บทที่ 16
แขกยามราตรี
เมืองไป๋สือในยามราตรีปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนสายลมหนาวผ่าน บ้านเรือนแต่ละแห่งประตูหน้าต่างถูกปิดอย่างแ่า
ปกติแล้วยามค่ำคืนของเมืองไป๋สือ ถนนบางเส้นยังสว่างไสวยังมีผู้คนเดินพุ่งพล่านใช้ชีวิตยามราตรี แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ผู้คนที่ออกมาหาความสุขสำราญยามราตรีกับน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คนที่สามารถออกมาเที่ยวเล่นยามราตรีได้ใน่หน้าหนาวเช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็คนที่ค่อนข้างมีฐานะมักจะรถม้าคอยบดบังความหนาวเย็นในยามราตรีให้
ภายในลานเรือนที่เงียบสงัดแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออก ร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งกระโจนผ่านรั้วหินที่สูงกว่าสองเมตรเข้ามาด้านในได้อย่างง่ายดาย
การเคลื่อนไหวของร่างนี้แ่เบาเสียจนไร้เสียงตกกระทบ บ่งบอกถึงความล้ำเลิศของวิชาตัวเบาของอีกฝ่าย
เมื่อร่างสีดำสนิทนั้นเข้ามาถึงภายในลานเรือน มันก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ภายในลานบ้านเต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณริมกำแพง พร้อมกับเก้าอี้หวายที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ถูกย้ายกลับเข้าไปภายในบ้าน หลังจากที่มองเห็นรายละเอียดทุกอย่างอยู่ในสายตาแล้ว ร่างเงาสีดำสนิทนั้นก็จ้องมองยังภายในบ้านที่เงียบสงัดไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว คาดการณ์ว่าคนที่อยู่ด้านในคงจะหลับไปเรียบร้อยแล้ว
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นมันคือรองหัวหน้ามือปราบแห่งที่ว่าการเมืองไป๋สือ จ้าวเหยียน หลังจากที่ได้ฟังเื่ทั้งหมดจากปากของลูกน้องของตนเองที่มารายงานเมื่อยามกลางวัน มันทำการนั่งขบคิดมาตลอดทั้งวันสุดท้ายแล้วมันก็ตัดสินใจมาดูด้วยตนเอง
การเปลี่ยนแปลงของสวีหยางไม่ว่าผู้ใดล่วงรู้ก็ต้องรู้สึกผิดปกติ จ้าวเหยียนในฐานะยอดฝีมือที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระยะสูงสุด ที่มันกล้าเสี่ยงอันตรายมาสืบหาความจริงด้วยตนเองเช่นนี้ ก็เพราะว่ายังพอจะมั่นใจในความสามารถของตนเองอยู่บ้าง ก็ว่าอย่างน้อยตัวเองก็น่าจะมีความสามารถมากพอที่เอาตัวรอดได้
ต่อให้สวีหยางผู้นั้นไม่ได้สูญเสียพลังยุทธ์ไป อีกฝ่ายก็ยังเป็เพียงแค่ระดับหลอมกายขั้นปลายเท่านั้น ด้วยพลังของมันสามารถสังหารอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
แต่ว่า… ในขณะที่จ้าวเหยียนกำลังเต็มไปด้วยความมั่นใจอยู่ด้านนอก
ภายในบ้านห้องนอนที่แยกออกมาทางฝั่งตะวันตก ร่างของสวีหยางที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆเพราะััได้ถึงการเคลื่อนไหวด้านนอก
“เฮ้อ!” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังลอดออกมาจากปากของสวีหยาง การโดนปลุกให้ตื่นยามราตรีที่เย็นสบายเช่นนี้เป็เื่ที่ไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด
ด้วยประสาทััของเขาที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ อย่าว่าแต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกายาเลย ต่อให้เป็ผู้บำเพ็ญขอบเขตปราณโลหิตเมื่อเข้ามาภายในลานบ้านของเขา ก็ไม่มีทางที่จะสามารถหลบปิดการรับรู้ของเขาได้
สวีหยางพลิกตัวลงจากเตียงจากนั้นก็เคลื่อนไหวมุ่งตรงไปตอบรับแขกยามราตรีผู้นั้น
ร่างของจ้าวเหยียนที่ยืนอยู่กลางลานบ้าน ในตอนนี้มันยังไม่รู้ตัวว่าตนเองโดนเปิดเผยแล้ว ร่างของมันก้าวตรงไปยังหน้าประตู ในขณะที่มือของมันกำลังจะยกขึ้นเพื่อดันประตูเปิดเข้าไป
ประตูไม้ที่มันยังไม่ทันััโดนกลับถูกผลักเปิดออกมาอย่างช้าๆ จ้าวเหยียนที่ยืนอยู่หน้าประตูในตอนนี้ร่างกายถึงกับแข็งทื่อ ดวงตาเบิกขว้างจ้องมองไปยังประตูบานนั้นที่ค่อยๆถูกพักเปิดออกมาอย่างช้าๆ
ด้วยประสาทััของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุด มันกลับไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวอันใดจากอีกฝั่งหนึ่งของประตูเลยด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดประตูจึงเปิดออกเองเช่นนี้ได้
จ้าวเหยียนที่ยังคงยืนตกตะลึงอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นว่าด้านหลังประตูที่เปิดออกมีร่างของชายหนุ่มคนนึงกำลังยืนอยู่ ดวงตาของอีกฝ่ายกำลังจับจ้องมาที่มันที่เป็ผู้บุกรุก
ทันทีที่มองเห็นใบหน้านั้นจ้าวเหยียนก็จดจำอีกฝ่ายได้ในทันทีอีกฝ่ายคือสวีหยาง ทว่าสวีหยางที่อยู่ด้านหน้าของมันในตอนนี้ กับไม่เหมือนสวีหยางที่อยู่ภายในความทรงจำของมันเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายกับให้ความรู้สึกที่อันตรายเป็อย่างมากกับมัน ไม่รู้เพราะเหตุใดหัวใจภายในอกข้างซ้ายของจ้าวเหยียนจึงเต้นเร็วผิดปกติอย่างกะทันหัน
ไม่เพียงเท่านั้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตภายในตัวของมันกับร้องเตือนอย่างรุนแรง
“นี่!!” จ้าวเหยียนกำลังจะส่งเสียงร้องะโบางอย่าง
ทว่า..
