การเดินทางท่องยุทธภพของเหมาเว่ยก็มิได้เป็นไปอย่างราบรื่น ยังไม่ทันจะพ้นวันเคราะห์ภัยครั้งใหม่ก็ได้มาเยือนชายหนุ่มอีกครั้ง แม้ว่ายามนี้จะอยู่ใจกลางป่าลึกก็ตาม แต่มีหรือเรื่องวุ่นวายจะเลือกสถานที่และวันเวลา มันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อไม่อาจหลีกหนีได้พ้น
วูบบบบบบ!!!
“อ้า....!!!”
เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดจากปากเหมาเว่ยยังคงไม่สิ้นสุด เขาค่อยๆถอนมือที่กุมสิ่งมีชีวิตตัวน้อยออกเสื้อ พลางจ้องมองบนฝ่ามืออันร้อนระอุ ก่อนที่สัตว์ตัวเล็กจะกระโจนออกไปจากมืออย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงแต่ร่องรอยเป็นเปลวเพลิงสีขาวกระจ่างใสโหมกระหน่ำลุกท่วมมือ
ฟุบบ!!
‘ข้าไม่รู้สึกร้อนแล้ว เป็นไปได้อย่างไร เปลวเพลิงสีขาว?’เหมาเว่ยจดจ่อกับเปลวไฟสีขาวบนฝ่ามืออย่างไม่วางตา เขาคงลืมเลือนไปแล้วว่าในที่แห่งนี้มิได้มีเพียงตนเองอยู่ตามลำพัง
“บัดซบ!! เจ้าดูดซับมันเข้าไปแล้ว เพลิงนิรันดร์ของข้า ถูกเจ้าดูดซับเข้าไปแล้วววว!!! อ้า!!!!”
วูววววว!!
กึก กึกกกก!!
ต่อมาเสียงกู่ร้องแห่งความเจ็บแค้นพลันได้เปล่งออกจากปากชายปริศนา พร้อมกันนั้น คลื่นเสียงของมันยังแฝงไปด้วยปราณอันทรงพลังแผ่ขยายรัศมีออกไปโดยรอบ ทันใดนั้น พืชไม้น้อยใหญ่ต่างเกิดการสั่นไหวก่อนที่ใบสีเขียวบนกิ่งก้านจะล่วงหล่น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ต่างพากันแตกกระเจิงหนีตายกันจ้าละหวั่นเลยทีเดียว
บึบบ!!
“ข้าจะฆ่าเจ้า!!! ใครที่บังอาจแย่งชิงของๆข้าไป มันผู้นั้นต้องตาย!!!”
ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบจ้องตาเขม็งด้วยความเจ็บแค้นอย่างถึงที่สุด มันสวมชุดขาดๆสีน้ำตาลแต่งกายคล้ายชาวยุทธ ผมเผ้ารุงรังไว้หนวดไว้เครา รูปร่างผอมสูงผิวกายดำแดงปรากฏเส้นเลือดปูดโปนทั่วตัว ท่าทางมิต่างกับคนที่กำลังคลุ้มคลั่งดวงตาแดงก่ำราวปีศาจร้าย
‘ไม่ไหว ชายคนนี้แข็งแกร่งเกินไป แรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกจากร่าง ข้ามิกล้าแม้แต่จะคิดขยับตัว’เหมาเว่ยตระหนักได้เป็นอย่างดีว่าชายตรงหน้านี้ไม่ธรรมดา
ต่อให้เขาใช้อาวุธที่ทันสมัยเข้ารับมือก็ใช่ว่าจะสามารถต่อกรได้ เมื่อเหมาเว่ยประมาณฝีมือของตนกับผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้ชั่วครู่ ก็ต้องตัดใจเปลี่ยนไปใช้วิธีเจรจาเมื่อไม่สามารถจะตัดสินด้วยกำลัง
“ผู้อาวุโสโปรดสงบใจลงก่อน ข้ามิได้มีเจตนาแย่งชิงของๆท่านแม้แต่น้อย ท่านก็น่าจะเห็น ข้าก็เดินของข้าอยู่ดีๆ แต่เจ้าหนูตัวเล็กนั่นดันวิ่งมาชนข้า แล้วยังมุดเข้ามาในเสื้อ ข้าจึงต้อง...”เหมาเว่ยปัดมือไปมาประกอบคำอธิบาย
“อย่ามาแก้ตัว เจ้าดูดซับเพลิงนิรันดร์ของข้าเข้าไปแล้ว จะพูดอะไรก็พูดได้ หากข้าไม่ได้ขยี้เจ้าให้แหลกคามือคงไม่มีวันหายแค้น!!”ชายปริศนายังคงมิได้มีท่าทีอ่อนลง โทสะที่แฝงมากับคำพูดบ่งบอกว่าต้องการจะสังหารเหมาเว่ยเสียตอนนี้ให้จงได้”ความหวังที่จะช่วยนาง ข้าไม่อาจรักษาเอาไว้ได้ ข้ามันไร้ความสามารถ ข้าเป็นสวะไร้ความสามารถ!!!”
