ชายหนุ่มหลุบตามองเรียวปากอิ่ม ก่อนจะค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงไปอย่างลืมตัว แม้สุราไม่กี่จอกจะไม่อาจทำอะไรเขาได้ แต่กลิ่นสุราที่กรุ่นจากกายสาวกลับทำให้เขาเมามายจนยั้งตัวเองไว้ไม่อยู่
เฉินฟางเหนียงหลับตาพริ้ม มือยังจับที่สาบเสื้อของชายหนุ่มไว้แน่น พลางจินตนาการถึงฉากฟินจิกหมอนจากซี่รี่ส์เื่โปรด ราวกับกำลังกอดหมอนลุ้นอยู่หน้าจอทีวีที่บ้าน
เมื่อััความอุ่นนุ่มจากริมฝีปากร้อนของกันและกัน เฉินฟางเหนียงกลับขบกัดริมฝีปากของเขาเบา ๆ ด้วยคิดว่ากำลังกัดมือตัวเองที่กำลังลุ้นฉากเลิฟซีนของพระนางในซีรี่ส์
ััยั่วเย้าเช่นนี้ยิ่งทำให้เืชายพลุ่งพล่าน ก็ยิ่งบดริมฝีปากย้ำหนักหน่วง พร้อมแทรกลิ้นเข้าไปควานหารสหวานที่หอมหวานลึกล้ำยิ่งกว่าในคืนนั้น
กลิ่นกายนางช่างชวนให้มึนเมา เขาอยากรู้นักว่าส่วนอื่นจะหอมหวานอย่างปากอิ่มนี้หรือไม่
“ก๊อก ๆ ๆ ๆ”
เสียงเคาะประตูเรียกสติเขากลับมาจากภวังค์อันมัวเมา ก่อนจะผลักหญิงสาวออกไป
ซึ่งเธอก็คว้าเอาหมอนข้างมากอดไว้แน่น พลางซุกหน้าถูไปมากับหมอนใบนั้น เพราะยังคงฝันค้างกับฉากเลิฟซีนที่ััสมจริง อย่างกับอยู่ในโรงภาพยนตร์สี่มิติ 4DX
‘อันตราย นางช่างน่าอันตรายยิ่ง’
เตี๋ยเฟิงผู้ไม่เคย ‘รักหยก ถนอมบุปผา’ เติบโตมาในค่ายทหาร เพราะนับแต่องค์ชายใหญ่ได้รับการแต่งตั้งเป็รัชทายาท เขาก็ถูกส่งตัวให้ไปอยู่กับแม่ทัพตงหยางลุงของเขาที่ชายแดนทางเหนือั้แ่สิบขวบ
เตี๋ยเฟิงที่ต้องเอาตัวรอดจากการลอบสังหารมานับครั้งไม่ถ้วน มาบัดนี้กลับมัวเมา พลาดท่าให้อิสตรีเช่นนี้ มันน่าละอายใจยิ่งนัก
เขานึกตำหนิตัวเองในใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ชุดดำปิดคลุมใบหน้า แล้วเร้นกายออกไปสมทบกับองครักษ์ที่รออยู่หน้าประตู
ล่วงเข้ายามโฉ่ว* เฉินฟางเหนียงที่ฝันหวานถึงฉากเลิฟซีนในซีรี่ส์เื่โปรด ก็ถูกปลุกขึ้นมาด้วยบัญชีสามม้วนที่เตี๋ยเฟิงโยนลงมาตรงหน้า
“เ้าต้องตรวจให้เสร็จก่อนยามเหม่า** มิเช่นนั้นศัตรูจะไหวตัวทันหากบัญชีหายไป”
เขาพูดโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ
“ชิ มาถึงก็จิกหัวใช้ เร่งอย่างกับจะมีใครตาย”
เฉินฟางเหนียงบ่นอุบขณะเดินเข้าไปหลังม่านบังตา แล้วถอดชุดรุ่มร่ามนั้นออก ก่อนจะทิ้งตัวลงไปในอ่างน้ำ แล้วมุดหัวลงไปสองสามครั้งเพื่อให้ตื่นเต็มตา
เสียงสวบสาบของเสื้อผ้า ตามมาด้วยเสียงน้ำกระเซ็น ส่งให้ใบหน้าของเตี๋ยเฟิงร้อนผ่าวและแดงขึ้นจนเห็นได้ชัด เขาหันหลังให้ก่อนจะโวยวายกลบเกลื่อน
“นี่เ้า! หาใช่เวลาจะมาอาบน้ำตอนนี้”
“โอ๊ย! ตรวจบัญชีนะท่านอ๋อง ไม่ใช่อ่านการ์ตูน ถ้าไม่อาบน้ำให้ตื่นเต็มตาจะเอาสมองที่ไหนไปทำ”
เฉินฟางเหนียงเดินออกมานั่งที่โต๊ะใหญ่กลางห้องด้วยเสื้อคลุมชั้นนอกเพียงตัวเดียว จับรวบผมที่ยังไม่ทันแห้งดีม้วนขึ้นแล้วปักมวยไว้ด้วยพู่กันแทนปิ่นหยกที่หนักเกินไป น้ำที่ไหลหยดจากใบหน้าและเส้นผมยิ่งดูเย้ายวน
“นี่เ้า! เป็หญิงเช่นไร เหตุใดไม่แต่งตัวให้รัดกุม ตั้งใจจะยั่วข้าหรือ จะบอกให้ว่าสตรีอย่างเ้าไม่มีทาง...”
“โอ๊ย! เื่เยอะจริงท่านอ๋อง จะให้ตรวจมั้ยบัญชีเนี่ย ก็ชุดมันรุ่มร่าม ตั้งกี่ชิ้นกี่ชั้นใครมันจะไปแต่งเป็ คุณนั่นแหละก็ออกไปสิ”
“ออกไปให้มีพิรุธงั้นรึ”
“ถ้างั้นก็อยู่เฉย ๆ และเงียบ ๆ ด้วย ฉันต้องใช้สมาธิ”
เฉินฟางเหนียงดำดิ่งลงไปในตัวเลข โดยทิ้งให้ใครบางคนต้องเดินวนไปรอบห้อง ไม่รู้ว่าเพราะลุ้นระทึก หรือเพราะร้อนรุ่มจนข่มจิตแทบไม่ได้
ปลายพู่กันถูกกัดแทะแทนขนมกรุบกรอบ เมื่อหญิงสาวต้องครุ่นคิดอย่างหนัก บัญชีทั้งสามม้วนถูกกางออกวางเทียบกัน ก่อนจะสลับสับเปลี่ยนที่กันไปมา
“นี่มันไม่ครบนี่”
ยามโฉ่ว (丑:chǒu) คือ 01.00 – 02.59 น.
ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 – 06.59 น.