ตรึง!! หมัดที่รวดเร็วจนมองตามไม่ทันกระแทกเข้าใส่ลำคอของจ้าวเหยียนที่กำลังจะเปล่งเสียงร้อง
ทั่วทั้งบริเวณตกเข้าสู่ความเงียบงัน ร่างในชุดดำสนิทที่ยืนอยู่ด้านหน้าค่อยๆล้มเอนไปด้านหลังก่อนที่จะกระแทกลงกับพื้น
สวีหยางก้มมองร่างที่นอนตายอยู่ด้านหน้า เขาแผ่ซ่านลมปราณออกมาเล็กน้อย ก็กระแทกผ้าที่ปิดบังใบหน้าของร่างนั้นให้หลุดออก
เมื่อพบเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายสวีหยางก็จดจำได้ว่าคนผู้นี้คือจ้าวเหยียน อีกฝ่ายเป็หนึ่งในรองหัวหน้าหน่วยของกองมือปราบแห่งเมืองไป๋สือ
หลังจากที่เมื่อเดินทางมาที่โลกใบนี้สวีหยางไม่มีความทรงจำของร่างเดิมหลงเหลืออยู่เลย เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานภายในกองมือปราบเขาเองก็จดจำไม่ได้
ทว่าพี่ใหญ่จางเคยบอกเล่าแล้วก็เคยพาไปพบมือปราบหลายคนจากไกลๆที่เป็ตัวอันตราย จ้าวเหยียนเองก็เป็หนึ่งในนั้น
สำหรับจ้าวเหยียนผู้ที่เป็ผู้ฝึกยุทธขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุดผู้นี้ พี่ใหญ่จางเคยให้คำประเมินกับเขาว่าเป็พวกที่อำมหิตโลภมากทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์
ในบรรดารองหัวหน้ามือปราบทั้งหมดภายในกองมือปราบแห่งเมืองไป๋สือ จ้าวเหยียนโลภมากที่สุดและก็รีดไถผู้คนมากที่สุด เลยทำให้ที่อยู่อาศัยของมันนั้นใหญ่โตกว่ารองมือปราบคนอื่นไปหลายเท่า
เมื่อได้รู้ถึงตัวตนของจ้าวเหยียนแล้ว สวีหยางก็ปะติดปะต่อเกี่ยวกับเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ดูเหมือนว่าพวกที่ตั้งใจมาขูดรีดเขาครั้งที่แล้ว จะเป็คนที่จ้าวเหยียนผู้นี้ส่งมา และอีกฝ่ายคงััได้ถึงความผิดปกติเลยตั้งใจที่จะมาดูเขาด้วยตนเอง
สวีหยางเหลือบมองร่างที่นอนตายไร้ค่าอยู่บนพื้น สำหรับเขาในตอนนี้ที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปรมาจารย์ การจัดการกับผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาขั้นสมบูรณ์แทบจะเป็การบดขยี้มดปลวกตัวนึง หมัดเมื่อครู่ที่เขาปล่อยออกไปพลังภายในหมัดนั้น เป็เพียงแค่หนึ่งส่วนจากพลังทั้งหมดเท่านั้น
“หวังว่าคำเตือนครั้งนี้จะใหญ่มากพอนะ” สวีหยางพึมพำออกมา เมื่อวานเขาไม่ได้สังหารมือปราบสองคนนั้นเพราะว่าทั้งสองก็เป็เพียงแค่มือปราบตัวเล็กๆภายในกองมือปราบ ไม่ใช่ว่าเขาใจอ่อนหรือว่าไม่อำมหิตมากพอแต่เป็เพราะว่าสังหารคนสองคนก็มีแต่เพิ่มเื่ยุ่งยากให้กับตนเอง อีกอย่างในตอนนั้นมีคนมากมายพบเห็นมือปราบสองคนนั้นเข้ามาภายในลานเรือนของเขา
แต่ในค่ำคืนนี้ต่างออกไป จ้าวเหยียนผู้นี้รอบเข้ามาภายในลานบ้านของเขาโดยที่ไม่ให้รู้เห็น เช่นนั้นเมื่ออีกฝ่ายหายตัวไปก็คงจะไม่มีผู้ใดสืบมาถึงตัวของเขาได้
สวีหยางเริ่มจัดการกับศพของจ้าวเหยียน ส่วนเกี่ยวกับเื่ที่ว่าจะจัดการอย่างไร สำหรับผู้ฝึกยุทธขอบเขตปรมาจารย์อย่างเขาที่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ การจัดการกับซากศพสักศพหนึ่งโดยการนำเอาไปซ่อนหรือว่าไปฝังไว้ที่ไหนก็ไม่ใช่เื่ยากเลยสักนิด
เพราะแบบนั้นเขาจึงแบกศพของจ้าวเหยียนผู้นี้แล้วทะยานออกจากลานบ้านของตนเองไป
ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วยามหลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว สวีหยางก็กลับมาที่ลานเรือนของตนเองแล้วก็กลับไปนอนอีกครั้ง
ราวกับว่าภายในลานบ้านแห่งนี้ในค่ำคืนนี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น