บันทึกเทพสงคราม

    ตอนที่ 28 โกรธ

            ตอนที่ 28 โกรธ

            สิบวัน ควรเป็นสิบวันที่สามพี่น้องของเด็กชายหินเก็บตัวปิดห้องฝึกปรืออย่างคร่ำเคร่งหากความเป็นจริงกลับต่างกันสุดขั้วเมื่อทั้งสามกลายเป็นคนที่วุ่นวายที่สุดอย่างงงๆลู่ชางกับหงส์เยี่ยเดินทางเข้าออกเมืองเริ่มต้นกับป่าดำอย่างกับเดินวิ่งเพื่อสุขภาพเด็กชายหินบัดเดี๋ยวหายไปในป่าดำ บัดเดี๋ยวโพล่ที่ป่าสามยอดบัดเดี๋ยวกลับไปที่สำนักความวุ่นวายสับสนผสานกับมิตรภาพที่ยิ่งเหนียวแน่นของทั้งสามแม้จะเหน็แหนื่อยใจแทบขาด แต่ยังมีรอยยิ้มจริงใจให้กันได้ทุกครั้งไปเสียงหัวร่อเต็มเปี่ยมด้วยมิตรภาพทำให้เด็กผู้หนึ่งที่แอบยืนมองดูต้องกำหมัดแน่นตัวตนแอบมาดูคนทั้งสามหลายครั้ง และไม่รู้เป็นไรทุกครั้งที่เห็นทั้งสามหยอกล้อหัวร่อให้กันต้องรู้สึกเจ็บจี๊ดในอกไม่ได้

            “เจ้าอ้วน ของที่ให้ไปเอาได้หรือยัง อยากโดนเตะหรือไรทำไมช้าอย่างนี้”เสียงหนึ่งดังขึ้นทำเอาเด็กชายร่างอ้วนสะดุ้งตัวโยนรีบนำของที่ได้มาเข้าไปในสำนักอย่างร้อนรนรอจนเด็กชายอ้วนหายไปในประตูเด็กชายหินที่หัวร่อกับพี่น้องทั้งสองเหลือบมองมาที่ที่เด็กชายอ้วนเคยยืนอยู่มุมปากยกยิ้มขึ้นคราหนึ่งก่อนจะพากันหายเข้าไปในป่าดำ

            กำหนดสิบวันมาถึงภายในสำนักที่ยี่สิบเอ็ดมีลานประลองกว้างใหญ่ที่ถูกตรากฎที่แข็งแกร่งป้องกันไว้มีขนาดกว้างยาวกว่าหกสิบเมตรเลยทีเดียวทั้งตรากฎที่วางไว้แข็งแกร่งขนาดผู้เยี่ยยุทธระดับกำเนิดพลังขั้นห้ายังไม่อาจสร้างความเสียหายลานประลองได้ยามนี้ที่ลานประลองด้านทิศเหนือซึ่งมีแท่นพิธีมีที่นั่งสำหรับให้ประธาน กับกรรมการทั้งหมดห้าตัว การประลองครั้งนี้ได้รับการร้องขอต่อเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดให้มาเป็นประธานกรรมการการประลองซึ่งตอนนี้ชายฉกรรจ์ที่มีลักษณะดั่งยาจกนั่งหลับอยู่ที่นั่งประธานนานแล้วถัดไปด้านซ้ายมือเด็กชายหินกับพี่น้องได้มายืนคุยกันอย่างสนุกสนานไม่มีทีท่าจะตื่นเกร็งหรือกังวลใดๆ ให้เห็นแม้แต่น้อย

            จวบจนเวลาแปดโมงตรง กลุ่มเด็กหัวโจกลู่ฟ่านนำพวกของตนเองมารวมเจ็ดคนมีเด็กชายอ้วนลู่เฉียวกับมู่เจิ้งอันรวมอยู่ด้วย

            “ศิษย์พี่ลู่ เช้า...” กลุ่มเด็กชายหินรีบส่งเสียงทักทายอย่างมีมารยาทใบหน้าโปรยยิ้มที่สดใสจนน่าหมั่นใส้