’เรื่องนี้มีความซับซ้อน ถ้าหากข้าเดาไม่ผิดนี่คงเป็นเพลิงภูต และอาจจะเป็นทางรอดเดียวของข้าด้วย เห็นทีคงต้องตีความหมายใช้คำพูดเมื่อครู่ให้เป็นประโยชน์’เหมาเว่ยพยายามช่วยคุยเพื่อถ่วงเวลาหาทางออก ซึ่งคำพูดตัดพ้อของมันยังเปิดโอกาสให้เหมาเว่ยตั้งคำถามกลับไปโดยทันที”ข้าน้อยมิได้แก้ตัวจริงๆ โปรดเชื่อข้าเถอะ แต่เมื่อครู่ท่านพูดว่าจะช่วยนาง หรือท่านจะเป็นนักปรุงยาที่ต้องการเพลิงในมือข้า กลับไปปรุงยารักษาผู้ที่อยู่ในคำพูดของท่านเมื่อครู่ใช่ไหม?”
“มันไม่เกี่ยวกับเจ้า”ชายดังกล่าวตอบเหมาเว่ยพลางก้าวเท้าเข้าไปหาเขาเรื่อยๆโดยไม่มีท่าทีอ่อนลง
“ท่านฆ่าข้าไปก็ไร้ประโยชน์ เอาเลยสิ เพลิงสีขาวนี้จะได้ตายไปพร้อมกับข้า แล้วท่านก็จะไม่มีวันช่วยนางได้อีก”เหมาเว่ยรีบกล่าวออกไปเพื่อหาทางรอดให้กับตนเอง ซึ่งแท้ที่จริงก็เป็นเช่นนั้น หากเจ้าของร่างตายเพลิงภูตที่ครอบครองอยู่ก็จะสลายหายไปด้วยเช่นกัน’ข้าต้องใช้สิ่งที่เขาพูดออกมาให้เป็นประโยชน์ แต่หากเดิมพันครั้งนี้ไม่ได้ผล ข้าอาจจะต้องตายในป่าแห่งนี้ก็เป็นได้’
“แต่หากท่านไม่ฆ่าข้า ข้าก็เชื่อว่ายังมีทางออกอื่นอยู่อีก ว่าอย่างไรล่ะผู้อาวุโส สงบใจลงและมานั่งคิดหาทางออกอื่นกันดีกว่า”
‘ฮึ้ยย! เจ็บใจนัก แต่ก็จริงของเจ้านี่ หากมันตายเพลิงภูตก็จะหายไป เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วข้าจะไปหาเพลิงระดับนี้ได้จากที่ใดอีก ชั่วอายุไขที่เหลืออยู่อาจจะไม่มีทางพบหนูเพลิงสมบัติอีกเป็นครั้งที่สองก็เป็นได้’ชายปริศนาค่อยๆผ่อนแรงถอนหายใจเฮือกใจก่อนจะเริ่มมีท่าทีอ่อนลง”เฮ่อออ......!! เจ้าว่ามา”
“ขอบคุณที่เมตตา สิ่งที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้คงจะเดาถูกใช่ไหมล่ะ เมื่อไม่มีทางเคลื่อนย้ายเพลิงสีขาวบนมือข้าได้ เหตุใดท่านไม่ให้ข้าเป็นคนช่วยนางล่ะ ท่านสอนข้าปรุงยาก็ได้นิ่ แล้วค่อยนำไปให้นางกิน ผลรับที่ออกมาก็ย่อมไม่แตกต่างกัน”
