ค่ำคืนดึกดื่น ทหารยามสองนายที่ยืนเฝ้าหน้าประตู เผ๊อะผล็อยหลับลงด้วยฤทธิ์ควันยาสลบ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็จังหวะ เหมือนส่งรหัสให้ผู้พำนักอยู่ด้านในทราบการมาเยือน
"เข้ามา"
บุรุษผู้หนึ่งอยู่ชุดคลุมยาวสีดำสนิทปรากฏตัวขึ้น มันคุกเข่าลงโดยชันขาข้างหนึ่งตั้งไว้
"ว่ายังไง งานที่ให้ไปทำ" เสียงอ่อนใสราวเด็กหนุ่มเอ่ยถามออกมา
มันส่ายหัวช้าๆ แทนคำตอบ
ล้มเหลว!!!
"ทำไมมันถึงยังไม่ตาย คนของแกมันไร้ประโยชน์ ทำงานไม่ได้เื่ซักอย่าง" ผู้สูงศักดิ์กว่ากระแทกเสียงใส่อย่างเดือดดาล
"ความจริงมันไม่น่าจะรอดพ้นความตายไปได้ขอรับ นึกไม่ถึงว่าข้างกายขงเบ้งจะมีผู้ชาญวรยุทธ์"
"ก็หาคนที่เก่งกว่าไปฆ่ามันสิวะ!!"
ไป ออกไป!!
เสียงด่าเอะอะอยู่ในจวนไม้หลังใหญ่ ความโกรธาไม่เหมาะสมเลยกับผิวหน้านุ่มนวลประทินโฉมของเขา
แต่ธาตุแท้ของคนไม่ใช่ของที่จะปรากฏอยู่บนใบหน้า
ชายชุดดำก้มคารวะบุรุษผู้อยู่เบื้องหน้าแล้วเคลื่อนตัวถอยห่างจนหายลับไปในเงามืด
มือกุมแน่นด้วยความขุ่นเคือง ความคิดมุ่งร้ายพลุกพล่านอยู่ในศีรษะ เงินและอำนาจคือสิ่งที่เขาไม่เคยมี แลผู้ที่อาจเป็ตัวขัดขวางทำลายย่อมต้องยับยั้งกำจัดให้เร็วที่สุด
ตลาดเช้าเมืองซินเอี๋ยคึกคักขึ้น ผู้คนต่างออกมาเสาะหาความหวังของชีวิต ทั้งคนขายและคนซื้อ
พอสายผู้คนก็วาย ตลาดก็เงียบ เหมือนหยาดน้ำค้างยามรุ่ง สวยงามเมื่อยามต้องแสงอรุณ แต่ก็เพียงแค่วาบเดียวเท่านั้น หยัดยืนให้โลกเชยชมได้เพียงชั่วขณะ
เล่าปี่เรียกหาจูล่งั้แ่ก่อนรุ่ง เหตุผลนั้นก็เนื่องจากเื่ที่เกิดขึ้นกับจูกัดเหลียงในยามค่ำคืนที่ผ่านมา เล่าปี่ใช้จูล่งนำทหารร้อยนายตั้งกองสอดส่องดูแลอารักขาขงเบ้งและเย่อิง มิให้มีภัยอันตรายใดเข้ามาเฉียดใกล้ ประดุจแม่จงอางหวงลูกน้อยก็มิปาน จูล่งเมื่อรับคำสั่งก็จัดเวรยามผลัดเปลี่ยนกันเฝ้า และเมื่อขงเบ้ง้าไปที่ใดก็จัดทหารอารักขาตามไปมิให้คลาดสายตา
"ข้าน้อยจูล่งคาราวะอาจารย์ฮกหลง"
"ท่านจูล่งๆ ไม่ต้องมีพิธีกับข้ามากก็ได้ เชิญๆ เข้ามาข้างในบ้านก่อน รบกวนจริงๆ ต้องมาเฝ้าคนอ่อนแออย่างข้า"
ตัวจริงจูล่งนี่อย่างกับเทพบุตร สวมเกราะสีขาวมาเต็มยศ สูงเกือบ 190 ตาโตคิ้วดก หน้าผากกว้าง หน้าตาสง่าผ่าเผย คนไม่รู้โหวงเฮ้งดูยังรู้เลยว่าซื่อสัตย์ไว้ใจได้
"ท่านอาจารย์มาพักที่นี่นานแล้ว แต่ข้าจูล่งวาสนาน้อยจึงไม่อาจมาพบ"
"จูล่งอย่าถ่อมตัวเลย รู้ไหมท่านเป็คนเก่งของยุคนี้เลยนะ อีกหน่อยคนทั้งโลกจะชื่นชมท่าน ขนาดว่าเอาไปสร้างเป็หนังฉายในโรงเลยนะท่านจูล่ง" ผมหัวเราะลั่น แต่ต้องสะอึกหยุดเพราะดันคิดได้ว่าเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกไป
"ข้าน้อยมิอาจเข้าใจความหมายที่ท่านพูด"
