บทที่ หกสิบแปด
กลิ่นยาสมุนไพรฉุนลอยปะปนอยู่กับควันเทียนหอมอำพันในห้องพักชั้นในของตำหนักฟู่ตงร่องรอยของยาที่เพิ่งปรุงใหม่ในถ้วยเคลือบขอบยังอุ่นบนโต๊ะเตี้ยตรงมุมห้อง บุรุษในชุดลวดลายมังกรคู่ตะวันซ่อนแววอำนาจที่บีบคั้นคนมองอยู่ไม่ห่างนักนัยน์ตาคมล้ำราววายุเงียบจับจ้องสตรีที่นั่งสงบอยู่ตรงหน้าอย่างไม่วางตา
“หมอหลวงเผยตรวจแผลของหลี่ผินให้ละเอียด” โม่เหวินหานเอ่ยเสียงเรียบน้ำเสียงหาได้ดังไม่แต่แว่วสะท้อนทั่วห้องราวเป็นคำสั่งที่สั่นคลอนหัวใจคนทั้งตำหนัก
หมอหลวงเผยผู้ชำนาญด้านการรักษาเดินเข้ามาเงียบๆมือเหี่ยวย่นแต่มั่นคงยกแขนของหลิวชิงเซียงขึ้นอย่างเบามือเปิดผ้าพันแผลออกเผยให้เห็นรอยแผลเป็นแนวยาวบนต้นแขนผิวบริเวณนั้นแดงคล้ำแสดงว่าเป็นรอยบาดจากของมีคมยาว
หลิวชิงเซียงนิ่งเงียบไม่หลบสายตา ไม่ขัดขืน เพียงหันหน้ามองไปยังม่านที่ปลิว ทิ้งให้มือหมอจัดการบาดแผลราวกับมิใช่ร่างกายของตน
“เป็นแผลบาดผิวเท่านั้น ไม่ลึกถึงชั้นผิวด้านในแต่ถ้าถูกกระแทกซ้ำอาจมีผลต่อผิวระยะยาวพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงเผยเอ่ยแล้วค่อยๆทายาสมานเนื้อกลิ่นแรง จากนั้นจึงพันผ้าใหม่อย่างพิถีพิถันเสร็จแล้วถอยหลังลงหมอบต่ำก้มศีรษะรอคำสั่ง
“ออกไปให้หมด” โม่เหวินหานไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองผู้ใดสั่งเสียงเบาแต่ชัดถ้อย พอเพียงให้ทุกคนก้มหน้าถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็วไม่เหลือแม้เงาข้ารับใช้คนสนิท
เมื่อประตูห้องบรรทมปิดลงความเงียบก็ปกคลุมดั่งม่านอันหนาหนักหลิวชิงเซียงยังคงนั่งนิ่งสีหน้าเรียบเฉยไม่เผยอารมณ์ ส่วนเขาก็ยืนนิ่งไม่ขยับใบหน้าที่เคร่งขรึมทอดมองไม่ลดละก่อนที่เขาจะก้าวเท้าอย่างไร้สุ้มเสียง
โม่เหวินหานเข้าไปยังด้านหลังนางอย่างเชื่องช้านั่งลงบนขอบเตียง แล้วขยับเรือนกายเข้ามาใกล้ จนไออุ่นแผ่วจากร่างสูงแผ่ซ่านถึงแผ่นหลังของหลิวชิงเซียงราวจุดตรงกลางแผ่นหลังมีเพลิงแฝงอยู่นางเม้มริมฝีปากแน่น ยังมองออกนอกหน้าต่างอย่างดื้อดึงราวไม่ใส่ใจแต่สุดท้ายเขาก็ไม่เอ่ยความประสงค์ที่ทำตัวเช่นนี้ นางจึงหันกลับมาเอ่ยถาม “ท่าน..จะทำอะไร?”
