ซุนอิงถือถุงเดินไปหาหญิงชราของตระกูลซุน เปิดถุงออกแล้วหยิบกระดาษม้วนหนึ่งออกมาเห็นได้ชัดว่าเป็นภาพเขียนอักษรจีน
“ภาพเขียนอักษร”
คุณย่าเริ่มสนใจ หยิบแว่นสายตาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาสวมอีกครั้ง
ซุนอิงค่อยๆ คลี่ม้วนกระดาษออกทีละน้อยคุณย่าได้ยินเสียงของกระดาษที่คลี่ออกก็รู้ได้ทันทีว่าภาพอักษรนี้ถูกเขียนขึ้นใหม่จึงทำให้เธอยิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้นทันที
แต่คนรอบข้างกลับรู้สึกผิดหวังทันทีเมื่อเห็นว่าบนกระดาษเป็นตัวอักษรที่ถูกเขียนขึ้นใหม่เอี่ยม
เหตุที่ภาพอักษรโบราณนั้นล้ำค่าก็เพราะอักษรมีความเก่ายิ่งเก่ายิ่งหายากยิ่งมีค่าแต่ภาพเขียนอักษรที่ซุนอิงนำออกมานั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นภาพที่เขียนขึ้นใหม่จะมีมูลค่ามากแค่ไหนกัน โดยเฉพาะในสายตาของผู้เชี่ยวชาญเรื่องของโบราณอย่างหญิงชราตระกูลซุนนี้ก็อาจจะเป็นแค่ตัวอักษรที่ไร้ค่าก็ได้...
พ่อแม่ของซุนอิงที่ยืนอยู่ข้างๆ พวกเขามองหน้ากันด้วยสีหน้าไม่พอใจครั้งนี้พวกเขาให้งบประมาณเธอในการซื้อของโบราณมาเป็นของขวัญวันเกิดให้หญิงชรากว่าห้าแสนหยวน
แต่ห้าแสนหยวนนี้ซื้อได้แค่ของห่วยๆ อย่างนี้น่ะเหรอ
ลุงและป้าของซุนอิงต่างก็หัวเราะและส่ายหัว
เหล่าพี่น้องของซุนอิงต่างก็ทำท่าดูถูกเหยียดหยามเช่นกัน
ซุนอิงเป็นที่ชื่นชอบตั้งแต่เด็ก แม้ว่าพี่น้องในตระกูลจะดูใจกว้างแต่พวกเขาก็ยังคงมีความอิจฉาอยู่ในใจ ตอนนี้เมื่อเห็นซุนอิงเสียหน้าพวกเขาต่างก็แอบสะใจอยู่ในใจ
แขกจำนวนมากมองไปที่กระดาษใหม่เอี่ยมของซุนอิงพวกเขาต่างก็เริ่มพูดถึงมัน
ร้อยคนร้อยความคิด
มีเพียงคุณย่าเท่านั้นที่มองเห็นลายพู่กันที่มีชีวิตชีวาบนกระดาษเธอจึงยืดหลังขึ้น มือที่เหี่ยวย่นทั้งสองข้างก็กดลงบนกระดาษเบาๆพิจารณาลายมือตัวอักษรบนกระดาษอย่างละเอียด
ซุนอิงเพิกเฉยต่อปฏิกิริยาของทุกคน และพูดแนะนำให้หญิงชราฟัง“คุณย่าคะ นี่คือบทกวีอวยพรวันเกิดมู่หลานฮวาม่านของอู๋เหวินอิง ชื่อว่าโช่วชิวเฮ่อ ค่ะ”
หญิงชราตระกูลซุนพยักหน้า เธอขมวดคิ้วและมองดูอย่างละเอียด
ผู้คนต่างประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหญิงชรา
หรือว่าบนกระดาษจะมีความลึกลับอื่นอีก
“เมื่อนึกถึงงานเลี้ยงของฉงหลิน...” หญิงชราตระกูลซุนอ่านตัวอักษรบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แต่เพราะในเวลานี้ในห้องโถงไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาดังนั้นทุกคนจึงได้ยินเสียงของหญิงชรา
“นึกถึงงานเลี้ยง ณ สวนฉยงหลิน เมืองจิงเฉิงอันเจริญรุ่งเรืองมีลมตะวันตกพัดมา ระลึกถึงเทียนเหอแม่น้ำพันปีไหลเชื่อมกับจิงเจียง ติดต่อกันทุกปีฮ่องเต้ประทานอานม้าที่เป็นงานปักขนวานรทอง เพื่อยกย่องแม่ทัพเจี่ยที่นำทัพอย่างแข็งกร้าวทำให้ชุมชนโดยรอบเก็บเกี่ยวได้แม้ในฤดูใบไม้ร่วง...”
