เวลาผ่านไปเป็ครู่ใหญ่คล้ายกับทุกคนกำลังต่อสู้กับความเคลื่อนไหวของตัวเองอยู่แต่ในที่สุดผู้หญิงวัยกลางคนร่างใหญ่คนหนึ่งก็ผุดลุกขึ้นยืนมือถือถ้วยกาแฟไว้แน่นขณะเดินมาที่เก้าอี้และทรุดตัวนั่งลงตรงขอบวอลตันผุดลุกขึ้นยืน
“คุณนายพอทเตอร์ใช่ไหมครับ?.... คุณนายชื่อซาร่าห์ พอทเตอร์นั่นเองเอาละครับทำใจให้สบายที่สุดเลยนะครับ”
เขาลดน้ำเสียงลงเป็ทุ้มนุ่มนวลอีกครั้งและโจพบว่าตัวเองกำลังยืดร่างขึ้นสำนึกในใจบอกว่าเธอกำลังต่อต้านน้ำเสียงทุ้มหูนั้นอยู่ขณะที่เธอจับตามองดูผู้หญิงผู้ที่กำลังเอนหลังลงพึ่งพนักเก้าอี้พร้อมกับหลับตาลงวอลตันดึงถ้วยกาแฟออกจากมือของนาง และโดยที่ไม่มีการพูดจาอารัมภบทแต่อย่างใดเขาเริ่มนำนางเข้าสู่ภวังค์และให้ทบทวนความหลังไปถึงเมื่อครั้งที่ยังเป็เด็ก
หลังจากมีท่าทีคล้ายลังเลอยู่เป็ครู่นางเริ่มตอบคำถามของเขาอธิบายภาพของเมื่อครั้งที่ยังเป็เด็กนักเรียนด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเหมือนเสียงของเด็กสาวทิมเดินออกจากที่นั่งอย่างเงียบกริบย่องไปนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าหล่อนพร้อมกับยกกล้องถ่ายรูปในมือขึ้นวอลตันไม่ได้ให้ความสนใจกับเขาเลยแม้แต่น้อย
“เอาละครับต่อไปนี้เราจะย้อนหลังกลับไปถึงเมื่อครั้งก่อนที่คุณนายเกิดมาในโลกนี้นะครับช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับว่าคุณเห็นอะไรบ้าง ?”
ความเงียบตกลงปกคลุมบรรยากาศภายในห้องไว้เป็ครู่
“ลองนึกย้อนกลับไปถึง่เวลาก่อนหน้าที่คุณจะเกิดมาเป็หนูน้อยซาร่าห์แฟรี่นะครับ่เวลาก่อนหน้าที่มันผ่านมานานแสนนานแล้วครั้งก่อนที่คุณเคยเกิดมาในโลกนี้ก่อนหน้าซาร่าห์คนปัจจุบันช่วยบอกผมหน่อยสิครับว่าคุณเคยเป็ใครหรือเป็อะไร ?”
“เบทสี...”
ชื่อนั้นหลุดจากปากออกมาช้าๆด้วยสีหน้าที่บอกความพิศวงและไม่แน่ใจ โจได้ยินเสียงผู้คนที่นั่งอยู่รอบกายถอนหายใจแรงพร้อมกันเธอเองก็จับสมุดโน้ตที่วางอยู่บนเข่าไว้แน่นเข่าไว้แน่นจ้องมองหน้าหล่อนอย่างสนใจเต็มที่
“เบทสี.... เป็ใครกันล่ะครับ ?”
วอลตันมิได้ละสายตาจากใบหน้าของนางเลย
“ไม่รู้รู้แต่ว่าเป็เบทสีเท่านั้น...... ”
“ค่ำวันนี้คุณโชคดีมากทีเดียวนะครับ”
วอลตันมองหน้าทิมแล้วหันมามองทางโจ
“ดื่มอะไรกันสักแก้วก่อนดีกว่า”
คนอื่นทยอยออกจากห้องกันไปหมดแล้วเหลืออยู่แต่ทิมที่กำลังเก็บกล้องถ่ายรูปเข้าที่และโจที่นั่งคิดอะไรเงียบเพียงลำพังบนเก้าอี้ตัวเดิม“อย่างน้อยวันนี้เราก็มีผู้เข้ารับการทดลองที่ผ่านเข้าไปจนถึงอดีตชาติของตนเองได้แม้ว่ามันจะไม่ได้ให้อะไรที่น่าเชื่อแก่เราเท่าไหร่แต่ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว”คำพูดของเขาทำให้โจต้องเงยหน้าขึ้นมองทันที
“คุณหมอว่ามันไม่ได้ให้อะไรที่น่าเชื่อกับเรามากนักอย่างนั้นหรือคะ? คุณหมอกำลังหมายความว่าจริงแล้วคุณหมอก็ไม่เชื่อเื่นี้เท่าไรใช่ไหมคะ?”