ไม่มีคำตอบโม่เหวินหานโน้มใบหน้าลงทันทีประกบเรียวปากของตนลงบนกลีบปากสีกลีบกุหลาบของนางอย่างรุนแรงโดยไม่ให้ได้ตั้งตัว
จูบนั้นมิใช่เพียงเพื่อสัมผัสแผ่วๆแต่คล้ายต้องการปลุกคำถามมากมายในอกให้ลุกไหม้ หลิวชิงเซียงตกตะลึงแต่ไม่ได้ผลักไสนางเพียงกำชายเสื้อแน่น สุดท้ายเมื่อเขาผละออกไป ทิ้งไว้เพียงลมหายใจที่ล้อมไว้ระหว่างกัน
“ทำไมเจ้าถึงไม่รักร่างกายของเจ้าเลย” เขาพูดช้าๆ เสียงต่ำชวนสะท้าน “เรื่องเท่านี้ถึงกับต้องทำรุนแรง?”
หลิวชิงเซียงหลุบตาลงม่านตาสั่นไหวสีหน้าที่เคยเรียบเฉยเริ่มแปรเปลี่ยน ดวงตาฉายประกายเจือเจ็บ “พวกเขาใช้กลทำร้ายตัวเองข้าก็แค่ใช้กลเจ็บตัวตอบบ้างจะเป็นอะไร”
“ใครอื่นใช้ก็ใช้ไปแต่เราห่วงเพียงเจ้า เราจึงไม่อยากให้เจ้าบาดเจ็บ” โม่เหวินหานถอนหายใจแล้วหรี่ตาลง สีหน้าคลายลงหาใช่โกรธเคืองอย่างที่ควรจะเป็นอีกแต่กลับสลับเป็นความเหนื่อยหน่ายเจือปนห่วงใย เขาจึงส่ายหน้าเบาๆ “ความจริงแค่แสร้งพันแผลไว้ก็พอถ้าเจ้าบอกเจ็บใครจะกล้าเปิดดู”
หลิวชิงเซียงเบือนหน้าหนีมุมปากกระตุกขึ้นน้อยๆ อย่างปนขื่น “ใครก็กล้าเปิดทั้งนั้นข้าเป็นสนมขั้นผินตัวคนเดียว จะทำอะไรได้..”
คราวนี้โม่เหวินหานเงียบไปจริงๆสีหน้าที่ทอดมองลงต่ำกลับมีแววตรึกตรองลึกซึ้ง คิ้วเข้มขมวดมุ่นดวงตาเหมือนกำลังกลืนกินบางสิ่งในห้วงความคิด หลิวชิงเซียงรับรู้ถึงความผิดปกตินางเหลือบตากลับไปมอง ทันทีที่สบกับใบหน้าของเขาก็พบกับดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยราวตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
เขาก้มลงจุมพิตแก้มนวลอีกข้างเบาๆแล้วพูดเพียงสั้นๆ “นั้นสินะ ขั้นผินคงไม่พอ”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?” หลิวชิงเซียงถามทันทีแต่เขากลับไม่ตอบ
รอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนมุมปากที่โผล่พรายขึ้นแทนถ้อยคำใดๆกลับยิ่งทำให้ใจนางกระเพื่อมยิ่งกว่าเดิม สนใจใคร่รู้ความคิดเขา อีกฝ่ายเพียงเอ่ย “ถ้าเจ้าอยากรู้..” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง “ก็ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยน”
“หมาป่าเจ้าเล่ห์!” หลิวชิงเซียงอุทานเบาๆ ดวงตากลมโตเบิกขึ้นน้อยๆเขาทำแบบนี้อีกแล้ว บุรุษหน้าเหม็นผู้นี้ไม่เปลี่ยนไปเลย
ก่อนที่นางจะหันหน้าหนีในจังหวะนั้นที่เขาเอื้อมมือมาบีบจมูกเล็กของนางเบาๆด้วยความเอ็นดู “เจ้าคิดอะไรอยู่ สีหน้าเจ้าบอกหมดเลยไหนว่าช่วงนี้เก็บสีหน้าเก่งแล้ว?” เขาเอ่ยหยอกยังยิ้มแต่แฝงความอบอุ่นในดวงตา
หลิวชิงเซียงสะบัดหน้าหนีพลางรีบปัดมือเขาออกใบหน้า“ก็เฉพาะต่อท่านเท่านั้นเก็บอย่างไรก็ไม่มิดหรอก”
“ดีแล้ว..ดีแล้ว” เขาหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวต่อ “กับเราไม่ต้องเก็บ เราชอบเช่นนี้ที่สุด” คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับแน่นด้วยความหมายหลิวชิงเซียงนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นซ่อนแววตาที่ไหวระริกไว้
โม่เหวินหานลุกขึ้นดึงชุดคลุมให้เข้าที่ ขณะที่เตรียมเดินออกไปยังบานประตูไม้หอมเขาหยุดเท้าลงก่อนจะหันกลับมาสั่งเสียงเรียบ “หมอหลวงเผยบอกไว้แล้วฉะนั้นช่วงนี้งดซ้อมไปก่อน จนกว่าท่านนหมอจะแจ้งกับเราว่าแผลสมานสนิทแล้วเข้าใจหรือไม่?”
