชมว่า
“แม่นางชางสามารถบอกข่าวนี้แก่ข้าได้ นับว่ามีน้ำใจนัก!”
เปลือกตาของชางอิ๋นเยว่กระตุก นางหึออกมาเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“ข้าแค่้าให้เ้ารู้สถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ ท้ายที่สุดแล้ว เ้าได้รับปากว่าจะลบรอยสักให้ข้า ข้าย่อมต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เ้าเป็อะไรไป”
ขณะพูด ทั้งสองก็ได้มาถึงเบื้องหน้าทหารยามหน้าประตูเมืองแล้ว
ก่อนที่ชางอิ๋นเยว่จะยื่นมือออกไปหยิบป้ายคำสั่ง นางได้ส่งกระแสเสียงลับๆ ว่า
“ภายในเมืองหลวงมีคลื่นใต้น้ำถาโถมอยู่แล้ว ยามนี้ด้วยเื่องค์ชายตัวปลอมยิ่งทำให้ขุมอำนาจต่างๆ จ้องมองตาเป็มัน ไม่เพียงแต่หน่วยสืบราชการลับเท่านั้น เ้ายังต้องระวังขุมอำนาจอื่นๆ จากทุกทิศทางด้วย”
นางกล่าวพลางยื่นป้ายคำสั่งมือปราบแห่งสำนักหกประตูของตนให้แก่ทหารยามหน้าประตูเมือง พร้อมกับชี้ไปยังหลี่มู่เซิงที่อยู่ข้างกายแล้วกล่าวว่า
“กลับมาจากการไปทำคดีข้างนอก นี่คือนักโทษสำคัญที่ข้าจับกุมมาในการเดินทางครั้งนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็ชะงักไปเล็กน้อย
ไม่เลว ไม่เลว ยังไม่ทันก้าวเข้าสู่เมืองซ่างหยาง แม่นางผู้นี้ก็สอนบทเรียนให้เขาเสียแล้ว