เธอเห็นทิมขมวดคิ้วแต่วอลตันเพียงแต่ไหวไหล่เขาผสมเครื่องดื่มเสร็จทั้งสามแก้วแล้วและกำลังยื่นแก้วหนึ่งมาให้เธอ
“คุณคลิฟฝอร์ดครับผมกำลังพูดในฐานะของจิตแพทย์คนหนึ่ง คือผมอยากบอกคุณว่าการสะกดจิตนั่นมันเป็เื่จริงการสนองตอบของผู้ที่เข้ารับการทดลองก็เป็ความจริงแต่ทว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นไม่ได้เกิดเพราะผมส่วนมาจากที่ไหนเป็สิ่งที่ผมไม่อาจรู้ได้มันคล้ายกับว่าใครก็ตามที่เขารับการทดลองเช่นนี้เขามีความรู้สึกนึกคิดมาล่วงหน้าแล้วว่าเขาสามารถระลึกถึงอดีตชาติของตนเองได้”
ดวงตาของเขามีแววท้าทาย
ทิมวางกล้องถ่ายรูปลงบนเก้าอี้และหยิบแก้วเครื่องดื่มของตนมาถือไว้
“ผมมีความรู้สึกว่าคนพวกนั้นตกอยู่ใต้อิทธิพลของอะไรบางอย่างยกตัวอย่างเช่นผู้หญิงคนที่บอกตัวเองเคยชื่อเบทสีท่าทางของเธอเป็ผู้หญิงวัยกลางคนที่น่านับถือมากและเธอก็กล่าวชื่อนั้นออกมาเหมือนได้รับการกลั่นกรองมาแล้วผมอดสงสัยไม่ได้ว่านั่นเป็ความรู้สึกเก็บกดที่พยายามหาทางระบายออกมาหรือเปล่า”
เขาหัวเราะด้วยน้ำเสียงสนุกสนานวอลตันก็พยักหน้ารับ
“ผมเองเคยสงสัยในสิ่งที่คุณพูดบ่อยเหมือนกันนะแต่มันมีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่....อย่างเช่นครั้งนี้ซึ่งคุณผู้เป็นักข่าวทั้งสองคนได้มาเห็นด้วยตาของตนเองว่าทั้งคำพูดและกิริยาท่าทางที่แสดงออกมามันเป็ไปในลักษณะที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้าไม่ว่ารู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามผมเคยพบคนที่พูดภาษาที่ตัวเองไม่เคยร่ำเรียนมาหรือไม่ก็เล่าเื่ราวในประวัติศาสตร์อย่างละเอียดทั้งที่ตัวเองไม่เคยมีความรู้ในประวัติศาสตร์ตอนนั้นเลย”
เขาส่ายหน้าไปมา
“มันเป็เื่น่าสนใจมากครับ”
โจยืนขึ้นในที่สุดและเดินไปหยุดอยู่หน้าตู้หนังสือสีหน้าเคร่งขรึมวอลตันจับตามองดูเธอ
“คุณทราบไหมครับคุณคลิฟฝอร์ดว่าคุณมีศักยภาพมากพอจะเป็ผู้เข้ารับการทดลองสะกดจิตอย่างดีได้คนหนึ่งทีเดียว”
“ฉันน่ะหรือคะ?”
