ณ ทุ่งหญ้ากว้างสีเขียวสดใสซึ่งเงียบงันราวกับไร้ชีวิต แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่ว ดินในบริเวณถูกกวาดออกเป็นร่องลึกจากการฟัน
กลางทุ่งนั้น... ร่างของอู๋เวินถูกสับเป็นชิ้นๆ อย่างน่าสยดสยอง แขนขาถูกตัดออกเหลือเพียงลำตัวที่ยังดิ้นกระตุกเบาๆ
เขาแหงนหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหงุดหงิด
“อ๊า น่ารำคาญชะมัด ข้าเข้าใกล้ตัวเจ้าก็ไม่ได้เลยสักนิดเดียว...” อู๋เวินกัดฟันสบถเสียงดัง
เล่ยเฉินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงยกกระบี่ขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะฟันคลื่นดาบสังหารใส่ร่างของอู๋เวินอย่างไร้ปรานี
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง คลื่นดาบสีเงินเสี้ยวหนึ่งพุ่งแทรกตัดผ่านแนวฟันของเล่ยเฉิน พร้อมกับเงาร่างของหญิงสาวทั้งเจ็ดที่ร่อนลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน
หนึ่งในพวกนางก้าวขึ้นมาขวางหน้าเขา พลางเอ่ยเสียงเฉียบขาด
“เจ้าหนีไปเถอะ ที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเรา เจ้าอยู่ไปก็เกะกะเท่านั้น”
เล่ยเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย
อู๋เวินที่นอนกองอยู่กับพื้น มองเหล่าหญิงสาวตรงหน้าอย่างเย็นชา แม้นางทั้งเจ็ดจะไม่ใช่ลูกในสายเลือดของอู๋เวินก็จริง แต่คำพูดของพวกนางที่พูดกับเขาเหมือนว่าพวกนางกำลังคุยกับขยะชิ้นหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขารังเกียจที่สุด และมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเขา แม้แต่อู๋จ้าว พวกนางก็ปฏิบัติด้วยท่าทีไม่ต่างกัน
อู๋เวินไม่สนใจอีกต่อไป เขาใช้ดินสร้างแขนขาขึ้นก่อนจะมุดดินหายวับไปเพื่อหาสมุนไพรมารักษาลูกชายของเขาโดยไม่แม้แต่จะมองกลับ
แต่ในขณะที่เขากำลังจะหายไปกับพื้นดินนั้นเอง หางตาของเขากลับสะท้อนภาพหัวของหญิงสาวคนที่เจ็ดถูกตัดขาดและร่วงลงพื้นเสียงดัง
ทว่าเขาก็ไม่ได้หยุด หรือหันกลับไปมองเลยแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ตัวว่าไม่มีทางสู้กับเล่ยเฉินชนะแน่นอน ตอนแรกเขานึกว่าลูกชายของเขาอ่อนแอแต่กลับกลายเป็นว่าเล่ยเฉินนั้นแข็งแกร่งเกินไป ตลอดหลายนาทีที่พวกเขาสู้กันมา เขาไม่สามารถแตะตัวของเล่ยเฉินได้แม้แต่ครั้งเดียวด้วยซ้ำ
อีกหกคนที่เหลือดวงตาของพวกนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหัวของน้องสาวร่วงหล่นแต่พวกนางก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรมาก
ร่างไร้หัวของนางบินลงไปหยิบหัวตัวเองขึ้นมาต่อเข้ากับลำคออย่างหน้าตาเฉย แต่ในชั่วพริบตาถัดมา ร่างของนางก็ถูกฟันแหลกเป็นชิ้นอีกครั้งจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
เสียงกรีดร้องยังไม่ทันจาง ร่างของหญิงสาวอีกหกคนก็พุ่งเข้าใส่เล่ยเฉินพร้อมกันด้วยความเร็ว
แต่แทนที่เล่ยเฉินจะถอยหนี เขากลับพุ่งเข้าไปหาทั้ง 6 คนแทน เขาพุ่งตรงไปยังหญิงสาวผมสีขาวที่ดูอ่อนแอที่สุด
“อ๊าาาาา!!”