"ข้าหมายถึงให้ท่านซื่อสัตย์สุจริต หมั่นฝึกฝน ต่อไปผู้คนจะได้นับถือ แค่นี้แหละ"
"ท่านอาจารย์สั่งสอนถูกแล้ว" จูล่งยิ้มออกมาอย่างใสซื่อ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าตัวจริงจะใสสะอาดอย่างกับผ้าขาวขนาดนี้ ถ้าหากว่าจูล่งเกิดในกรุงเทพล่ะก็ มีหวังโดนหลอกไปทำมิดีมิร้ายแน่นอน
เย่อิงเข้ามาคำนับยอดขุนพลเกราะขาว แล้วบอกว่ารถม้าที่ผมให้เตรียมไว้นั้นเสร็จแล้ว พร้อมจะออกได้ทันที
"ท่านขงเบ้งกำลังจะไปที่ใด?" จูล่งสอบถาม
"กำลังจะไปกังแฮ ไปหาเล่ากี๋ซักหน่อย พอดีมีของสำคัญจะต้องไปเอา"
"ท่านขงเบ้งสามารถใช้ข้าน้อยไปเอามาให้ได้ ไม่ต้องลำบากไปเอง"
"ไม่เป็ไรๆ ของมันเยอะ ต้องเอารถม้าไปขนเอา แถมข้ายังต้องเลือกดูด้วย คงไม่เอามาทั้งหมดหรอก"
จูล่งทำหน้าฉงน คงสงสัยหน้าดู แต่ครั้นจะถามก็คงกลัวเสียมารยาท
"งั้นข้าน้อยขอนำทหารติดตามไปคุ้มกันจะได้หรือไม่"
"ตามใจจูล่ง" ดีซะอีกไปกันเยอะๆ จะได้ช่วยผมขนหนังสือ ตำรา ที่เล่ากี๋บอกเอาไว้ ส่วนเื่คุ้มครองป้องกัน สำหรับผมแล้วแค่เย่อิงก็หายห่วง อีกอย่างถ้าคิดกันตามหลักแล้วเหตุพึ่งจะเกิดเมื่อคืนแถมยังล้มเหลวอีก ความเป็ไปได้ที่จะก่อเหตุซ้ำนั้นต่ำมาก เรียกได้ว่าแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
เมืองกังแฮเป็เมืองชายแดนของเกงจิ๋ว ใช้ป้องกันการรุกรานของทัพเรือซุนกวน จูล่งชำนาญเส้นทางเป็อย่างดีจึงพารถม้าและทหารอีกสิบนายเคลื่อนตัวไปได้โดยเร็วไม่ติดขัด ผ่านป่าโปร่งออกไปก็มองเห็นแม่น้ำแยงซีและเมืองกังแฮ ภายในเมืองมีผู้คนไม่มากนักและเป็ทหารเสียส่วนใหญ่ คงเพราะหน้าศึกาผู้คนก็อพยพไปที่ปลอดภัย เมืองหน้าด่านอย่างนี้ก็เลยไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าที่ควร
"ท่านอาจารย์ขงเบ้ง ข้ามารับช้าต้องขออภัยด้วย" เล่ากี๋วิ่งมาด้วยท่าทีตื่นเต้นดีใจ ทำอย่างกับญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ทั้งที่จริงก็แค่สามสี่วัน แถมไม่ใช่ญาติกันอีกด้วย
"แล้วเป็ไง ย้ายมาอยู่ที่นี่ดีขึ้นบ้างมั้ย" ผมตบหลังเล่ากี๋เบาพร้อมกับให้เขาเดินนำหน้าผมไป
"ข้ามาอยู่ที่กังแฮ เหมือนอยู่บ้านเกิด ไม่ต้องหวาดระแวงคนจะทำร้าย ทั้งเหล่าทหารก็ล้วนไว้ใจได้ทั้งสิ้น ข้าเล่ากี๋ต้องขอบคุณอาจารย์อีกครั้งที่ช่วยชีวิตเอาไว้"
"น่าๆ ไม่ต้องคิดมากหรอก ที่มาวันนี้ก็จะมาเอาของตอบแทนที่ท่านกี๋ว่าจะมอบให้นั่นแหละ"
เล่ากี๋หัวเราะดังลั่น เล่นเอาคนยืนข้างๆ อย่างผมใแทบเสียอาการ
"มาๆ ท่านอาจารย์ เชิญที่ห้องหนังสือ ข้าเตรียมไว้ให้ท่านหมดแล้ว แถมยังใช้ให้คนไปกว้านซื้อตำราหายากมาอีกไม่น้อย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณของท่าน"