            ลู่ฟ่านแค่นเสียงหึ ก่อนจะหันไปทางตำแหน่งประธานกล่าวทำความเคารพและขอให้เริ่มการประลองทันที อย่างกับจะรีบให้เรื่องราวจบโดยเร็ว

            “อืม...พวกเจ้าพร้อมใช่ไหม?”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดหันไปมองทางเด็กชายหินทั้งสาม กล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย

            “ขอรับ...พวกผมพร้อมแล้ว” เสียงตอบรับกลับมาอย่างกระฉับกระเฉงทั้งดูท่ากระเหี้ยมกระหือรือผิดธรรมดา

            “ได้งั้นเริ่มการประลองได้ พวกเจ้าส่งตัวแทนขึ้นไปครั้งละหนึ่งคนผู้แพ้จะถูกส่งออกจากสนาม คนต่อไปก้าวเข้าไปหากแพ้ครบสามคนก่อนถือว่าเป็นอันจบการประลอง แต่จำไว้ห้ามสังหารใครเด็ดขาด”น้ำเสียงประโยคสุดท้ายเน้นหนักจนเหล่าเด็กๆต้องรับคำอย่างรวดเร็ว

            เริ่ม...ไ....

            “เดี๋ยวก่อนครับ” เสียงเด็กชายหินดังขัดจังหวะขึ้นจนเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดต้องกลืนคำพูดลงไปหันหน้ายักษ์กลับมามองราวกับให้รีบๆพูดออกมา

            “เออ... การประลองครั้งนี้ผมอยากให้เป็นความลับครับ”

            “ห้า ห้าห้า พวกเจ้ากลัวอันใด ถึงแพ้ก็ไม่มีใครเค้าประหลาดใจหรอกเจ้าขยะ” ลู่ฟ่านกับพักพวกหัวร่อลั่นยกเว้นเด็กชายอ้วนที่หัวร่อแบบแกนๆ

            “ถูกของศิษย์พี่ พวกพี่ชนะพวกผมก็ไม่เห็นจะน่าเอาไปคุยอวดโอ้ที่ไหนได้พวกผมแพ้อย่างมากก็เสมอตัว เพียงแต่ผมไม่อยากให้ชาวเมืองเริ่มต้นกล่าวว่าพวกศิษย์พี่รังแกผู้อ่อนแอกว่าก็เท่านั้นหากศิษย์พี่ไม่ยินยอมรับตรากฏไม่คืนคำก็ไม่เป็นไร ถือว่าผมไม่เคยกล่าวแล้วกัน”เด็กชายแสร้งทำหน้ารู้สึกผิดออกมา

            “ก็ได้ ตรากฎไม่คืนคำนี้ จะเป็นสัญญาว่าจะปิดการประลองเป็นความลับ”ลู่ฟ่านหลังจากบรรลุระดับกำเนิดพลังสามารถสร้างตรากฏง่ายๆไม่ซับซ้อนได้จึงได้ร่างตรากฎขึ้นไปที่เบื้องหน้าคนทั้งหมดรวมถึงเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ด

            ควรรู้ไว้ว่า ตรากฎเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่เกี่ยวของกับจักรวาลต่อให้เป็นตรากฎที่สร้างจากผู้อ่อนด้อยที่สุดคือระดับกำเนิดพลังขั้นที่หนึ่งหากยอมรับตรากฏแล้วต่อให้เป็นผู้เยี่ยมยุทธระดับราชันย์ซึ่งสูงส่งกว่าหลายระดับก็ไม่อาจสลายกฏนี้ได้

            เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดยกมือรับตรากฎที่เบื้องหน้าทันทีเมื่อเจ้าสำนักรับตรากฎ เด็กๆทั้งหมดต่างก็รับไว้เช่นกัน

            เอาละเริ่ม...ได้ ครั้งนี้เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดกล่าวเริ่มอย่างรวดเร็วเกรงว่าจะมีคนกล่าวขัดอีกจากนั้นนั่งหลับบนเก้าอี้ต่อทันที

