ตอนที่ 8 ผีตนแรกที่ปรากฏ
บรรยากาศในสวนสาธารณะร้างย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ยามวิกาลช่างแตกต่างจากนครอัมพรพิมานราวฟ้ากับเหว ที่นี่ไม่มีกลิ่นอายอาคมที่บริสุทธิ์ มีเพียงกลิ่นท่อระบายน้ำ กลิ่นควันรถที่จางหาย และความเงียบสงัดที่น่าขนลุก แสงไฟจากเสาไฟฟ้ากะพริบถี่ๆ ราวกับจะดับลงได้ทุกเมื่อ
ธีรภพนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นหญ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำค้าง พลังจากการปลดผนึกขั้นที่หนึ่งเมื่อครู่ยังคงทิ้งรอยไหม้และความร้อนรุ่มไว้ในเส้นเื เขาพยายามยันกายลุกขึ้นแต่ความเ็ปแล่นแปลบเข้าสู่ขั้วหัวใจจนต้องกัดฟันกรอด
“อย่าเพิ่งฝืนค่ะ” ลลินทิพย์ร้องเตือน เธอพยายามร่ายเวทรักษาเบื้องต้น แสงสีนวลจากมือเธอสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ เพราะเธอก็สูญเสียพลังไปมากจากการพาเขาหนีข้ามมิติ
แต่ภัยร้ายไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาพักผ่อน
แกรก แกรก
เสียงกรงเล็บแหลมคมลากไปตามลำต้นของต้นจามจุรีใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เงาสีเทาซีดเซียวค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาจากกิ่งไม้เหมือนเศษผ้าขาดๆ แต่มันกลับไม่ตกถึงพื้น ร่างนั้นลอยนิ่งอยู่กลางอากาศเหนือพื้นหญ้าเพียงไม่กี่คืบ
“ผีพรายพิฆาต” ธีรภพพึมพำ ดวงตาที่อ่อนล้าจ้องมองศัตรูตนแรกในโลกมนุษย์
มันคือิญญาที่ถูกชำระล้างความเป็มนุษย์ออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณในการฆ่า ิัของมันแห้งติดกระดูกจนเห็นรอยนูนของซี่โครง ใบหน้าครึ่งหนึ่งแหว่งหายไปเห็นกรามสีดำสนิท ดวงตาไฟสีเขียวของมันจดจ้องมาที่ตราประทับบนมือของธีรภพด้วยความหิวโหย
“นายท่าน... สั่งให้ข้า... นำมือขวาและิญญาของเ้ากลับไป...” เสียงของมันไม่ใช่การพูด แต่เป็เสียงลมที่ลอดผ่านลำคอที่แห้งผาก
ฟุ่บ
เพียงชั่วพริบตา ผีพรายพิฆาตก็พุ่งเข้าหาธีรภพด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ กรงเล็บยาวสีดำสนิทง้างขึ้นหมายจะฉีกกระชากอกของชายหนุ่ม
“มนตราจันทรา: โล่กระจกเงา” ลลินทิพย์วาดไม้เท้าสร้างกำแพงแสงขึ้นขวางหน้า
เพล้ง
กรงเล็บของมันแข็งแกร่งกว่าที่คิด โล่แสงของลลินทิพย์แตกกระจายเป็เสี่ยงๆ แรงกระแทกส่งร่างของเธอปลิวไปกระแทกกับม้านั่งหินอ่อนจนสลบเหมือดไป
“ลลินทิพย์” ธีรภพะโด้วยความใ ความโกรธแค้นเริ่มจุดไฟในใจเขาอีกครั้ง
ผีพรายพิฆาตไม่ได้สนใจหญิงสาว มันหันกลับมาหาเป้าหมายหลัก “เืของเ้า... กลิ่นช่างหอมหวาน...”
มันพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ธีรภพไม่มีทางเลือก เขาฝืนความเ็ปกลิ้งตัวหลบไปทางซ้าย ก่อนจะเรียกดาบโลหิตสังหารออกมา แต่มันกลับปรากฏออกมาเพียงใบดาบที่สั้นและริบหรี่ พลังอาคมในร่างของเขาเกือบจะหมดสิ้นแล้ว
ฉั้วะ
กรงเล็บของผีร้ายถากเข้าที่ไหล่ของธีรภพ เืสีแดงสดกระเซ็นลงบนพื้นหญ้า ทันใดนั้น ผีพรายพิฆาตก็ชะงักไป มันก้มลงเลียเืที่ติดอยู่บนกรงเล็บของมัน ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป
“อ๊ากกกก เื เืของเ้า มันแผดเผาข้า”
ธีรภพหอบหายใจหนัก เขาสังเกตเห็นว่าเืของเขาที่โดนตัวผีร้ายนั้นส่งควันสีขาวพวยพุ่งออกมาเหมือนน้ำกรดที่ราดลงบนเนื้อเยื่อ
“ในยามที่พลังเวทมอดดับ จงใช้โลหิตเป็อาวุธ” เสียงกระซิบของปู่ในความทรงจำแว่วขึ้นมา
ธีรภพตัดสินใจเดิมพันครั้งสุดท้าย เขาไม่ใช้พลังจากตราประทับในการสร้างอาวุธ แต่เขาใช้มันในการสั่งการเืที่ไหลออกมาจากแผล
“ในนามแห่งศราวิญญ์ โลหิตข้าคือคุก โลหิตข้าคือความตาย”
เขาสะบัดมือที่ชุ่มเืไปทางผีพรายพิฆาต หยดเืเ่าั้ไม่ได้กระจายไปตามแรงเหวี่ยง แต่มันกลับลอยค้างอยู่กลางอากาศก่อนจะพุ่งเข้าหาผีร้ายราวกับะุปืน เมื่อหยดเืััร่างสีเทา มันก็ขยายตัวออกกลายเป็เส้นใยสีแดงเข้มที่พันธนาการร่างของผีร้ายไว้อย่างแ่า
“นี่มันอะไรกัน อาสวะโลหิต เ้าใช้ท่านี้ได้อย่างไร” ผีพรายพิฆาตดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
“ผมก็ไม่รู้หรอก แต่ดูเหมือนเืของผมจะไม่ชอบหน้าแกเท่าไหร่” ธีรภพกล่าวเสียงเรียบ เขาเดินเข้าไปหาผีร้ายอย่างช้าๆ แม้ร่างกายจะสั่นเทา
เขาใช้มือขวาที่เรืองแสงสีแดงจางๆ แตะเข้าที่หน้าผากของมัน
“อาคมต้องห้าม : สยบิญญาพราย!”
บึ้ม!
แรงะเิของพลังิญญาทำร่างของผีพรายพิฆาตสลายกลายเป็เพียงหมอกควันสีดำที่ถูกดูดเข้าไปในตราประทับที่หลังมือของเขา ธีรภพรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลย้อนกลับเข้ามาในร่าง แต่มันช่างมืดมิดและหนาวเย็นจนเขาต้องสั่นสะท้าน
เขารีบวิ่งไปหาลลินทิพย์ “ลลินทิพย์! ตื่นสิ! ลลินทิพย์!”
หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น เธอเห็นใบหน้าของธีรภพที่เต็มไปด้วยเหงื่อและเื “คุณ คุณจัดการมันได้แล้วเหรอ”
“ครับ แต่นี่มันแค่เริ่มต้น” ธีรภพพยุงเธอขึ้น “พวกมันรู้แล้วว่าเราอยู่ที่นี่ เราต้องออกจากที่นี่ก่อนจะมีตัวอื่นมาอีก”
ทั้งคู่พากันเดินออกจากสวนสาธารณะร้าง ธีรภพพยายามหาเสื้อผ้าเก่าๆ มาคลุมเครื่องแบบของลลินทิพย์เพื่อไม่ให้เป็จุดสนใจ เขาหยิบเหรียญตราสีดำที่อาจารย์คงให้ไว้ออกมาดูภายใต้แสงไฟริมถนน
มันคือเหรียญเหล็กหล่อรูปร่างประหลาด ด้านหนึ่งเป็รูปหน้าั์ อีกด้านเป็ตัวอักษรจีนที่เขียนว่าพราย “เฒ่าพราย เยาวราช” ธีรภพพึมพำ “เราต้องไปที่นั่น”
พวกเขาใช้เงินที่ธีรภพซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางเรียกแท็กซี่ คนขับแท็กซี่มองกระจกหลังบ่อยครั้งด้วยความระแวง เพราะผู้โดยสารทั้งสองคนดูสภาพเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิมา แต่ธีรภพก็ใช้สายตาที่สุขุมและเยือกเย็นสะกดให้คนขับไม่กล้าถามอะไร
เมืองกรุงยามดึกยังคงมีแสงสี แต่สำหรับธีรภพ เขามองเห็นเงาที่ซ่อนอยู่ตามมุมตึก เห็นิญญาเร่ร่อนที่เกาะอยู่บนหลังคารถเมล์ และเห็นหมอผีในชุดฆราวาสที่แฝงตัวอยู่ตามร้านอาหารริมทาง
“โลกใบนี้ มีผู้ใช้อาคมอยู่เยอะกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” ธีรภพเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ใช่ค่ะ” ลลินทิพย์ตอบพลางปรับลมหายใจ “สำนักคุณไสยดำมักจะแฝงตัวอยู่ในย่านธุรกิจและการพนัน ส่วนนักล่าิญญาจะกระจายตัวอยู่ตามเขตเมืองเก่า กรุงเทพฯ คือสมรภูมิที่ไม่มีวันหลับไหล”
แท็กซี่จอดลงที่ถนนเยาวราชในเวลาเกือบตีสอง แม้เวลาจะดึกมากแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังมีคนพลุกพล่านและแสงไฟจากป้ายนีออน ธีรภพพาลลินทิพย์เดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆ ที่กลิ่นธูปและกลิ่นยาจีนลอยคลุ้ง
เขาหยุดลงที่หน้าร้านขายยาโบราณที่มีสภาพทรุดโทรม ป้ายหน้าร้านเขียนว่าโอสถิญญา ประตูไม้บานพับยังคงเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย
“ที่นี่แหละ” ธีรภพกล่าว เขาหยิบเหรียญตราออกมาถือไว้ในมือ
เมื่อก้าวเข้าไปภายในร้าน กลิ่นยาจีนฉุนกึกกระแทกจมูก รอบห้องเต็มไปด้วยโหลแก้วที่ใส่สิ่งมีชีวิตประหลาดดองไว้ และมีหุ่นพยนต์ไม้แกะสลักวางเรียงรายอยู่บนชั้นวาง
“มาหาใคร” เสียงแหบพร่าดังมาจากหลังเคาน์เตอร์ไม้
ชายชราคนหนึ่งที่มีผมขาวโพลนยาวประบ่า สวมเสื้อคอกลมสีซีดๆ กำลังนั่งคัดแยกรากไม้บางอย่างอยู่ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ
ธีรภพวางเหรียญตราสีดำลงบนเคาน์เตอร์ “อาจารย์คงให้ผมมาหาคุณ เฒ่าพราย”
ชายชราหยุดมือที่กำลังทำงานอยู่ทันที เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาข้างหนึ่งฝ้าฟาง แต่อีกข้างกลับสว่างจ้าดุจตาแมวในความมืด
“เหรียญตรานรก... ไม่ได้เห็นมานานแล้วนะ” เฒ่าพรายหยิบเหรียญขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะหันมามองหน้าธีรภพ และสายตาของเขาก็หยุดลงที่มือขวาของชายหนุ่ม