ห้องหนังสือของเล่ากี๋ใหญ่ขนาดรถม้าซักสี่คันจอดเทียบได้อย่างสบายๆ หากดูคร่าวๆ จำนวนหนังสือตำราและม้วนคำภีร์มีไม่ต่ำกว่าหมื่นเล่ม หากจะขนกลับไปทั้งหมดคิดว่ารถม้าคันเดียวที่เตรียมมาคงจะไม่พอ อีกอย่างเยอะขนาดนี้ผมคงจะอ่านไม่ไหว กว่าจะหาวิธีกลับบ้านเจอมีหวังแก่ตายไปซะก่อน
"เล่ากี๋"
"ขอรับ"
"ช่วยเรียกพวกทหารมาช่วยคัดหนังสือให้หน่อยนะ ที่ข้า้ามีไม่มาก เอาแค่หนังสือเก่า หนังสือพิธีกรรม หรือพวกที่เกี่ยวกับเื่ลี้ลับ ส่วนที่เหลือข้าไม่เอาหรอก"
เล่ากี๋จัดการสั่งพวกเด็กรับใช้และทหารเข้ามาคัดแยกหนังสือออกจากชั้นวาง พวกที่เข้าข่ายก็ถูกมัดรวมแล้วขนไปที่รถม้า จูล่งสงสัยจึงเข้ามาถาม
"ของสำคัญของท่านก็คือ..."
"ใช่ หนังสือพวกนี้แหละ"
"ข้าพอจะเข้าใจแล้ว นักปราชญ์เช่นท่านย่อมไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่าความรู้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญของท่านอาจารย์จึงเป็หนังสือ"
เหอะๆ
โทษทีนะจูล่ง ที่ทำให้คิดเป็อย่างงั้น ไม่รู้ว่าถ้าหากรู้ความจริงแล้วจะเลิกนับถือกันเลยหรือเปล่า
อาทิตย์คล้อยต่ำลงหลังจากผ่านจุดสูงสุดของวัน แสงแดดค่อยเบาแสงลงเชิญชวนแมลงปอออกมาบินร่ายรำเหนือปลายหญ้า เมืองซินเอี๋ยและเมืองกังแฮไม่ใกล้ไม่ไกลกันมาก แต่หากต้องเดินทางก็เสียเวลาพอควร
ข้างทางรกทึบมีหญ้าขึ้นสูง เสียงเขยื่อนของพงหญ้าได้ยินไม่ชัดนัก บางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไม่ห่างขบวณรถม้า โสตประสาทหูของขุนพลไวต่อความผิดปกติ จูล่งกระชับมือกำทวนยาวเอาไว้แน่นพร้อมใช้งาน
รถม้าเลียบเลาะชายป่าผ่านทุ่งหญ้าจนถึงหน้าประตูเมืองซินเอี๋ยจึงจะรู้สึกปลอดภัย
ถึงแม้จะคัดหนังสือออกมาแล้วแต่เมื่อดูจากปริมาณก็มากโขอยู่ อย่างต่ำๆ ก็ร่วมสามพันเล่ม รถม้าเคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าบ้านอย่างช้าๆ ขากลับนี้ช้ากว่าขาไปมาก คงจะเป็เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากบรรดาหนังสือ ม้าสองตัวที่ทำหน้าที่ลากรถก็เลยเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าปกติ
"ถ้าหากไม่มีอะไรแล้ว ข้าน้อยขอตัวกลับก่อน" จูล่งอำลาไปหลังจากที่ช่วยขนหนังสือเข้ามาที่ห้องโถงบ้านเป็ที่เรียบร้อย
เย่อิงเองก็เหนื่อยพอตัว ไม่นึกเลยว่าเธอจะแข็งแรงพอๆ กับพวกทหารผู้ชาย ทั้งที่ลำแขนเล็กกว่าเกือบครึ่ง นี่คงจะเป็ผลจะการฝึกวรยุทธ์ั้แ่เด็กของเธอ ซึ่งมันก็ประจักษ์แก่สายตามาแล้ว เธอเดินสะบัดแขนขึ้นลงด้วยความล้า
"ท่านจะกินข้าวเลยหรือไม่ ข้าจะไปทำมาให้" แม่ศรีเรือนประจำบ้านหันหลังมาถาม
"ข้ายังไม่หิวเลย อยากจะค้นหนังสือพวกนี้ก่อน"
"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปเตรียมเอาไว้ ถ้าหากท่านหิวเมื่อใดก็ค่อยลุกขึ้นมากิน"
