ตอนที่ 197 พี่ชายที่แสนดี
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนจากคนขับรถพยาบาล มิคก็เหมือนจะได้สติกลับมา “ผมเป็นพี่ชายของเธอ ผมจะขยับรถให้…ผมขอตามไปด้วยได้ไหมครับ” น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวของมิค ตอนนี้มันได้กลายเป็นการขอร้องแทนแล้ว
ซึ่งทางการแพทย์ ญาติคนไข้สามารถติดตามผู้ป่วยได้อยู่แล้ว…ทางพยาบาลจึงได้แค่พยักหน้าอนุญาต เมื่อรู้ว่าสามารถติดตามไปได้ มิคก็ไม่รอช้ารีบไปขยับรถเปิดทางให้กับรถพยาบาลอย่างไม่มีข้อแม้หรือข้ออ้างใดๆ อีก
รีบขยับรถ…และรีบตามขึ้นไปยังรถพยาบาลที่แล่นฉิวออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่หลากหลายอารมณ์มากๆ แน่นอนภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้มีเด็กนักเรียนหลายคน แอบถ่ายวิดีโอเอาไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ตั้งแต่มายด์เป็นลมหมดสติ ไปจนถึงพี่ชายของเธอที่เห็นแก่ตัว นำรถมาจอดขวางทางรถพยาบาล ก่อนจะมารู้ภายหลังว่า ผู้ป่วยที่ต้องใช้รถพยาบาลคือน้องสาวของตัวเอง มันทำให้ทันทีที่คลิปเหล่านี้ถูกเปิดเผยออกไปยังสาธารณะ ตามสื่อออนไลน์ มันก็ทำให้คลิปนี้กลายเป็นกระแสนิยมทันที
อีกทั้งภาพถ่ายของมายด์ที่เป็นลมหมดสติและกระโปรงของเธอได้อยู่ในสภาพที่ไม่มิดชิด ก็ได้ถูกแชร์ออกไปด้วยในหมู่ผู้ชาย ภายในไม่กี่นาที
ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้น ภายในโลกอินเทอร์เน็ตที่ทุกอย่าง เมื่อถูกเผยแพร่ออกไป มันจะเป็นเหมือนกับไฟที่ควบคุมไม่ได้
อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผ่านไปไม่กี่นาที มายด์ก็ได้มาถึงโรงพยาบาลและได้รับการดูแลที่ห้องฉุกเฉินเป็นที่เรียบร้อย ทีมแพทย์ได้ตรวจอาการเธออย่างใกล้ชิด ตามหลักการรักษา
ซึ่งพ่อกับแม่ของมายด์ รวมถึงมิค พี่ชายของเธอได้มาถึงยังโรงพยาบาลแล้วเช่นเดียวกัน ทั้งสามนั่งกันอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน เพื่อรอดูอาการของมายด์ด้วยความเป็นห่วง ใจแทบขาด
หากแต่มิคกลับทำหน้าเครียด สายตาจับจ้องไปที่มือถือ โดยมือถือของมิคก็กำลังเล่นคลิปวิดีโอหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงอยู่ในตอนนี้ ด้วยท่าทางโกรธ
ในช่องแสดงความคิดเห็น มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเต็มไปหมด ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคอมเมนต์ โดยข้อความส่วนใหญ่ล้วนเข้ามาด่าทอมิค ที่แสดงความเห็นแก่ตัวและสมน้ำหน้าที่น้องสาวของตัวเองคือคนที่อยู่ในรถพยาบาล
ทุกคนเข้ามาหัวเราะเยาะมิคและด่าทอในตัวเขา แต่ทว่าสำหรับมิค ชายหนุ่มไม่ได้สนใจข้อความที่ด่าทอเขาเลย
ที่เขาโกรธเป็นพวกที่เข้ามาแชร์ภาพน้องสาวของเขาต่างหาก ภาพที่กระโปรงของมายด์เผยให้เห็นถึงภาพที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีการแชร์ภาพที่ตัดต่อจากคลิปวิดีโอ เพื่อที่จะสื่อไปในทางลามกเต็มไปหมด
นี้น้องสาวของเขากำลังอยู่ในความเป็นความตายนะ พวกมันต้องจิตใจสกปรกกันขนาดไหนถึงมีอารมณ์ทางเพศกับคนที่กำลังจะตายได้…จึงไม่แปลกที่มิคจะโกรธมาก
แต่ในขณะเดียวกัน มิคก็ได้สังเกตเห็นคนที่เข้ามาช่วยชีวิตน้องสาวของตัวเองเอาไว้ด้วย ในคลิปวิดีโอคือเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือมายด์ มิคจดจำใบหน้านี้ได้เพราะ ‘มันคือพลอยน้องสาวของพีท’ ที่ตนเองเคยมีเรื่องกับอีกฝ่ายไม่ใช่เหรอ
เมื่อมิคได้เห็นภาพของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังก้มลงช่วยเหลือมายด์ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา โดยที่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันควรจะเกิดขึ้นหรือไม่
‘การช่วยชีวิตแบบนั้น… มันถูกต้องจริงหรือเปล่า?’