หลิวชิงเซียงทำหน้าเบ้เล็กน้อยแต่ก็ค้อมศีรษะเบาๆ ยอมรับโดยไม่โต้แย้ง “เพคะ”
เขาไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงเปิดประตูแล้วก้าวออกไป
สองสัปดาห์ผันผ่านในพริบตาเหล่าบุปผารุ่นใหม่ผลิดอกใหม่ทั่วทั้งวังหลัง ใบไม้บางส่วนเริ่มเปลี่ยนสีเข้าฤดูสารทดอกซิ่งหลัวสีแดงอมส้มปลิวร่วงลงบนระเบียงหยกขาวทั่วตำหนักเฉียนชิงบ่งบอกว่าความคึกคักกำลังจะกลับคืนมาสู่เมืองหลวงอีกครา เมื่อเช้านั้นขบวนราชทูตจากแคว้นเฉาหนานเดินทางมาถึงประตูเมืองต้าเหว่ยโดยมิให้ใครต้องรอเก้อ
เสียงฆ้องกลองและเครื่องดนตรีเสนาะหูของเฉาหนานดังกระหึ่มก้องประตูเมืองคล้ายสัตว์เทพคำรามแผ่บารมีทุกสายตาของประชาชนที่ยืนอยู่บนสองข้างถนนเบิกโพลงมองขบวนที่กำลังเคลื่อนผ่านด้วยความตื่นตาแถวทหารเกราะเงินเรียงแถวแน่นเป็นขบวนหน้า อาวุธที่สะท้อนแสงตะวันราวอัญมณีเคลือบผิวเดินนำหน้าขบวนจังหวะเท้าสะเทือนพื้นหิน
ถัดมาคือขบวนรถม้าทรงกว้างหกคันด้านนอกปักธงเฉาหนานผืนใหญ่ สีม่วงทองเย็บขอบด้วยเส้นไหมมันวาวกลางผืนปักลายอสรพิษสองหัวไขว้ขวางสอดดาบศึก สะท้อนถึงความเข้มแข็งของสัตว์อสูรประจำแคว้น
ข้างรถม้าหลักมีเกี้ยวประดับผ้าโปร่งหรูหรากลีบบัวหยกสลักด้วยมือปิดบังรูปองค์ภายในไว้จนสนิท ใต้หลังคาทรงโค้งของเกี้ยวห้อยระย้าใสสีเขียวหยกขบวนหลังก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ข้างหน้า ทั้งทหารราชองครักษ์ทูตฝ่ายเสบียงและขบวนม้าสำรอง เรียงแถวต่อท้ายราวเกลียวคลื่นทองคำเคลื่อนที่
เมื่อขบวนผ่านเข้าประตูเมืองหลวงกลองตีกระหึ่มอีกระลอกเสียงแตรเงินของแคว้นเฉาหนานชูประกาศถึงอำนาจสูงสุดของราชวงศ์และภารกิจในการเจริญสัมพันธไมตรีกับแผ่นดินจินหยาง
ขบวนเคลื่อนตรงแน่วผ่านเส้นทางสายหลักถึงเบื้องหน้าตำหนักหลวงที่ใช้ต้อนรับแขกสำคัญราชบริพารในวังหลวงแต่งกายเต็มยศยืนเข้าแถวเรียงรายผ้าแพรไหมลายคลื่นเมฆาสีกรมท่าแนบตัวขุนนางขั้นสูงสุดจนถึงขั้นห้าส่วนเชื้อพระวงศ์นั้นล้วนอยู่ในชุดคลุมประจำฐานันดรตามตำแหน่งแถวยาวทอดจากบันไดหยกขึ้นไปถึงลานหินหน้าประตูตำหนักใหญ่