‘หากข้าทิ้งโอกาสที่ช่วยนางแม้จะเพียงน้อยนิด ไม่เท่ากับว่าข้าทำผิดต่อนางหรอกหรือ ได้ เจ้าหนุ่มนี่อาจจะเป็นความหวังเล็กๆ แต่ข้าก็จะคว้าเอาไว้ ฆ่าไปก็ไร้ประโยชน์ อีกทั้งอาจจะเป็นลิขิตฟ้าที่ส่งมันมาครอบครองเพลิงนิรันดร์ก็เป็นได้ ขนาดข้าไล่ตามหนูเพลิงสมบัติมาเป็นเวลานาน มันยังไม่ยอมให้ข้าเข้าใกล้ได้เลยสักครั้ง’ชายปริศนาครุ่นคิดชั่วครู่ขณะที่โทสะได้เริ่มถดถอยลงจากก่อนหน้านี้มาก”ได้ ข้าจะยอมสอนให้เจ้าก็ได้”
‘หึ...สำเร็จ ไม่คิดเลยว่าจะได้ร่ำเรียนการปรุงยารวดเร็วเช่นนี้ ทั้งยังเป็นสถานที่กลางป่าลึก นับเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยแท้’เหมาเว่ยเผยรอยยิ้มที่มุมปากเมื่อการเจรจาสำเร็จ และกล่าวออกไปอีกว่า”บอกไว้ก่อนนะผู้อาวุโส ข้าไม่ใช่นักปรุงยาเป็นเพียงผู้เริ่มฝึกตน ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรก็แทบไม่มีเลย ท่านคงต้องสอนข้าตั้งแต่พื้นฐานแล้วล่ะ”
“ไม่มีปัญหา แต่หากเจ้าโง่เขลาเรียนรู้ได้เชื่องช้า ก็อย่าว่าข้าไร้ปราณีก็แล้วกัน”ชายปริศนากลับมาเป็นปกติอย่างเด่นชัด ที่มันยอมทำตามสิ่งที่เหมาเว่ยเสนอออกมาอย่างง่ายดายคงมีเพียงเหตุผลเดียว’ข้าต้องช่วยนางให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องเสียเวลาสอนการปรุงยาให้เจ้านี้เป็นปีๆหรือสิบปีก็ตาม ข้าก็ต้องอดทนทำมันให้สำเร็จ’
“ผู้อาวุโส แต่ก่อนหน้านี้ข้าขอตัวกลับไปจัดการธุระก่อนได้หรือไม่ ข้ารับรองว่าจะรีบกลับมาโดยเร็วที่สุด”เหมาเว่ยย่อมไม่ทราบถึงระยะเวลาที่ต้องเรียนการปรุงยา เขาจึงคิดที่จะนำหญ้าปีศาจกลับไปให้เจ้าสำนักแล้วจึงค่อยเดินทางกลับมาที่นี่ในภายหลัง’ข้าอาจจะต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนหรือไม่ก็เป็นปีๆ ยังไงก็ต้องกลับไปเพื่อจัดการเรื่องในโรงเตี๊ยมหมี่เหลือง และส่งหญ้าปีศาจไปที่สำนักก่อน’
“ไม่ได้ หากเจ้าเรียนรู้วิธีการปรุงยาไม่สำเร็จ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าออกไปจากป่าแห่งนี้อย่างเด็ดขาด มากับข้า!!”