ถ้าอาการของน้องสาวเขาไม่ได้ดีขึ้น แต่กลับต้องนอนอยู่ในห้องฉุกเฉิน ถ้าหมอยังต้องบอกให้ “ดูอาการต่อไปอีกสักระยะ”
แล้วถ้าหากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา….ความคิดนั้นทำให้มิคกัดริมฝีปากของตัวเองแน่นเขาไม่อยากคิดไปไกล แต่ก็หยุดตัวเองไม่ได้ เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้น คือคนที่น้องสาวของตัวเองบอกว่าไม่ชอบหน้า…อีกทั้งยังเป็นเพียงแค่เด็กนักเรียนชั้น ม.6 ไม่ใช่แพทย์อีกด้วย
มิคร้อนใจจนเตรียมที่จะนำคลิปนี้ไปถามกับหมอที่กำลังดูแลน้องสาวของตัวเอง ซึ่งไม่นานนักหมอคนดังกล่าว ก็ได้เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินเพื่อบอกเล่าอาการของมายด์ให้กับญาติได้รับทราบแล้ว
“อาการของน้องปลอดภัยแล้วครับ ตอนนี้น้องมีสติครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ด้วยความเครียดสะสมจากช่วงเตรียมสอบและร่างกายที่ไม่ค่อยได้กินอาหารในช่วงที่ผ่านมา หมอขอแนะนำว่าควรให้น้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลสัก 2-3 วัน จะดีกว่าครับ ระหว่างนี้ให้คุณพ่อ คุณแม่ไปทำเรื่องแอดมิด (นอนโรงพยาบาล) ให้กับน้องก่อนนะครับ” หมอที่ดูแลมายด์ได้บอกถึงอาการของมายด์ที่ฟื้นตัวแล้ว ก็เตรียมที่จะจากไป
แต่ระหว่างนั้นทางด้านของมิคก็ได้หยุดคุณหมอท่านนั้นเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวก่อนครับคุณหมอ…พอดีผมมีเรื่องอยากปรึกษากับคุณหมอสักครู่ รบกวนขอเวลาสัก 5 นาทีได้ไหมครับ” มิคได้เข้าไปขวางทางคุณหมอท่านหนึ่งเอาไว้ หมอผงะถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความตกใจที่จู่ๆ ก็มี ญาติของคนไข้ วิ่งเข้ามาขวางทางเดินของตน
“หมอกำลังรีบครับ มีผู้ป่วยฉุกเฉินให้หมอต้องดูแลอยู่อีกมาก…ขอตัวก่อนนะครับ” หมอบ่ายเบี่ยงเพราะไม่เข้าใจเจตนาของมิคที่จู่ๆ ก็ทะเล่อทะล่าเข้ามาแบบนี้
“คือที่ผมจะปรึกษา มันเกี่ยวกับอาการของน้องสาวผมครับ…คือยังงี้ครับคุณหมอ ผมได้คลิปเหตุการณ์ตอนที่น้องผมเป็นลมหมดสติ ที่มีคนถ่ายเอาไว้ได้ ผมอยากให้คุณหมอช่วยดูให้หน่อยครับว่าเธอได้รับการช่วยเหลือได้ถูกต้องหรือไม่” คำถามของมิคแม้จะแฝงไปด้วยความเป็นห่วงน้องสาว แต่เจตนาของมิคมีหรือที่หมอผู้นี้จะดูไม่ออก
หมอทุกคนรู้ดีว่าญาติคนไข้ผู้นี้ต้องการอะไร กำลังจะเรียกร้องหาความจริงจากการปฐมพยาบาลที่มีคนได้ช่วยเหลือน้องสาวของตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเจตนาคือต้องการจ้องจับผิด ผู้ที่ช่วยเหลือน้องสาวของตัวเอง
เพื่อเอาไปดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหาย หากเกิดความผิดพลาดขึ้นในการช่วยเหลือต่างหาก…หมอตรงหน้ารู้เห็นถึงเจตนาแอบแฝงของมิคเป็นอย่างดี