เสียงร้องของหญิงสาวผมขาวดังลั่น เมื่อกระบี่ของเล่ยเฉินแทงทะลุลำคอของนางโดยที่นางไม่สามารถตอบโต้ได้ก่อนที่เล่ยเฉินจะพุ่งทะลุอีก 5 คนไปโดยที่ยังมีร่างของหญิงสาวผมขาวที่ถูกกระบี่แทงคอติดไปด้วย
ก่อนที่เขาจะตวัดกระบี่ออกเพื่อตัดคอนางให้ขาดสะบั้น แต่ทว่าพี่สาวคนโตของพวกนางก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า พร้อมยกดาบขึ้นสกัดดาบของเขาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว
เสียงปะทะดังขึ้น เงาสะท้อนของคมดาบวูบวาบในแสงแดด
นั่นคือจังหวะที่หญิงสาวอีกสี่คนพุ่งเข้าโจมตีจากรอบด้านพร้อมกัน
แต่เล่ยเฉินไม่ได้หวาดกลัวหรือลังเลแม้แต่น้อย
เขาหันหมัดหนึ่งใส่หญิงสาวผู้มีดวงตาเป็นรูปหัวใจสีชมพู!
ตูมมม!!
เสียงกระแทกดังสนั่น ร่างของนางกระเด็นกระแทกพื้นจนกระดูกแทบแหลกไปทั่วทั้งตัว นางร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“อ๊าาาาา!!”
ส่วนการโจมตีของหญิงสาวอีกสามคน กลับไม่สามารถทะลุผ่านพลังป้องกันไปถึงร่างของเล่ยเฉินได้เลยแม้แต่น้อย พวกนางถูกพลังบางอย่างป้องกันเอาไว้ได้
ทันใดนั้น กระบี่ในมือของเล่ยเฉินพลันเปลี่ยนรูปลักษณ์ กลายเป็นดาบแส้สีเงินยาวหลายลี้ ก่อนที่เขาจะตวัดดาบแส้นั้นไปรอบตัว
ติง ติง ติง ติง!
เสียงดาบแส้ฟาดเข้ากับดาบของพี่สาวคนโตที่เข้ามารับการโจมตีของเล่ยได้หมด เปิดช่องว่างให้คนที่เหลือกระโดดถอยหลังไปพร้อมกันเพื่อถอยตั้งหลัก
แววตาของเล่ยเฉินแปลเปลี่ยนเป็นสีขาวทองที่น่าดึงดูดเป็นอย่างมาก
เล่ยเฉินหัวเราะเยาะเบาๆ พร้อมเหลือบมองเหล่าสตรีที่ยังลอยตัวอยู่โดยรอบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามปนเบื่อหน่าย
“สู้กับลุงคนเมื่อครู่นี้... ยังรู้สึกว่าได้ออกแรงมากกว่า พวกเจ้ากับอู๋จ้าวนี้ไม่ใช่พี่น้องต่างสายเลือดกันจริงงั้นเหรอ?”
ซุยอี้ ที่เป็นพี่สาวคนโตและผู้ฝึกวิชาดาบก็พูดขึ้น
“ทำไมล่ะ พวกข้ามีส่วนตรงไหนที่เหมือนกันงั้นเหรอ?”