เสียงฝีเท้าของอาชาศึกหยุดนิ่งพร้อมเสียงแตรสุดท้ายทหารเฉาหนานชะลอขบวนลงยืนประจำที่อย่างเป็นระเบียบก่อนที่บานประตูเกี้ยวผ้าทองของคณะทูตจะถูกเปิดออก
ขุนนางผู้ใหญ่สามคนในชุดพิธีการของเฉาหนานก้าวลงก่อนเป็นลำดับคนแรกคือจ้าวจื้อเหวิน ขุนนางฝ่ายซ้ายที่ขึ้นชื่อว่ามีปากคมดุจใบมีดอีกสองคนนั้นคืออู๋เจิ้นหรงและหานหมิ่น ขุนนางฝ่ายทหารและฝ่ายเศรษฐกิจผู้คร่ำหวอดในราชสำนักมานานทั้งสามเป็นที่รู้จักของขุนนางต้าเหว่ยอยู่บ้างจากสารราชการที่เคยสื่อกันมา
ต่อจากนั้นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีม่วงกลมกลืนกับผืนธงเฉาหนานก็ก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างามบุรุษผู้นี้คือองค์ชายใหญ่ “กงไหน่ซือ” พระโอรสกำเนิดจากชายาเอกมีรูปลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้บุรุษแห่งแคว้นใดผิวขาวกระจ่างรับกับผมดำยาวมัดรวบไว้ด้านหลังเรียบตึง ใบหน้าคมชัดคิ้วเรียวหนาดั่งพู่กันพาดเหนือดวงตาเรียวลึกคางแหลมและกรอบหน้าคมเฉียบแฝงบารมีในแววตา
กงไหน่ซือมิได้รีบร้อนเขาเดินอ้อมไปทางด้านข้างของราชรถที่มีม่านห้อยปกปิดทั่วสี่ด้านแล้วเอื้อมมือเปิดม่านผ้าสีงาช้างอ่อนด้วยตนเอง ในพริบตานั้นทุกสายตาที่อยู่บนลานหินและบันไดตำหนักหันไปในทิศทางเดียวกันราวนัดกันไว้แม้แต่ขันทีผู้เฒ่าผู้เห็นมาไม่น้อยก็ยังหยุดหายใจชั่วขณะ
ทันทีที่ม่านเลิกขึ้นองค์หญิงสาม “กงเจาอวี่” แห่งเฉาหนานก็ก้าวลงจากราชรถช้าๆกิริยาของนางสง่างามประหนึ่งสายน้ำรินไหลจากหุบผา สูงศักดิ์แต่ไม่เย่อหยิ่งผิวขาวอมชมพูสะท้อนแสงแดดอย่างอ่อนโยนนัยน์ตากลมโตสีนิลมีแววระยิบระยับเฉกแสงดาวในคืนเดือนดับ ดวงหน้ารูปไข่รับกับริมฝีปากบางเรียวสีชาดอ่อนๆก้าวเดินของนางมั่นคงและมีจังหวะ ไม่กะพร่องกะแพร่ง ไม่จงใจอ่อนช้อยหากกลับมีมนต์เสน่ห์ดั่งวาดด้วยพู่กันเทพ
อาภรณ์ของนางเป็นชุดคลุมสองชั้นสีฟ้าหมอกไล่เฉดจนถึงสีขาวงาช้าง ทรงเอวสูงผูกแพรไข่มุกประดับกลางอกอวดทรวดทรงงามระหงนัก กระโปรงยาวจับจีบละเอียดแย้มเห็นรูปร่างได้ส่วนด้านนอกคลุมด้วยผ้าไหมบางโปร่งสีเงินสะท้อนแสงอ่อนๆ ตลอดตัวปักลายกลีบผกานำสายตาไปสู่คอระหงที่ประดับเพียงสร้อยหยกขาวเส้นเดียว