แต่กระนั้นตามหน้าที่ของหมอ หมอไม่อาจปฏิเสธการสักถามในกรณีอาการของคนไข้ได้ เขาเลยจำเป็นต้องรับคลิปวิดีโอที่มิคยื่นให้จากโทรศัพท์มือถือมาดูไปตามมารยาท
หากแต่ในใจได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง ที่คำพูดของตัวเองในฐานะแพทย์อาจไปทำร้าย คนที่ดีอย่างเด็กผู้หญิงในคลิปได้นั่นเอง
ในการแพทย์เขาต้องตัดสินว่าการช่วยเหลือถูกต้องหรือไม่ การช่วยเหลือนี้มีผลกระทบกับคนไข้หรือไม่? ซึ่งนั้นทำให้หมอคนนี้รู้สึกแย่มากๆ
แต่แล้วเมื่อดูคลิปวิดีโอที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ต้นจนจบ หมอแผนกฉุกเฉินผู้นี้ ก็ได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา…ทำแค่พยักหน้าไปมาเท่านั้น
“ผมตรวจดูแล้ว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นไม่มีปัญหาใดๆ ครับ การช่วยเหลือถูกต้องแล้ว…ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนะครับ” หมอฉุกเฉินแสดงออกเหมือนไม่สนใจอะไร แต่ความจริงแล้ว แอบชื่นชมเด็กนักเรียนหญิงที่เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยที่หมดสติอยู่ภายในใจและยอมรับว่าเด็กนักเรียนคนนี้มีศักยภาพมาก
แต่เพราะด้วยความที่ห้องฉุกเฉินมันเป็นสถานที่ที่ยุ่งมากๆ หมอไม่มีเวลามาเสียเวลาอีก จึงตอบกับมิคไปสั้นว่า การปฐมพยาบาลนั้นถูกต้องแล้ว ก่อนจะลาจากไป
ซึ่งมิคมองว่า หมอคนนี้ไม่มีความใส่ใจกับคำถามของตัวเอง ดังนั้นด้วยความที่ในใจสุ่มไฟโกรธเอาไว้อยู่แล้ว จึงไม่รอช้า รีบเดินไปยังส่วนลึกของพยาบาล ฝ่ายกิจการดูแลผู้ป่วย ยื่นร้องเรียนต่อหมอฉุกเฉินคนนั้นทันที ในข้อกล่าวหาว่าไม่ยอมให้ความร่วมมือในการรักษาน้องสาวของตัวเอง
มิคกกำลังทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่! ใช่…ชายหนุ่มผู้นี้กำลังทำสิ่งนั้นอยู่ ลำพังเรื่องที่ตัวเองจอดรถขวางหน้ารถพยาบาลก็มากพอที่จะทำให้โรงพยาบาลเอาเรื่องกับตนเองได้แล้ว
แต่เพราะเห็นเป็นญาติของผู้ป่วยจึงไม่อยากที่จะซ้ำเติม แต่ทว่าการที่มายื่นร้องเรียนต่อหมอในโรงพยาบาลของพวกเขา มันถือเป็นการล้ำเส้น
กระนั้นการล้ำเส้นของมิคก็ส่วนหนึ่ง แต่ฝ่ายกิจการดูแลลูกค้าของโรงพยาบาลก็ไม่อาจปล่อยผ่านได้
ภายในครึ่งชั่วโมงต่อมา ตั้งแต่มิคทำเรื่องร้องเรียน โดยที่พ่อแม่ของเขาไม่ได้ดูรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เลย ทางด้านของมิคก็ได้ถูกเชิญตัวไปยังห้องประชุมขนาดเล็ก โดยมีหัวหน้าศูนย์ฉุกเฉินที่ดูเหนื่อยล้าจากการทำงาน แพทย์เจ้าของไข้ที่มิครายงานไป รวมถึงผู้บริหารงานในโรงพยาบาล ต่างตบเท้าเข้าห้องประชุมนี้ด้วยความไม่พอใจ ที่จู่ๆ คนในที่ทำงานของพวกเขาได้ถูกรายงานพฤติกรรมนั่นเอง
ทั้งนี้สิ่งที่มิคทำมันถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ จากกิจการฝ่ายดูแลลูกค้า ที่โรงพยาบาลของพวกเขาคือโรงพยาบาลเอกชน