เล่ยเฉินยิ้ม
“อ่อนแอไม่ต่างกันเท่าไหร่ ไม่สิพวกท่านทั้ง 7 คนรวมกันน่าจะประมาณอู๋จ้าว 4 คนและก็อีกครึ่งหนึ่งประมาณนั้น”
หญิงสาวทั้งเจ็ดที่ตอนนี้แยกย้ายกระจายตัวอยู่คนละมุม ต่างล้วงเอายารักษาสมบัติวิเศษออกจากแหวนมิติ กลืนมันลงคออย่างพร้อมเพรียง พลังฟื้นฟูเริ่มแผ่ซ่านออกจากร่างพวกนาง กระดูกที่ร้าวราน คอที่เกือบขาด แขนขาที่เคลื่อนไหวติดขัด ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะร่างของหญิงสาวที่ถูกเล่ยเฉินฟันเป็นชิ้นๆ นั้นกลับฟื้นตัวมาพร้อมกับพลังที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้น
ทันใดนั้นเสียงของหญิงสาวคนที่เจ็ด ซุยฉี ผู้เคยถูกฟันจนร่างแหลกเป็นชิ้นๆ ก็ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“หึ... พวกเราก็แค่ไม่ชินกับการถูกจำกัดพลังบ่มเพาะไว้ในระดับนักบุญและไม่สามารถใช้พลังของร่างกายพิเศษได้ก็เท่านั้นแหละ อย่าทำตัวหยิ่งยโสเกินไปหน่อยเลยนะ เจ้าหนู”
เล่ยเฉินหัวเราะเบาๆ เขาหลับตาลงเล็กน้อยพลางรวบรวมพลัง ขณะที่มือขวาเปลี่ยนดาบแส้ในมือให้กลายเป็นง้าวสีทองคำแวววาว พลังจิตวิญญาณถาโถมเข้าไปในอาวุธราวกับมหาสมุทรที่แปรเปลี่ยนเป็นพายุ
“ครั้งนี้... ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าฟื้นฟูร่างกายอีก”
ร่างของเขาแวบหายพร้อมกับง้าวสีทองที่ฟาดเข้าใส่หญิงสาวคนที่เจ็ดอย่างดุดันโดยไม่ให้เวลาตั้งตัว การโจมตีครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่นางรับมาก่อนหน้านี้มาก
ตลอดช่วงที่ต่อสู้กันมา เล่ยเฉินเริ่มสังเกตได้ว่า ยิ่งเขาฆ่าซุยฉีมากเท่าไหร่ นางกลับฟื้นคืนด้วยพลังที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมทุกครั้งที่ตาย และครั้งนี้ เขาจึงตั้งใจจะทำให้ร่างของนาง สลายไปทั้งกายและจิตวิญญาณ
ทันใดนั้นที่ง้าวฟาดลงมาด้วยแรงทำลายระดับสูงสุด แต่ก่อนจะสัมผัสร่างของซุยฉี โล่ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นจากเบื้องหน้าของนางทันที แสงศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจาย ป้องกันการโจมตีของเล่ยเฉินได้อย่างฉิวเฉียด
ตูม!!
แรงปะทะสั่นสะเทือนจนพื้นดินเบื้องล่างแตกร้าว ทันใดนั้นเอง ลูกธนูนับพันดอกก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ราวกับห่าฝนแห่งความตาย พุ่งตรงมายังร่างของเล่ยเฉินด้วยความเร็วเหนือเสียง
รูม่านตาของเล่ยเฉินหดแคบลงทันที ดวงตาของเขากลายเป็นสีขาวทอง เขาก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า พร้อมกับเบี่ยงตัวอย่างแม่นยำอย่างกับเต้นรำกับสายลม
เล่ยเฉินยืนนิ่งท่ามกลางพายุลูกธนูเหมือนว่าเขาไม่มีตัว ลูกธนูทั้งหมดพุ่งผ่านร่างเขาไปอย่างไร้ความเสียหายใดๆ เพียงแค่เล่ยเฉินก้าวสั้นๆ เท่านั้น ลูกธนูไม่โดนแม้แต่ชายผ้าของเขาด้วยซ้ำ ในขณะที่คลื่นอากาศเบื้องหลังเขาถูกฉีกขาดเป็นเส้นๆ จากแรงกระแทกมหาศาลของลูกธนู
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ด้านหน้าเขา ปรากฏกองทัพนับพันที่สวมเกราะสีดำเงาสะท้อนของอาวุธในมือแต่ละคนเปล่งประกายวาววับน่าสะพรึง
เล่ยเฉินยกง้าวขึ้นเหนือหัว พลังบ่มเพาะไหลเข้าไปในอาวุธจนกลายเป็นลำแสงสีทองคำขนาดมหึมา
ก่อนที่เขาจะฟาดไปตรงไปที่กองทัพเหล่านั้นทันที!