เมื่อย่างขึ้นสู่บันไดหินน้อยๆเบื้องหน้าตำหนัก เสียงกระซิบของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ก็ดังขึ้นเบาๆราวกับผึ้งกลางสวน องค์หญิงสามผู้เลื่องชื่อในหมู่ชาวเฉาหนานว่างดงามเป็นหนึ่งมิใช่เพียงคำกล่าวเลื่อนลอยอีกต่อไป
เบื้องบนของบัลลังก์ทองบนตำหนักโม่เหวินหานสวมอาภรณ์ปักมังกรห้าเล็บสีทองเข้มอร่ามยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าฉากม่านผ้าไหมลายเขาเทิดทูนเมฆา เดิมทีเขามิได้ตั้งใจสนใจขบวนทูตนักเพียงยืนรอให้เป็นไปตามพิธีการ
แต่ในชั่วขณะที่ม่านเกี้ยวผืนนั้นถูกเลิกขึ้นยามที่หญิงงามผู้นั้นก้าวออกมา ร่างของเขากลับรู้สึกหนักแน่นขึ้นในอกราวสิ่งใดกำลังตึงสายกระตุกอยู่ในใจ โม่เหวินหานเงียบ ปรับสีหน้าผ่อนลงไปครู่หนึ่งคล้ายไม่แน่ใจว่าที่รับรู้คือความรู้สึกอันใด แต่ก็ดึงกลับได้ในชั่วอึดใจสีหน้าหวนกลับมาเฉยเมยอีกครา
เมื่อคณะทูตขึ้นมาถึงลานหินทูตทั้งสามค้อมตัวต่ำพร้อมกัน เปล่งเสียงต้อนรับด้วยถ้อยคำตามขนบ “ถวายพระพรเทียนหลงฮ่องเต้แห่งจินหยางขอให้แคว้นรุ่งเรืองสืบไป”
ทว่าองค์ชายกงไหน่ซือและองค์หญิงกงเจาอวี่กลับมิได้ค้อมตัวแม้แต่น้อย ทั้งสองยืนตรง สีหน้าเรียบเฉยมองตรงไปยังบุรุษบนบัลลังก์
โม่เหวินหานไม่ได้ขมวดคิ้วหรือเอ่ยสิ่งใดเขาเพียงผงกศีรษะน้อยๆ พลางสบตากับองค์ชายใหญ่เพียงครู่ก่อนเบนสายตามาสบกับนัยน์ตากลมโตขององค์หญิงสามที่มองตรงมายังตน
กงเจาอวี่เงยหน้าขึ้นหลังจากหลุบตาอยู่ครู่หนึ่งแล้วพอได้เห็นโฉมหน้าของเทียนหลงฮ่องเต้ผู้เลื่องชื่อนางก็ถึงกับต้องหยุดหายใจชั่วขณะ
บุรุษเบื้องบนนั้นมิได้สูงวัยดั่งบิดาของนางอย่างที่คาดหากกลับหนุ่มแน่นในวัยเบ่งบานที่สุดแห่งบุรุษ รูปหน้าเรียวคม คิ้วกระบี่ แววตาสีดำล้ำลึกเหมือนจิตใจที่อ่านยากเส้นผมดำขลับรวบเรียบตึงภายใต้กว้านทองเบื้องสูง เสน่ห์ของเขาไม่ใช่เพียงรูปโฉมหากแต่มีบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในกิริยาทุกอิริยาบถราวกับเป็นพยัคฆ์ที่เฝ้ามองเหยื่อเงียบๆ แต่พร้อมขย้ำได้ทุกเมื่อ นางหลบตาโดยเร็วก่อนดวงหน้านวลจะปรากฏริ้วแดงระเรื่อจางๆ
เทียนหลงฮ่องเต้เอ่ยเรียบแต่หนักแน่นดังกังวานไปทั่วลานหิน“ขอต้อนรับราชทูตแห่งเฉาหนาน”
...