ซึ่งการกระทำของมิคมันยังได้สร้างลมฝนด้วยการเชิญทนายและนักข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งเข้ามารับฟังผลการตัดสินในครั้งนี้ด้วย
โดยนักข่าวคนนี้ จริงๆ แล้วได้เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุตอนไปทำข่าวภาคสนามจนลื่นตกท่อ ก่อนจะถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาล ประจวบเหมาะกับได้ยินเรื่องที่มิคมาร้องโวยวายที่หน้าห้องฝ่ายกิจการดูแลลูกค้าและจดจำได้ว่า ผู้ชายคนดังกล่าวหรือมิค คือคนเดียวกับคนในคลิปวิดีโอที่กำลังดังเป็นกระแสอยู่ในโลกออนไลน์ จึงถือโอกาสนี้ เดินเข้าไปหามิค เพื่อเตรียมที่จะขอทำข่าว
แต่แล้วนักข่าวคนนี้กลับได้ปลาตัวใหญ่ หลังจากได้ฟังเรื่องทั้งหมดของมิค จึงตัดสินใจขอเข้าร่วมการประชุมเพื่อเตรียมทำข่าวในฐานะสื่อทันที
การประชุมที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ได้เริ่มต้นขึ้น “ผมต้องการให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ช่วยตรวจสอบการปฐมพยาบาลเบื้องต้นกับน้องของผม ว่ามันเป็นไปตามกระบวนการรักษาทางการแพทย์หรือไม่? ที่ผมต้องทำแบบนี้เพราะผมต้องการความจริง” มิคพูดขึ้น ด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าราวกับจะเป็นจะตาย ทั้งๆ ที่อาการของมายด์ผู้เป็นน้องสาวก็ถือว่าพ้นขีดอันตรายแล้วก็ตามที
“ผมเป็นนักข่าวจากช่องทีวีสาธารณะ ขอเข้าร่วมการตัดสินและการประชุมในครั้งนี้ในฐานะสื่อที่เป็นกลางด้วยนะครับ” นักข่าวคนนั้นยิ้มอย่างสุภาพ พลางยื่นบัตรนักข่าวของเขาให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ได้แต่อนุญาตไปทั้งแบบนั้น
“ผมได้ดูคลิปของคุณไปแล้วและได้ตอบในฐานะแพทย์แล้วว่า การปฐมพยาบาลดังกล่าวทำได้อย่างถูกต้อง” แพทย์เจ้าของไข้ที่ถูกมิคกล่าวหา ว่าไม่ให้ข้อมูลกับตนเองอย่างครบถ้วนได้เริ่มแก้ต่าง
โดยฝ่ายกิจการดูแลลูกค้าก็ไม่รอช้า ดึงคลิปที่กำลังดังไปทั่วอินเทอร์เน็ตมาเปิดให้กับเหล่าคณะอาจารย์แพทย์ ที่อยู่ในห้องประชุมและสื่อได้ดูไปพร้อมๆ กัน
มีภาพหลายมุมมาก เพราะในเหตุการณ์มีเด็กนักเรียนจำนวนมากได้ถ่ายคลิปนี้เอาไว้ ซึ่งทุกฉากทุกมุม ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีแพทย์คนไหนท้วงติงหรือหาจุดผิดพลาดได้เลยในการปฐมพยาบาลของเด็กนักเรียนหญิงคนนี้
ทั้งนี้พวกเขายังได้สังเกตรอบๆ ข้าง อย่างกลุ่มเพื่อนของเด็กนักเรียนหญิงที่กำลังปฐมพยาบาล ต่างพยายามช่วยกันเปิดพื้นที่ให้กับการปฐมพยาบาลอย่างเป็นระบบระเบียบอีกด้วย
จากมุมมองทางการแพทย์ นี้คือการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ที่แม้แต่นักเรียนแพทย์ปี 3 หรือ 4 ก็ยังทำไม่ได้ดีเท่านี้เลยด้วยซ้ำ…แต่ทว่าเด็กนักเรียนหญิงที่อยู่เพียงชั้น ม.6 กลับทำได้และทำได้ดีกว่านักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่อีกด้วย