ตูมมมมมมมมมมมม!!
เสียงระเบิดดังสนั่น ฟ้าดินสั่นสะเทือน แรงฟาดของง้าวกวาดล้างทุกอย่างที่ขวางทาง กลุ่มกองทัพเบื้องหน้าตั้งโล่ขึ้นมาทันที
แต่ขณะนั้นเสียงขลุ่ยบางอย่างก็ดังแผ่วลอดผ่านกระแสลมเข้าไปยังหูของเหล่ากองทัพราชวงศ์อีกาทองคำ
เพียงชั่วอึดใจเดียว… หัวของพวกเขาก็ระเบิดออกอย่างพร้อมเพรียง!
เสียง ปัง ปัง ปัง ดังขึ้นรัวๆ ไม่มีหยุด เลือดและเศษเนื้อปลิวว่อนกลางอากาศ
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินจะตั้งตัวได้ทัน
จากท้องฟ้า ร่างหนึ่งค่อยๆ ลอยลงมา เงาของชายผู้หนึ่งที่รูปลักษณ์ดูเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เขาคือ กวนจื่อซวน แต่ไม่ใช่กวนจื่อซวนคนเดิมอีกแล้ว
จากผมสีเงินยาวตอนนี้กลายเป็นผมสีดำสนิทปกคลุมจนถึงกลางหลัง ใบหน้าที่เคยสง่างามกลับถูกแทนด้วยความบิดเบี้ยวเล็กน้อย และจากทั่วร่างของเขา แผ่คลื่นพลังประหลาดออกมาเรื่อยๆ
ทันใดนั้นคลื่นพลังจากง้าวของเล่ยเฉินก็พุ่งตรงมาที่กองทัพเหล่านั้น
ตูมมมมมมมมม!!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะนั้นรุนแรงจนบดร่างของเหล่าทหารราชวงศ์อีกาทองคำแหลกเป็นเศษผง เศษกระดูกปลิวกระจายไปทั่วท้องฟ้า แผ่นดินใต้เท้าถูกฉีกออกเป็นทางยาว
คลื่นพลังนั้นเหมือนกับเสียงที่มองไม่เห็นและไม่สามารถป้องกันได้ และในเวลาเดียวกัน ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากม่านหมอกพลัง พลังของนางไม่ได้ดูน่ากลัว หากแต่มันน่าอึดอัดอย่างประหลาด
นางคือ เย่ลี่อิน ในร่างที่ไร้ซึ่งความน่าดึงดูดโดยสิ้นเชิง ผมสีม่วงถูกเปลี่ยนเป็นผมสีดำยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าเรียบเฉยไร้เครื่องประดับ ไม่มีเสน่ห์เย้ายวนใดๆ ดวงตาเรียบเฉยจนน่าขนลุก
หญิงสาวผมสีเขียวนางหนึ่งที่เป็นหนึ่งใน 7 นางฟ้า และเป็นลูกสาวคนบุญธรรมคนที่ 2 ซุยเอ๋อร์กวาดสายตามองพวกเขาทั้งสามคน ก่อนจะพูดด้วยเสียงเข้ม
“พวกเจ้า... เป็นคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะสินะ?”
“พวกเจ้าอยู่ฝ่ายของมู่หนานซือ หรือว่าโจวหลัวเฉิน?”
ทว่าทั้งสามไม่ได้ปริปากตอบแม้แต่นิด ไม่มีคำพูดใด ไม่มีคำอธิบายใด
พวกเขา… โจมตีทันที!
ตูมมมม!! ตูมมมม!! ตูมมมม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นกลางท้องฟ้า คลื่นพลังซัดเข้าหากันจนพื้นที่โดยรอบเริ่มพังทลาย เสียงแห่งการฆ่าฟันก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็นกลางอากาศ