“เดี๋ยวผู้อาวุโส ให้ข้าไปเถอะ”
“อย่ามัวแต่พูดมาก มันเป็นสิ่งที่เจ้าเสนอมาเองนะ”
“ไม่!!”
แต่แล้วคำขอของเหมาเว่ยก็ไร้ผล ชายดังกล่าวลากตัวเหมาเว่ยหายเข้าไปในป่าลึกซึ่งเป็นที่พักของมัน พลางอธิบายถึงสิ่งต่างๆเกี่ยวกับการปรุงยาตั้งแต่พื้นฐานไปตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับเพลิงภูตและเพลิงที่เหมาเว่ยบังเอิญได้รับ กระทั่งหลักการปรุงยาและอื่นๆอีกด้วยมากมาย
“เพลิงภูตจะแบ่งตามความร้อนเป็นแปดระดับและมีสีที่ต่างกัน โดยทั่วไปเพลิงภูตไม่อาจนำมาใช้ในการต่อสู้ได้ มันไม่สามารถปล่อยความร้อนออกมาเผาไหม้ทำร้ายคนได้เหมือนเช่นเพลิงทั่วไป แต่เมื่อนำไปสัมผัสกับเตาปรุงยาที่สร้างขึ้นจากโลหะวิเศษ ก็จะให้ความร้อนได้มากกว่าเพลิงทั่วไปหลายทั่วตัว เจ้าเข้าใจไหม?”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“เพลิงภูตมีแปดระดับโดยมีเปลวเพลิงสีส้ม แดง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วงตามลำดับ ส่วนระดับที่เจ็ดและแปดจะพิเศษกว่าระดับอื่นๆ ระดับเจ็ดมีสามสีสามชนิด เปลวไฟสีดำคือเพลิงอมตะ สีทองคือเพลิงเก้าสุริยัน และสุดท้ายคือสีขาว เพลิงนิรันดร์ที่เจ้ามีอยู่ในยามนี้นั่นแหละ”
“ถ้างั้นเพลิงภูตของข้าก็อยู่ในระดับเจ็ด แล้วระดับแปดล่ะ?”เหมาเว่ยเกิดคำถามจนต้องเอ่ยออกไปเป็นคำพูด’ท่าทางเขาจะไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะไปถึงระดับกษัตริย์ได้ไวกว่าที่คิด แล้วค่อยให้เขาช่วยผนึกดาววาสนาผสานกับกายให้ในภายหลังซะเลย’
“ระดับเจ็ดก็นับว่าเป็นหนี่งในใต้หล้าด้านการปรุงยาแล้ว เจ้าจะไปสนระดับแปดที่ไม่แน่ว่าจะมีอยู่จริงไปทำไม หากฝึกฝนจนบรรลุการปรุงยาจากข้าสำเร็จ ก็สามารถปรุงยาระดับลี้ลับได้ และเมื่อผ่านการทดสอบเจ้าก็จะกลายเป็นนักปรุงยาระดับหัตถ์หลอมตะวันเป็นรองก็แค่ระดับหัตถ์เทวะที่ปรุงยาระดับพระเจ้าได้เท่านั้น!”
“หัตถ์หลอมตะวัน หัตถ์เทวะ”เหมาเว่ยได้ยินก็บังเกิดความรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังจะได้ก้าวไปเป็นนักปรุงยาที่แท้จริง
“นั่งไปดูตรงนั้น”ชายปริศนานำเหมาเว่ยมาจนถึงที่พักก่อนจะนำเตาปรุงยาออกมาตั้งไว้กลางแจ้ง”หลักการปรุงยาสามข้อที่เจ้าต้องจำขึ้นใจ หลอม กลั่น ผสาน แล้วเบิกตาดูให้ดี ข้าจะสาธิตให้เจ้าเห็นว่าการปรุงยาทำกันอย่างไร!”