เธอหันขวับมามองหน้าเขา
“โอ!เป็ไปไม่ได้หรอกค่ะฉันเคยรับการทดลองมาแล้วด้วยซ้ำเพียงแต่ว่ามันไม่เคยได้ผลเลย”
“ไม่จริงหรอกครับแต่ที่เป็อย่างนั้นเพราะคุณต่อต้านกับพลังนั้นไว้อย่างเต็มที่ต่างหากคุณไม่เคยคิดบ้างเลยหรือครับว่าการที่คุณพยายามต่อต้านกับมันนั่นย่อมหมายความถึงอะไรบางอย่าง? ผมน่ะจับตาดูคุณอยู่ตลอดเวลานะเพราะฉะนั้นผมถึงแน่ใจไงล่ะครับว่าคุณเป็ผู้รับการทดลองที่จะให้อะไรดีๆกับเราได้”
โจจ้องมองหน้าเขารู้สึกหนาวเยือกเย็นขึ้นมาทั้งที่อากาศภายในห้องก็อบอุ่นสบายดี
“ฉันไม่คิดอย่างนั้นหรอกค่ะก็อย่างที่เล่าให้ฟังแล้วว่าตอนสมัยที่อยู่มหาวิทยาลัยเคยมีคนทดลองสะกดจิตกับฉันมาแล้วแต่มันไม่ได้ผล”
เธอก้มลงมองแก้วที่ถืออยู่ในมือบรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความเงียบและวอลตันก็จับตามองหน้า เธอตลอดเวลา
“คุณทำให้ผมแปลกใจมากทีเดียวครับ”
เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่ายหน้า
“บางทีคนที่เขาเคยสะกดจิตให้คุณอาจไม่มีประสบการณ์มากก็ได้แต่ถ้าคุณต่อต้านเช่นเดียวกับที่คุณได้ทำมาแล้วในวันนี้ ก็คงไม่มีใคร.... ”
“โอ! แต่ว่าฉันไม่ได้ต่อต้านอะไรเลยนะคะ ฉันอยากให้มันเกิดขึ้นจะตาย”
ทันใดเธอก็นึกถึงความตื่นเต้นและตื่นกลัวเมื่อครั้งที่เดินไปยังห้องทดลองของศาสตราจารย์โคเฮนขึ้นมานึกถึงตอนที่ตัวเองต้องตอบคำถามเขาอย่างมากมายก่อนหน้าที่การทดลองจะเริ่มต้นนึกถึงการทอดกายลงนอนในเก้าอี้นวมด้วยอาการอันสงบจับตามองดูแซมที่พลิกหน้ากระดาษในสมุดโน้ตขณะที่ภายนอกกำลังมีหิมะโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย....
เธอขมวดคิ้วย่นมันน่าแปลกอยู่มากที่รายละเอียดของยามบ่ายในวันนั้นไม่ได้ผ่านเข้ามาในความคิดของเธอเลยจนกระทั่งวันนี้เธอมองเห็นภาพแซมในวันนั้นได้อย่างชัดเจน เขาใส่เสื้อสเวตเตอร์ปกตลบสีน้ำตาลมีสปอร์ตแจ๊คเก็ตสวมทับอยู่อีกชั้น พอได้รับการแนะนำให้รู้จักกันเธอก็นึกชอบเขาขึ้นมาทันทีท่าทางเยือกเย็นสุขุมของเขาตัดกับท่าทางเอางานเอาการของศาสตราจารย์โคเฮนอย่างชัดเจนและในตอนนั้นเองเธอเริ่มรู้สึกไว้วางใจในตัวเขา
ก็แล้วเพราะเหตุใดตอนนี้เธอจึงมองเห็นภาพใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขาขึ้นมาได้ดวงตาของเขาเหมือนตื่นกลัวในอะไรบางอย่างอยู่และจ้องมองดูเธอจากในท่ามกลางความมืด และความทรงจำเกี่ยวกับความเ็ปที่เคยได้รับนั่น....
เธอพยายามสลัดความคิดทั้งหมดให้พ้นไปจากใจยกแก้วในมือขึ้นจิบมองตอบวอลตัน
“เมื่อมาถึงวันนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นมันก็ผ่านมาเกือบจะสิบห้าปีแล้วค่ะฉันลืมไปจนเกือบหมดแล้วว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”
เขาเพียงแต่พยักหน้าช้าๆแต่สายตายังไม่ละจากใบหน้าของเธออยู่ดี และแล้วก็เบือนไปเสียทางหนึ่ง
“ผมคิดว่ามันน่าสนใจนะถ้าเราทำการทดลองกันอีกสักครั้ง”เขากล่าวออกมาด้วยท่าทางใช้ความคิด
“คุณอยากจะรับการทดลองบ้างไหมล่ะครับ?”
“ไม่ค่ะ”
โจตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวกว่าตั้งใจจะให้เป็
“อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกนะคะบางทีเมื่องานค้นคว้าของฉันก้าวหน้าไปกว่านี้อีกสักหน่อย....”
เสียงสัญญาณอันตรายเตือนขึ้นในสมองใบหน้าของแซมกลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าอีกครั้งขณะเดียวกันเธอก็ได้ยินเสียงนิคก้องขึ้นในหู
“มันยังมีอะไรบางอย่างที่คุณยังไม่รู้นะ อะไรบางอย่างที่คุณจำไม่ได้....”