ในเรือนอบไอไม้หอมหลังตำหนักฟู่ตงกลิ่นหญ้าฝรั่นหอมอบแห้งบดละเอียดลอยคลุ้งทั่วห้องตรงอ่างบัวหินอ่อนสลักรูปนกยวนยางคู่ม้วนหางล้อมกลีบกล้วยไม้สกุลเสวียนหนึ่งในพันธุ์ดอกหายากแห่งแคว้นใต้กลางฤดู
หลิวชิงเซียงนั่งอยู่กลางอ่างน้ำอุ่นหัวไหล่และแผ่นหลังเปลือยเปล่าโผล่พ้นน้ำกลีบดอกนานาพันธุ์ที่โรยลงในน้ำลอยแนบผิวเนียน มือของนางวางอยู่ข้างอ่างปลายนิ้วเกาะขอบด้วยทีท่าอ่อนแรง แต่สีหน้าหาได้ขุ่นเคืองไม่หากเต็มไปด้วยความระอาใจ
"เจ้าทั้งสองกำลังจะถูข้าจนผิวลอกออกอยู่แล้ว" น้ำเสียงเบื่อหน่ายดังขึ้นจากหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นนายหญิงนางหันหน้าไปทางอิงหลานและฟ่านหรูที่กำลังร่วมด้วยช่วยกันขัดผิวด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนิ่มชุบยาสมุนไพรอยู่ไม่ห่าง
ฟ่านหรูผู้ถือขันทองใส่น้ำรากไม้และขมิ้นอยู่ยิ้มแห้ง“คืนนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตเพคะทุกตำหนักเขาแต่งองค์ทรงเครื่องกันตั้งแต่เที่ยง ไม่อาบน้ำเฉยๆ เท่านั้นเพคะทั้งอบตัว พรมน้ำหอม ปัดแป้งทับกลิ่น ยิ่งสนมที่ตำแหน่งสูงยิ่งด้อยไม่ได้เพคะ”
“เขาว่าแม้แต่กิริยาเดินย่างยังซักซ้อมมาจากตำหนักบูรพาเลยเพคะ” อิงหลานเสริมเสียงแจ้วมือยังคงประคองไหล่นายหญิงให้เอียงเพื่อจะทาสมุนไพรต่อ
หลิวชิงเซียงย่นคิ้วเล็กน้อยแล้วหันหน้าหนี “ก็แค่งานเลี้ยงเย็น มีอะไรมากมายวันพรุ่งนี้ที่ต้องออกงานร่วมกับคณะทูตที่เป็นงานเลี้ยงต้อนรับทางการต่างหากจึงสมควรแต่งตัวให้ดี ฉะนั้นวันนี้ก็แค่..กินข้าวเย็น”
“แค่กินข้าวเย็นหรือเพคะ!” อิงหลานหันมามองเจ้านายของตนด้วยสีหน้าสิ้นหวัง
“นายหญิงเคยได้ยินหรือไม่เพคะว่า ‘แรกรู้จักย่อมชี้วัดความหมาย’ ” ฟ่านหรูเอ่ยพลางบีบเนื้อสมุนไพรลงในขันทองช้าๆ“วันนี้คือวันแรกที่คณะทูตพบเหล่าสนมฝ่ายในหากคืนนี้ดูด้อย ต่อให้พรุ่งนี้จะแต่งงามปานเซียนก็ไม่มีใครลบภาพแรกที่ฝังใจได้หรอกเพคะ”
หลิวชิงเซียงนิ่งงันไปชั่วครู่คำกล่าวนั้นดูเหมือนไร้สาระ แต่เมื่อลองคิดอย่างมีเหตุผลนางก็อดมิได้ที่จะเห็นด้วยอยู่รางๆ หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ พลางเอนหลังพิงขอบอ่างปล่อยให้น้ำอุ่นโอบกอดร่างบาง