ไม่มีอาการตื่นตระหนก รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างสุขุม ใจเย็น…การกระทำระดับนี้ นี้คือเพชรเม็ดงามในวงการแพทย์ของไทยแล้ว
ทั้งนี้ในขณะที่ทุกคนในห้องได้ดูคลิปจนจบ ทางด้านของทีมฉุกเฉินที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ก็ได้ถูกเรียกตัวกันเข้ามาให้ความเห็น ราวกับกำลังถูกสอบสวน
“ตอนที่พวกคุณไปถึงตัวคนไข้ ตอนนั้นอาการของคนไข้เป็นยังไงบ้าง?” ผู้บริหารโรงพยาบาลที่มีหน้าที่ไกล่เกลี่ยระหว่างโรงพยาบาลกับลูกค้า ได้เอ่ยถามกับพยาบาลที่เข้าไปถึงตัวคนไข้เป็นคนแรกทันที “เมื่อดิฉันและทีมไปถึง อาการของคนไข้ก็คงที่แล้วค่ะ…แต่จากการสอบถามอาการเบื้องต้นจากเด็กนักเรียนที่ทำการปฐมพยาบาล ฉันได้เขียนรายงานเอาไว้ทั้งหมดแล้ว” พยาบาลได้หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา มันเป็นสมุดที่จดบันทึกเพื่อส่งต่อให้กับแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อทำการรักษาต่อไป
เหล่าบุคลากรทางการแพทย์ได้รับมาอ่าน รวมถึงตัวของนักข่าวที่ทำข่าวก็ได้อ่านเช่นเดียวกัน…และทุกคนก็พลันเข้าใจกระจ่างแล้วว่า เจตนาของผู้ชายคนนี้มันชั่วร้ายขนาดไหน…ตั้งใจใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือ เพื่อฟ้องร้องคนที่ช่วยเหลือน้องสาวของตัวเองจากความตายเนี่ยนะ มันต้องเป็นคนที่ชั่วร้ายขนาดไหนกัน
หากปล่อยเลยนี้ออกไป โดยที่พวกเขาไม่ปกป้องเด็กนักเรียนหญิงที่ทำการช่วยเหลือคนอื่นๆ มีหวังสังคมไทย ได้กลายเป็นเหมือนกับบางประเทศอย่างแน่นอน
“คุณคือพี่ชายของคนไข้ใช่ไหมครับ?” แพทย์คนหนึ่งที่มีตำแหน่งเป็นถึงอาจารย์แพทย์ประจำแผนกฉุกเฉินได้แนะนำตัวขึ้นมาและได้พูดกับมิคประโยคสั่นๆ
“ผมรู้ว่าคุณเป็นห่วงน้องสาวของคุณมาก แต่ผมขอพูดตามตรง ถ้าหากน้องสาวของคุณไม่ได้เด็กนักเรียนหญิงคนนี้ช่วยไว้ มีความเป็นไปได้สูงที่อาการของน้องคุณจะร้ายแรงกว่านี้ ถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นก่อนมาถึงโรงพยาบาลเสียอีกและนั้นจะทำให้อาการน้องสาวของคุณร้ายแรงกว่าน้าก…ฉะนั้นหากคุณควรไปขอบคุณเด็กนักเรียนคนนี้ มากกว่ามาตั้งข้อสงสัยกับเธอเช่นนี้” อาจารย์แพทย์พูดจบก็ถือเป็นอันจบเรื่อง นี้คืออาจารย์ของแผนกฉุกเฉิน เขาเห็นความเป็นความตายมามากกว่าทหารที่ถือปืนเสียอีก
และคนที่มีประสบการณ์ขนาดนี้ ได้ตัดสินแล้วว่ามันเป็นการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง ก็ไม่มีใครในโรงพยาบาลแห่งนี้กล้าโต้เถียงหรือตั้งข้อสงสัยได้อีกแล้ว
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
วันนี้มีตอนแถมให้นะครับ ลงอีกรอบตอน 4 ทุ่มครับ ^^
นิยายลงทุกวันเวลา 2 ทุ่มนะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy