บทที่ 11 คนเฝ้าบ้านกับเสียงหัวเราะยามเที่ยงคืน
ดวงตาของซูม่านและเสี่ยวอวิ๋นจ้องเขม็งไปยังประตูที่เปิดออกเองทั้งที่ไร้ลม... ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นปราดเข้าสู่กลางใจของซูม่าน มันไม่ใช่ความกลัว... แต่เป็ความอยากรู้อยากเห็น
ทันใดนั้น เสียงไอแหบพร่าก็ดังแทรกขึ้นมา
มันเป็เสียงที่แหบแห้งเหมือนเสียงเครื่องเป่าลมเก่า ๆ ฟังแล้วชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก จากนั้น ชายแก่หลังค่อมคนหนึ่งก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากห้องเก็บของ
ชายแก่คนนั้นหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยจากการถูกไฟคลอก ดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิทคล้ายมีม่านหมอกสีเทาปกคลุมอยู่ ดูแล้วสยดสยองพิลึก
แต่นั่นยังไม่ที่สุด... สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมา มันเน่าเปื่อยเป็วงกว้างและเต็มไปด้วยหนองสีขาวขุ่น กลิ่นเหม็นฉุนกึกพุ่งเข้าชนจมูกของซูม่านและเสี่ยวอวิ๋นทันที เสี่ยวอวิ๋นถึงกับพะอืดพะอมแทบจะอาเจียนออกมาตรงนั้น
ชายแก่นั้นค่อย ๆ เดินตรงมาหาพวกเธอ เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซูม่าน เขาเงยหน้าขึ้นแล้วถามว่า
“คุณหนูเสี่ยวอวิ๋นคือท่านไหนครับ?”
“ฉันเองค่ะ!” เสี่ยวอวิ๋นรีบตอบรับ
ชายแก่พยักหน้า “ท่านเ้าของบ้านโทรมาบอกผมแล้วว่าวันนี้พวกคุณจะมาพัก ผมเตรียมห้องไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เชิญข้างในเถอะครับ”
ซูม่านกวาดสายตามองชายแก่ด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถาม
“คุณตาคะ... ไม่ทราบว่าคุณคือ?”
ชายแก่ตอบด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “เรียกว่าลุงฝูก็ได้ครับ ผมดูแลบ้านหลังนี้มาตลอด ปกติเื่ทำความสะอาดก็เป็หน้าที่ผมเอง”
เสี่ยวอวิ๋นรีบเสริม “ใช่ ๆ ญาติฉันเคยบอกอยู่เหมือนกันว่ามีคนคอยช่วยดูแลบ้านหลังนี้ให้ตลอด”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ซูม่านก็คลายความระแวงลงทันที
ภายในบ้านตกแต่งด้วยสไตล์จีนดั้งเดิม โซฟาในห้องโถงทำจากไม้พะยูงชั้นดี ราคาแพงลิบลิ่ว วิลล่าหลังนี้มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นสองมีห้องนอนหกห้อง ส่วนชั้นสามเป็ห้องใต้หลังคาและห้องแต่งตัว นอกจากนี้ยังมีห้องหนึ่งที่ถูกล็อกกุญแจเอาไว้
หลังจากพาเดินชมรอบ ๆ ชายแก่ก็เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ห้องพวกนี้ผมทำความสะอาดไว้หมดแล้ว เลือกพักได้ตามสบายเลยครับ ส่วนอาหารสามมื้อผมจะเป็คนจัดการเอง หวังว่าพวกคุณจะมีความสุขกับ่เวลาที่น่าจดจำที่นี่นะ...”
พูดจบ ชายแก่ก็หันหลังเดินลงบันไดไป สิ่งที่ซูม่านและเสี่ยวอวิ๋นไม่ได้สังเกตเลยก็คือ... ในจังหวะที่ชายแก่หันหลังกลับไปนั้น ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มที่ดูวิปริตและสยดสยองอย่างที่สุด...
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้...
ในช่องแชทก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมาทันที!
ที่น่าใคือ ตอนนี้ยอดคนดูในห้องไลฟ์สดของหลินเซียวพุ่งทะยานไปถึงสามล้านคนแล้ว!
[ฟังเพลินมาก! เื่นี้โคตรน่าติดตามเลย]
[รู้สึกลุงคนนี้ต้องมีซัมติงแน่ ๆ ดูทรงไม่ใช่คนดีชัวร์]
[ผู้ใช้งาน ‘ฉันรักหลินเซียว’ มอบซูเปอร์ร็อกเก็ตให้สิบชุด!!]
[โอ้โห! เสี่ยใจป้ำจัด!]
[บ้าไปแล้ว! สองหมื่นหยวนเปย์ตู้มเดียว คนรวยนี่มันต่างจากเราจริง ๆ]
[เสี่ยครับ รับคนขับรถเพิ่มไหมครับ?]
คอมเมนต์หลั่งไหลมาเหมือนหิมะถล่ม
ในขณะเดียวกัน...
หลินเต๋อจื้อที่รู้ข่าวว่าหลินเซียวมาเปิดไลฟ์ในแพลตฟอร์มโต่วซา ก็รีบเข้ามาดูทันที
เมื่อเห็นยอดคนดูสามล้านคนนั้น ใบหน้าของเขาก็ยิ่งมืดมนลงเรื่อย ๆ
เมื่อหันไปดูในห้องอัดเสียง ก็เห็นจางไห่ที่กำลังเล่าเื่ที่เรียกว่าเื่ผีด้วยน้ำเสียงประหลาด ๆ อย่างน่ารำคาญ เขาก็รู้สึกโกรธจนควันออกหู
“เรตติ้งเพิ่มขึ้นบ้างไหม?!” หลินเต๋อจื้อไม่มีอารมณ์จะดูคอมพิวเตอร์ จึงหันไปถามเสี่ยวน่าโดยตรง
เสี่ยวน่าอึกอัก “ท่านผอ. คะ รายการวิทยุเที่ยงคืน ตอนนี้เรตติ้งเหลือ... เหลือแค่ 0.2% แล้วค่ะ”
ตู้ม!!
เมื่อได้ยินคำนั้น ความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจของหลินเต๋อจื้อก็ะเิออกมาเหมือนูเาไฟไฟปะทุ เขาไม่รอช้า พุ่งพรวดเข้าไปในห้องอัดเสียงทันที
“ผอ. มีอะไรเหรอครับ? ดูตื่นเต้นเชียว เรตติ้งะเิเลยใช่ไหมล่ะ? ผมบอกแล้ว รายการง่าย ๆ แบบนี้ใครก็ทำได้” จางไห่พูดด้วยสีหน้าภูมิใจ
วินาทีถัดมา หลินเต๋อจื้อก็คำรามลั่น “ไสหัวออกไปซะ!”
“ห๊ะ?” จางไห่อึ้ง “ผอ. หมายความว่าไงครับ?”
“ไอ้ขยะ! แกมันคือขยะเปียกชัด ๆ!! แกรู้ไหมตอนนี้เรตติ้งเหลือเท่าไหร่? 0.2% โว้ย!! ฝีมือแกน่ะ... มันไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของหลินเซียวด้วยซ้ำ!!”
หลินเต๋อจื้อด่ากราดไม่ไว้หน้า ในขณะที่โลกโซเชียล บรรดาผู้ฟังที่เหลืออยู่น้อยนิดต่างคอมเมนต์กันอย่างเบื่อหน่าย
[ ??????? ]
[ เกิดอะไรขึ้นวะนั่น? ตกลงจะเล่าต่อไหม? ตอนแรกฟังจนเกือบหลับ ตอนนี้มีเื่อะไรกันอีกเนี่ย? ]
[ แม่งเอ๊ย! ไม่ฟงไม่ฟังมันแล้ว ห่วยแตกสิ้นดี! ]
[ พวกเราไปกันเถอะ ได้ข่าวว่าหลินเซียวไปไลฟ์ที่โต่วซาแล้ว ]
[ จริงดิ? งั้นจะรอไรล่ะ ไปโต่วซากันเล้ย! ]
และแล้ว ผู้ฟังที่เดิมทีก็มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว คราวนี้หายเกลี้ยงไม่เหลือซาก
หลังจากพักครู่หนึ่ง หลินเซียวก็เริ่มเล่าต่อ...
ถึงลุงฝูจะหน้าตาน่าเกลียด แต่ฝีมือทำอาหารของเขากลับเลิศรสอย่างไม่น่าเชื่อ มื้อเที่ยงวันนั้น ซูม่านกินข้าวไปถึงสองชามเต็ม ๆ หลังมื้ออาหาร ซูม่านและเสี่ยวอวิ๋นก็ออกไปเดินเล่นรอบวิลล่า
ทิวทัศน์ที่นี่นับว่าสวยงามทีเดียวยกเว้นพวกต้นไม้และดอกไม้หน้าตาประหลาดพวกนั้นแล้ว อย่างอื่นก็ถือว่าโอเคหมด
เมื่อความมืดค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา...
หลังทานมื้อค่ำเสร็จ ซูม่านก็กลับเข้าห้อง ปิดประตู เปิดโคมไฟตั้งโต๊ะ แล้วกางแล็ปท็อปเพื่อเริ่มหาแรงบันดาลใจในการเขียนงาน โต๊ะทำงานของเธอตั้งอยู่ริมหน้าต่างพอดี
ซูม่านเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ความรู้สึกสงบนิ่งอย่างบอกไม่ถูกทำให้ไอเดียพรั่งพรูออกมา เธอไม่รอช้า รีบพิมพ์บันทึกความคิดเ่าั้ลงไปทันที
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้เมื่อซูม่านละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ภายนอกหน้าต่างก็มืดสนิท รอบข้างเงียบเชียบจนไม่ได้ยินเสียงอะไร
ความจริงแล้ว มันเงียบจนผิดปกติ เพราะที่นี่คือบนูเา ตามหลักแล้วมันไม่ควรจะเงียบจนไม่มีแม้แต่เสียงนกเสียงแมลงแบบนี้ แต่ซูม่านก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เธอเหลือบมองเวลา ก็เกือบห้าทุ่มแล้ว จึงลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำในตัวเพื่ออาบน้ำอุ่น
ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันมลายหายไปสิ้น เธอทิ้งตัวลงบนเตียง หลับตาเตรียมจะเข้าสู่นิทรา ทว่า... ในขณะที่กำลังสะลึมสะลือใกล้จะหลับ เสียงหัวเราะของเด็กคนหนึ่งก็ดังแว่วเข้ามาในหูของเธอ
“คิ คิ คิ~ ”
เสียงนั้นเลือนรางและขาดหายเป็่ ๆ แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกรำคาญใจอย่างบอกไม่ถูก ตอนแรกซูม่านพยายามไม่ใส่ใจ เธอเพียงแค่พลิกตัวนอนตะแคงเตรียมจะหลับต่อ แต่ว่า...
เสียงหัวเราะนั้นเหมือนจงใจแกล้งเธอ มันค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
ซูม่านเริ่มรำคาญจนนอนไม่หลับจนเธอต้องลุกขึ้นมานั่ง แล้วตั้งสติพร้อมกับเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“คิ คิ คิ”
เสียงหัวเราะยังคงดังต่อเนื่อง แต่ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร แต่ซูม่านกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว ในทางกลับกัน เธอกลับลุกขึ้นสวมรองเท้าแตะแล้วลุกออกไปเปิดประตู