“บทกวีนี้....” ชายชราคนหนึ่งในกลุ่มแขกที่มาอดไม่ได้ที่จะยืนขึ้นและกระซิบกับพ่อของซุนอิงว่า “บทกวีนี้เป็นบทสรรเสริญความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของหญิงชราน่ะ”
“ฉันก็ฟังออกเหมือนกัน แม้ว่าบทกวีนี้จะดี มีความหมายและเหมาะสมกับโอกาส แต่ก็ไม่ได้เขียนโดยนักเขียนที่มีชื่อเสียงและก็ไม่ใช่ของโบราณ มูลค่าจึงไม่สูงนัก...”
“ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ” ชายชราคนนี้เม้มปากแน่น
ดวงตาของพ่อของซุนอิงเป็นประกาย และกล่าวว่า“หรือว่าภาพเขียนตัวอักษรใบนี้มีมูลค่าเหรอ!”
“ถ้าเป็นของทั่วไป ฉันไม่คิดว่าจะทำให้หญิงชราชื่นชมมันได้ขนาดนี้ฉันว่าบทกวีต้องมีความลึกลับอื่นอีกแน่”
“งั้นเหรอ...”
แววตาของพ่อซุนอิงเปล่งประกายด้วยความปิติยินดีและมองไปที่หญิงชราบนเวทีอีกครั้ง
หญิงชราตระกูลซุนหลับตา ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “แม่ทัพเจี่ยสุขุมรอบคอบศัตรูจึงไม่ระราน ประตูเมืองเปิดอ้า เขตชายแดนสงบ ผู้คนไปเยี่ยมชมป้อมปราการอู่ชังทุกฝ่ายรักใคร่ปรองดอง ดื่มสุราและต่อบทกลอน...”
เสียงของหญิงชรานั้นแหบแห้ง แต่เหมือนมีการสัมผัสของกลอนแปลกๆซึ่งทำให้ทุกคนเงียบและตั้งใจฟัง
“นี่คือ...” ฉินลู่หรี่ตาและมองหญิงชราอย่างครุ่นคิด
“ไปตำหนักหลานและยอดเขาฝูหรงฮ่องเต้ประทานพระราชฎีกาพร้อมด้วยสมบัติ ใต้จันทร์สว่างมีเสียงเพลงกึกก้องนั่งพิงฟังเพลงบนหอกระเรียนเหลือง...”
เมื่อคำสุดท้ายสิ้นสุดลง หญิงชราตระกูลซุนก็ลืมตาขึ้นและดูเหมือนจะเด็กลงไป 5-6 ปีเธอตบโต๊ะเสียงดัง “ปัง” ทำให้ทุกคนหลุดจากภวังค์
“เยี่ยม!”
“เยี่ยม!”
“เยี่ยม!”
หญิงชราตระกูลซุนพูดติดกันสามครั้งและมองดูภาพเขียนตัวอักษรบนกระดาษอย่างตื่นเต้น “เยี่ยมมาก ยอดเยี่ยมจริงๆ ”
ปฏิกิริยาของหญิงชราทำให้ทุกคนประหลาดใจโดยเฉพาะบรรดาญาติพี่น้องตระกูลเดียวกันที่รอซ้ำซุนอิงอยู่ข้าๆพวกเขาก็ตกตะลึงในทันที
แม้ว่าหญิงชราจะชอบพระสังกัจจายน์ ภาพวาดเหรียญกษาปณ์ที่พวกเขามอบให้เมื่อกี้ แต่เธอกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากขนาดนี้ไม่เคยแม้แต่จะมีท่าทางอย่างนี้เลย
หรือว่ากวีบทนี้จะมีดีจริงๆ
หรือคนที่เขียนบทกวีนี้เป็นนักเขียนร่วมสมัยผู้ยิ่งใหญ่
ขณะที่ทุกคนมองหน้ากันและกำลังไตร่ตรองในใจ หญิงชราก็มองไปที่ซุนอิงอีกครั้งและพูดอย่างตื่นเต้น “เสี่ยวอิง หลานไปได้ภาพตัวอักษรนี้มาจากไหนเหรอ”
แม้ว่าซุนอิงจะคิดไว้อยู่แล้วว่าหญิงชราจะต้องชอบมันมากแต่เธอไม่คิดว่าคุณย่าจะแสดงออกขนาดนี้ เธอพูดตะกุกตะกัก “นี่...นี่เพื่อนหนูเขียนเองค่ะ...”