            “เจ้าอ้วน เจ้าไปแสดงพลังฝึกปรือหลังจากที่มาอยู่กับพวกข้าหักแขนพวกมันมาให้หมดทุกคน” น้ำเสียงลู่ฟ่านเย็นยะเยียบออกคำสั่ง

            ลู่เฉียวถูกเรียกมุมปากถึงกับกระตุกทีหนึ่งก้มหน้าก้มตาเดินเลี่ยงออกมาแต่กลับไม่เดินขึ้นเวทีก่อนจะกล่าวทั้งที่ก้มหัวอยู่ว่า

            “ศิษย์พี่ลู่ พวกเราเพียงต่อสู้ประลองไม่ถึงกับต้องหักแขนกันไม่ได้หรือครับ”

            “เจ้าว่าอะไรนะ” ลู่ฟ่านแผดเสียงออกมา เดินก้าวฉับฉับไปหาอย่างโมโห“จะขึ้นไปหักแขนพวกสวะพวกนั้นหรือจะให้ข้าหักแขนเจ้าแทน ห๊ะ...”

            “ผะ...ผม ไม่อยากทำร้ายพวกเค้า” เด็กชายอ้วนเงยหน้าขึ้นมาตอบ

            “ดี... เจ้ามู่หักแขนมัน” ลู่ฟ่านเอ่ยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

            “อย่า..” เด็กชายหินกับพี่น้องร้องขึ้นพร้อมกัน แต่พวกตนอยู่ไกลเกินไปหรือต่อให้อยู่ใกล้ก็ไม่แน่ว่าจะช่วยเหลือได้ทัน

            อ๊าก...เสียงร้องโหยหวนจากปากลู่เฉียวดังขึ้น ร่างอ้วนกลมย่อกายลงมือซ้ายประคองแขนขวาที่ห้อยลงมาในสภาพผิดรูปไม่ต้องตรวจดูก็รู้ว่าแขวาข้างนั้นถูกหักอย่างโหดเหี้ยมความเจ็บปวดที่ถูกหักแขนเพิ่งแล่นทั่วร่าง เท้าที่บรรจุพลังกว่ายี่สิบแรงม้าอัดเข้าที่กลางลำตัวที่อวบหนาจนปลิวไปราวกับลุกฟุตบอล

            “เจ้าสาม” เด็กชายหินคำรามอย่างโกรธแต่เพียงพริบตาเดียวความกราดเกรี้ยวหายไป หายไปเป็นเย็นชาจนน่าหวาดหวั่น

            “เจ้าอ้วน”หงส์เยี่ยกับลู่ชางรีบวิ่งไปรับร่างกลมที่อาบไปด้วยเลือดที่ใหลออกมาทางจมูก ปากนับว่าบาดเจ็บสาหัสอย่างมาก

            “ขยะ ย่อมต้องเลือกจะเป็นขยะ ไม่มีวันขึ้นมาเสมอของดีได้”เสียงลู่ฟ่านหยามเหยียดอย่างถึงที่สุด

            “พวกเจ้าดูแล เจ้าสามให้ดีการประลองครั้งนี้พี่ใหญ่จะดูแลคนเหล่านั้นเอง” เสียงราบเรียบของเด็กชายหินดังขึ้น

            “แต่ว่า... เฮือก!” ลู่ชางจะกล่าวห้ามปราม แต่เมื่อสายตาของเด็กชายหินเหลือบมองมาความรู้สึกหนาวเย็นสุดขั้วแผ่ปกคลุมหัวใจจนแทบหยุดเต้นความกลัวที่ไม่อาจบรรยายทำให้เด็กชายลู่ชางได้แต่ก้มหน้าลง ปล่อยให้เด็กชายหินก้าวเข้าเขตลานประลองไปในใจลู่ชางรู้สึกว่าในตอนนี้เด็กชายหินกลายเป็นคนอีกผู้หนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนพี่ใหญ่ที่ใบหน้าแฝงความเจ้าเล่ห์ อารมณ์ดีไม่เคยแสดงความโกรธเกรี้ยวมาก่อน

            วูบ...เด็กชายหินถูกลานประลองส่งมาอยู่กึ่งกลาง ยืนรออย่างสงบนิ่งใบหน้าราบเรียบเย็นชาจนดูไร้อารมณ์