“โอ้ ตราผนึกิญญาโลหิต” เฒ่าพรายวางเหรียญลงแล้วลุกขึ้นยืน ตัวของเขาเตี้ยและหลังค่อม แต่กลับมีรัศมีของพลังที่แข็งแกร่งจนลลินทิพย์ต้องถอยหลัง “เ้าเด็กศราวิญญ์ เ้าพาปัญหาใหญ่มาให้ข้าถึงบ้านเลยนะเนี่ย”
“คุณช่วยผมได้ไหม” ธีรภพถามตรงๆ
“ช่วยน่ะช่วยได้ แต่เ้าต้องจ่ายราคาที่เหมาะสม” เฒ่าพรายยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันที่เลี่ยมทองไว้ “ก่อนอื่น เข้ามาข้างหลังนี่ก่อน พวกหมาล่าเนื้อของสภาอาคมมันกำลังดมกลิ่นตามมาแล้ว”
เฒ่าพรายกดปุ่มลับที่หลังตู้ยา กำแพงร้านค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นห้องลับที่เต็มไปด้วยตำราอาคมและอาวุธโบราณ
ภายในห้องลับ เฒ่าพรายให้ธีรภพนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ แล้วเขาก็เริ่มทำการตรวจดูตราประทับที่หลังมือของชายหนุ่มอย่างละเอียด
“ตรานี่มันยังไม่ได้เปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์” เฒ่าพรายพึมพำ “ที่เ้าใช้ไปในคุกนั่นมันแค่เศษเสี้ยวของพลังที่รั่วไหลออกมา ตราประทับที่แท้จริงน่ะ มันไม่ได้อยู่ที่หลังมือหรอกนะ”
ธีรภพขมวดคิ้ว “คุณหมายความว่ายังไง?”
เฒ่าพรายจับมือขวาของธีรภพพลิกหงายขึ้น “ดูนี่สิ”
เขาใช้ผงมนต์สีดำโรยลงบนฝ่ามือของธีรภพ ทันใดนั้น ความเ็ปรุนแรงดุจถูกเหล็กเผาไฟทาบลงบนฝ่ามือก็เกิดขึ้น ธีรภพกัดฟันแน่นจนเืออกที่ริมฝีปาก
บนฝ่ามือของเขา ปรากฏเส้นเืสีดำที่ค่อยๆ ก่อตัวเป็รูปทรงของดวงตาที่กำลังหลับใหลอยู่กลางฝ่ามือ!
“นี่คือ ตราผนึกิญญาโลหิต : เนตรอสูร” เฒ่าพรายกล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “สิ่งที่เ้าเห็นหลังมือมันคือแค่กรงขัง แต่สิ่งที่อยู่ในฝ่ามือนี่ต่างหาก คือประตูสู่ขุมนรกที่แท้จริง”
ลลินทิพย์มองภาพนั้นด้วยความใ “แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าดวงตานี้ลืมตาขึ้นมาคะ”
เฒ่าพรายหันมามองเธอด้วยสายตาเย็นเยียบ “ถ้ามันลืมตาขึ้น โลกนี้จะไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกต่อไป เพราะเขาจะสามารถมองเห็นิญญาทุกลำดับชั้น และสามารถเรียกใช้อสูรจากนรกขุมที่ลึกที่สุดได้ แต่เขาจะสูญเสียความเป็มนุษย์ไปทีละนิด”
ธีรภพจ้องมองดวงตาที่ฝ่ามือของตนเอง เขารู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ในนั้น มันไม่ใช่หัวใจของเขา แต่มันคือหัวใจของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ในขณะเดียวกัน ที่สำนักฝึกอาคมกลาง ประธานสภาอาคมกำลังยืนอยู่หน้ากระจกเชื่อมมิติที่แตกกระจาย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความแค้น
“ส่งนักล่าิญญาระดับปรมาจารย์ออกไป” เขาคำราม “ไม่ว่าจะต้องเผาเยาวราชให้เป็จล หรือต้องฆ่าใครก็ตาม จงนำเนตรอสูรกลับมาให้ได้”
ค่ำคืนที่ดูเหมือนจะสงบสุขในกรุงเทพฯ กำลังจะกลายเป็จุดเริ่มต้นของพายุใหญ่ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
จบตอนที่ 8
สนับสนุนค่ากาแฟ หรือโดเนทเป็กำลังใจให้ได้นะครับ
4380169722 : ธนาคารไทยพาณิชย์