“เพื่อนหลานเหรอ” หญิงชราตระกูลซุนถามด้วยแววตาเป็นประกาย และถามต่อ“เพื่อนคนไหน วันนี้เขามาหรือเปล่า”
“มา...มาค่ะ...”
“แล้วจะรออะไรอยู่ล่ะ ทำไมไม่รีบเชิญเขามาเล่า!” หญิงชราตบโต๊ะอย่างตื่นเต้น
ดวงตาทั้งสองข้างของผู้คนในตระกูลซุนที่ยืนอยู่ข้างๆต่างก็เบิกกว้างอย่างอดไม่ได้
พวกเขาได้ยินคำว่า “เชิญ” ของหญิงชราคนนั้นอย่างชัดเจน
ในเวลานี้ทุกคนต่างก็มึนงงและนึกไม่ออกว่าทำไมภาพเขียนตัวอักษรธรรมดานี้จึงทำให้หญิงชราหวั่นไหวได้มากขนาดนี้
อันที่จริงเป็นเพราะพวกเขาอยู่ห่างจากกระดาษมากเกินไปแม้ว่าจะเห็นตัวอักษรบนกระดาษ แต่ด้วยระยะที่ไกลขนาดนี้จึงไม่อาจสัมผัสถึงความมีชีวิตอันยิ่งใหญ่ในตัวอักษรเหล่านี้ได้!
และเพราะว่าหญิงชรายืนอยู่ตรงหน้ากระดาษเธอจึงสัมผัสได้ถึงพลังที่ทำให้เธอกระปรี้กระเปร่าขึ้นร้อยเท่าได้อย่างชัดเจนราวกับว่าเธอเด็กลงหลายปี และหัวใจก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้นนี่จึงทำให้เธอมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงเช่นนี้
ในสายตาของหญิงชรา สิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้เทียบได้กับพลังของเทพเจ้า
คนรุ่นเก่าเชื่อเรื่องเทพเจ้าหญิงชราจึงอยากเห็นด้วยตาตนเองว่าอาจารย์ท่านใดเขียนอักษรที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ขึ้นมา
“คุณย่าคะ เมื่อกี้คุณย่าก็เจอเพื่อนหนูคนนี้ไปแล้วนะคะ”
“ย่าเคยเจอแล้ว?”
“ใช่ค่ะ” ซุนอิงพยักหน้า และมองไปที่ฉินลู่
ฉินลู่ยืนขึ้น จัดคอเสื้อ แล้วเดินขึ้นไปหาหญิงชราตระกูลซุนอย่างสง่างามโค้งคำนับอย่างสุภาพและพูดว่า “สวัสดีครับคุณย่า ผมชื่อฉินลู่ครับ”
“เธอเองเหรอ” หญิงชราตกใจมากเมื่อเห็นว่าเป็นฉินลู่
แน่นอนว่าเธอจำฉินลู่ชายหนุ่มคนนี้ได้เธอยังเคยเดาความสัมพันธ์ของเขากับหลานสาวของเธอซุนอิงด้วย
“เธอเป็นคนเขียนกลอนวันเกิดมู่หลานฮวาม่านนี้เหรอ” หญิงชราตระกูลซุนมองไปที่ดวงตาของฉินลู่และถามโดยไม่กะพริบตา
ฉินลู่เป็นคนตรงไปตรงมา เขาพยักหน้าและพูดว่า “ใช่ครับ ผมเป็นคนเขียน”
หญิงชราตระกูลซุนจับมือทั้งสองข้างของฉินลู่ และพูดอย่างไม่อยากเชื่อ“ปีนี้เธออายุเท่าไหร่”