            “ผู้ใดจะเข้ามาก่อน” เสียงกล่าวเนิ่บๆดังขึ้น

            “มู่เจิ้งอัน เจ้าไปหักแขนเด็กโอหัง ฟังว่าครั้งก่อนถูกห้ามเสียก่อนตอนนี้แค่ไม่ลงมือให้ถึงตาย เจ้าจะจัดการอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดขวางอีก”

            มู่เจิ่งอันรับคำก่อนก้าวเข้าไปปรากฏตรงกลางลานประลองเผชิญหน้ากับเด็กชายหินห่างเพียงห้าก้าว ขณะจะกล่าวเหยียดหยามสักคำครึ่งคำเด็กชายหินกลับสืบเท้าเข้ามาหาอย่างใจเย็นภายใต้ความเงียบสร้างความรู้สึกกดดันชนิดหนึ่งกดทับลงมาจนมู่เจิ้งอันที่ตอนนี้มีพลังฝึกปรืออยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นที่หนึ่งเกือบจะข้ามขั้นที่สองยังรู้สึกอึดอัดจนแทบกระอักโลหิตออกมา

            ความรู้สึกนี้คืออะไรกัน มู่เจิ้งอันคร่ำครวญในใจรีบผนึกลมปราณขึ้นอย่างตื่นเกร็ง

            “แขนข้างขวาสินะ...”

             เสียงเย็นยะเยียบดังขึ้นจนมู่เจิ้งอันขนลุกชี้ชันเมื่อเด็กชายหินก้าวมาถึงเบื้องหน้าเพียงเอื้อมมือออกไปก็สัมผัสได้

            หมัดยี่สิบแรงม้า มู่เจิ้งอันคำรามต่อยหมัดที่บรรจุพลังฝึกปรือหนึ่งปี(ยี่สิบแรงม้า)ใส่หน้าอกเด็กชายหินอย่างไม่ยั้งมือความรู้สึกคุกคามอย่างไม่เคยเจอมาก่อน ก่อกวนจนมู่เจิ้งอันไม่สนแล้วว่าจะฆ่าเด็กชายหินหรือไม่

            พรุบ...เสียงหมัดที่บรรจุพลังระดับยี่สิบแรงม้าปะทะกับหน้าอกที่ดูไร้พลังราวกับต่อยลงบนฟูกหนาทึบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าเมื่อพลังหมัดบรรลุถึงกายเด็กชายหินที่หมัดกระทบถูกกลับเป็นเกราะบางๆราวกับไหมสีเทาต้านรับไว้จนหมดสิ้นนี่คือพลังโล่สวรรค์ที่ไม่มีผู้ใดในโลกเทวะเคยรู้จักมาก่อน

            “พายุขั้นสอง...” เสียงเด็กชายหินเอ่ยเบาๆหมัดเล็กๆกระแทกใส่แขนขวาของมู่เจิ้งอัน

            กร๊อบบบบ...หมัดดุแผ่วเบาราวกับเล่นปาหี่แต่เสียงกระดูกแตกหักกลับดังก้องในหัวมู่เจิ้งอันความเจ็บปวดราวกับถูกสายฟ้าฟาดแล่นแปล๊บจนต้องโก่งคอแผดเสียงร้องดังอย่างเจ็บปวดก่อนร่างจะถูกพลังหมัดแฝงมายกดันตัวลอยขึ้นจากพื้นราวกับภาพสโลโมชั่นมวลเริ่มอากาศสั่นไหว จากนั้นราวกับเทปที่ถูกกลอเดินหน้าเร็วนับสิบเท่าร่างมู่เจิ้งอันพุ่งวาบไปไกลกว่าสามสิบก้าว ตกถึงพื้นยังกระดอนขึ้นลงอีกสามตลบจากนั้นก็ถูกลานประลองดึงตัวออกไปตกลงแทบเท้าลู่ฟ่าน ที่ยืนตัวแข็งทือไม่อาจเคลื่อนไหวได้ไปหลายวินาที

             ...ลูกหมูกลายเป็นเสือแล้ว...

             

                                     ...........