“เช่นนั้นก็ขัดต่อเถิด ข้าไม่มีแรงค้านอีกแล้ว” นางเอ่ยเบาๆ แววตาปลงตก
สองสตรีสบตากันแล้วยิ้มอย่างโล่งใจก่อนจะเร่งมือปรนนิบัตินางอย่างตั้งใจ หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามร่างบางก็ถูกพาขึ้นจากน้ำ สวมชุดคลุมในบางเบาสีขาวบริสุทธิ์ก่อนจะกลับตำหนักด้านในแสงนวลสะท้อนเรือนผมยาวของหลิวชิงเซียงที่เปียกหมาดๆ พร้อมเสียงหยดน้ำจากปลายที่กำลังถูกซีบ
จากนั้นฟ่านหรูก็ยกชุดพิธีในงานเลี้ยงค่ำขึ้นมานั่นคือชุดคลุมยาวผ้าทอสามชั้น ไล่สีจากแดงเข้มจนถึงสีส้มอ่อน ปักลายกระเรียนทะยานเหนือกิ่งหลิวด้วยดิ้นทองพาดด้วยผ้าโปร่งบางเฉียงสีทองทอลายผูกด้วยสร้อยไข่มุกขาวตามแนวตะเข็บขอบ
“ชุดนี้ไม่เพียงทำให้หลี่ผินสง่างามที่สุดทั้งยังขับผิวให้ดูนวลผ่องนักเพคะ” อิงหลานชมไม่ขาดปากขณะช่วยกันประดับเครื่องประดับเงินสลักไข่มุกลงบนเรือนผม
หลิวชิงเซียงจ้องเงาตนเองในกระจกทองเหลืองเงาสะท้อนตื้นๆสีหน้าที่เคยซีดกลับดูมีสีเลือดฝาด รูปหน้านวลเรียวยาวดวงตากลมกว่าทรงเมล็ดชิ่งเล็กน้อยแลลึกซึ้ง กลีบปากถูกแต่งแต้มเพียงเบาๆ ด้วยชาดกลายเป็นความงามที่มิใช่เย้ายวนแบบจงใจ แต่เป็นเสน่ห์นวลละไมชวนมองราวผ้าไหมเนื้อดี
ถึงจะมิอยากยอมรับแต่เมื่อมองภาพนั้นนางก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่อิงหลานและฟ่านหรูมีความสามารถเรื่องแต่งองค์ทรงเครื่องจริงๆ“เจ้าทั้งสองจริงจังนัก” หลิวชิงเซียงพึมพำเบาๆแล้วขยับสายรัดผ้าให้เข้าที่
“ถ้าองค์หญิงจากเฉาหนานงามปานเทพธิดาวันนี้หลี่ผินของเราก็ต้องงามยิ่งกว่าดาวบนสวรรค์เพคะ” ฟ่านหรูกล่าวยิ้มๆก่อนจะช่วยเก็บชายเสื้อให้เรียบร้อย
“ไม่ใช่งานประชันความงามเสียหน่อยแค่งานกินข้าวเย็น”หลิวชิงเซียงว่าอย่างปรามๆ
อิงหลานรีบเสริมเสียงกระตือรือร้น“ถึงจะเป็นงานกินข้าว แต่สำคัญที่กินกับใครต่างหากเพคะ”
หลิวชิงเซียงหลุบตามองนิ้วมือของตนสวมแหวนหยกวงบางนิ่งๆ ใจในกลับแอบสะท้อนเล็กน้อย ‘กินกับใคร’ งั้นหรือ..
นางนึกถึงโม่เหวินหานบุรุษที่ทั้งทรงอำนาจและอ่านไม่ออก คนผู้นั้นแม้ปากนางไม่เคยเอ่ยชมแต่ยามที่แววตาในบางคราก็ลอบมองอ่อนโยนมาที่นางเสมอ ความอ่อนโยนที่คนอื่นไม่มีโอกาสได้เห็นไม่แน่ภาพแรกที่ผู้คนจำ ก็อาจไม่ใช่แค่ของคณะทูต หากรวมถึงผู้เป็นฮ่องเต้ด้วยเขาจะจำนางแบบไหนกันนะ..