สิ่งเดียวที่ผมสนใจในตอนนี้คือหนังสือที่กองพะเนินอยู่ข้างหน้า มันจะต้องมีซักเล่มหนึ่งที่นำผมกลับบ้านได้
ทางด้านโจโฉคิดจะยกทัพลงมาบุกยึดหัวเมืองชายทะเลทั้งหมดให้ตกมาอยู่ในอำนาจของตัวเอง จึงเรียกขุนพลและทหารมาปรึกษาหารือกันว่าใครมีความคิดเห็นเป็ประการใด แฮหัวตุ้นจึงกล่าวว่า เล่าปี่ตอนนี้อยู่ ณ เมืองซินเอี๋ย ซ่องสุมผู้คนแล้วฝึกซ้อมทหารให้ชำนาญไว้เป็อันมาก หากปล่อยไว้นานไปคงจะกำจัดได้ยาก ขอให้จัดทัพยกไปตีเมืองซินเอี๋ยเสียก่อนแล้วจึงค่อยคิดอ่านบุกยึดเมืองชายทะเลกังตั๋ง
โจโฉเมื่อฟังก็เห็นชอบด้วยดังนั้นจึงให้แฮหัวตุ้นเป็แม่ทัพใหญ่ ให้ลิเตียน อิกิ๋ม แฮหัวอัน ฮันโฮ สี่คนนี้เป็ปลัดทัพ ยกพลทหารสิบหมื่นไปตีเมืองซินเอี๋ยของเล่าปี่
ชีซีจึงว่าแก่แฮหัวตุ้นว่า
"ท่านจะไปทัพครั้งนี้ โปรดอย่าประมาทดูเบาแก่เล่าปี่ ด้วยตอนนี้เล่าปี่ได้ขงเบ้งเป็ที่ปรึกษา เหมือนเสือใหญ่อยู่ในป่า เหมือนปลาใหญ่ได้ทะเล ขอท่านจงระมัดระวังตัวให้จงดี"
โจโฉได้ฟังชีซีพูดออกมาอย่างนี้ก็เกิดสงสัย "ขงเบ้งผู้นี้คือใคร"
"คนผู้นี้แซ่จูกัด ชื่อเหลียง นามขงเบ้ง เป็ชายชาวหลางหยา เป็ปราชญ์ผู้มีสติปัญญา ปรีชาสามารถเก่งกาจนัก สามารถพลิกฟ้าคว่ำดิน หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร การในอากาศและในแผ่นดินก็ล้วนล่วงรู้และชำนาญทั้งสิ้น เสมือนมีเทพดากระซิบดลใจ" ชีซีกล่าวอธิบายขอบข่ายความรู้ของขงเบ้ง พวกที่นั่งประชุมบ้างเชื่อบ้างเยาะเย้ยถากถาง
"ที่บอกว่าขงเบ้งมีสติปัญญานั้น เมื่อเปรียบเทียบกับตัวท่านแล้วเป็อย่างไร" โจโฉเอาแขนเท้าโต๊ะยื่นหน้าขึ้นถาม
"อันความรู้ของข้าพเ้านี้อุปมาเหมือนแสงหิ่งห้อย อันสติปัญญาของขงเบ้งประดุจแสงพระจันทร์ มิอาจเปรียบเทียบกันได้"
แฮหัวตุ้นได้ฟังอย่างนั้นก็หัวเราะชอบใจ "ท่านชีซีท่านแกล้งยกย่องขงเบ้งเช่นนี้ หวังจะให้ท่านโจโฉหวั่นไหวยกเลิกการบุกเล่าปี่อย่างนั้นหรือ ขงเบ้งที่ข้าได้ยินมาเป็แค่เด็กน้อยอายุพึ่งยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น เล่าปี่หาใครไม่ได้จึงเอาเด็กอย่างนี้มาเป็ที่ปรึกษา ข้าว่าคงหมดท่ามากกว่าละมั้ง" แฮหัวตุ้นหัวเราะลั่นที่ประชุม จากนั้นลุกขึ้นมาที่กลางห้อง ค้อมคำนับโจโฉแล้วกล่าวว่า
"อันข้าพเ้าจะยกทัพไปครั้งนี้ จะจับตัวเล่าปี่ ขงเบ้ง มาให้จงได้ ถ้าหากไม่เป็ไปตามที่ปากว่า ท่านโจโฉ ท่านจงตัดศีรษะข้าพเ้าไปแทนเถิด"
"แฮหัวตุ้น ท่านจงยกทัพไปตีซินเอี๋ย ถ้าได้ทีดีร้ายประการใด จงส่งความมาให้อย่าได้ขาด"
แฮหัวตุ้นรับคำโจโฉแล้ว ก็ลามาจัดทหารทั้งปวงตามกระบวนทัพ เมื่อได้ฤกษ์ก็ลั่นกลองยกทัพออกมาจากเมืองฮูโต๋มุ่งหน้าไปยังเมืองซินเอี๋ย