เตียวฮู้ซัดฝ่ามือซ้ายไปที่หน้าอกของชายหนุ่มด้านหน้า จินหยางแสยะยิ้มซัดฝ่ามือซ้ายเข้าปะทะ เปรี้ยง! เตียวฮู้ถึงกับตื่นตกใจฝ่ามือซ้ายด้านชาไร้ความรู้สึก
“หน้าที่ของเด็ก คือใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสนุกสนานกับการใช้ชีวิต หน้าที่ของพ่อแม่คือ เลี้ยงดูลูก ๆ ของเขาให้ดีจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และสุดท้ายหน้าที่ของนักพรตคือละทิ้งทางโลกเข้ามาทางธรรม แน่นอนทุกคนย่อมมีหน้าที่ของตัวเอง แล้วตัวท่านที่อ้างตัวเป็นนักพรตแล้วเหตุใดถึงได้มีจิตใจโหดเหี้ยมลงมือทำร้ายคนธรรมดาเช่นนี้ หรือว่าอารามม้าขาวเป็นที่ซ่องสุมของโจรชั่วเสียแล้ว?”
จินหยางบิดข้อมือขวาใบกระบี่ที่คีบเอาไว้แหลกละเอียดร่วงลงพื้น ทันใดนั้นเองได้มีเสียงตะโกนดังลั่นมาจากด้านหลังของเตียวฮู้
“หุบปากของเจ้าได้แล้วไอ้ลูกหมา”
ชายฉกรรจ์อีกสามคนชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งทะยานเข้ามา จินหยางโยกตัวหลบไปทางซ้ายเพื่อหลบกระบี่สองเล่มที่แทงเข้ามาพร้อมกับฟาดสันมือขวาไปที่กระบี่ เคร้ง! กระบี่สองเล่มหักสะบั้นกระเด็น จินหยางรีบใช้มือขวาคว้าเศษกระบี่ที่หักซัดออกไป เศษกระบี่พุ่งแทงหัวไหล่ทั้งสองข้างของเตียวฮู้ ชายฉกรรจ์ทั้งสามคนหันไปด้านหลังเพราะเสียงร้องโหยหวนของเตียวฮู้ จินหยางถีบเท้าพุ่งเข้าประชิดชายฉกรรจ์ทั้งสามคนใช้สันมือขวาฟาดไปที่ท้ายทอยของทั้งสามคน เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! จินหยางหันไปจ้องมองเตียวฮู้ที่นั่งตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัวมีน้ำสีเหลืองไหลออกมาจากหว่างขา จินหยางก้าวเดินเข้าหาเตียวฮู้ในระหว่างนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเอ่ยวาจาดังมาจากด้านหลัง
“พ่อหนุ่มหยุดมือเถอะ ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว”
จินหยางหันไปมองเฮ้งเปาที่กำลังพยายามลุกขึ้นมาโดยมีเด็กสาวประคองด้านข้าง ทันใดนั้นเองจินหยางถึงกับขมวดคิ้วเขาสัมผัสบางอย่างจากเตียวฮู้ เขารีบหันกลับไปพบว่ามีเข็มเงินขนาดเล็กพุ่งเข้ามาเขารีบเอี้ยวตัวหลบใช้มือขวาคว้าจับไปที่เข็มเงิน แล้วหมุนตัวซัดเข็มเงินออกไป เตียวฮู้ร้องออกมาโหยหวนยิ่งกว่าเดิมนอนลงไปชักกระตุกกับพื้น เข็มเงินที่จินหยางซัดออกไปแทงไปที่ตำแหน่งจุดตันเถียนอย่างแม่นยำ ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณได้ยินเพียงเสียงร้องของเตียวฮู้นานนับครึ่งเค่อ
“ไอ้ลูกหมาเจ้าทำลายจุดตันเถียนของข้า เจ้ากล้าทำร้ายนักพรตของอารามม้าขาว จากนี้ไปชีวิตของเจ้าย่อมอยู่ไม่เป็นสุขแน่”
จินหยางแสยะยิ้มเดินเข้าหาเตียวฮู้เขาใช้มือซ้ายคว้าจับที่คอเสื้อกระชากขึ้นมา
“ท่านกำลังขู่ข้าอย่างนั้นรึ?”
“คนของอารามม้าขาวจะออกติดตามไล่ล่าเจ้า เจ้าไม่มีทางอยู่รอดในแผ่นดินภาคกลางเป็นแน่เพราะตอนนี้อารามม้าขาวเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรสวรรค์แล้ว”
จินหยางยกยิ้มกระซิบข้างหูเตียวฮู้
“หากเป็นเช่นที่ท่านบอกกล่าวจริง อารามม้าขาวก็เพียงเพียงกลุ่มคนบัดซบที่ข้าสามารถจัดการได้สินะ”
“เจ้ากำลังขู่ข้าอย่างนั้นรึไอ้เด็กเวร”
“ท่านรู้ข่าวการตายของเหลียงเซียนผู้อาวุโสสำนักกระบี่วิญญาณหรือไม่”
เตียวฮู้จ้องมองชายหนุ่มด้านหน้าด้วยความสงสัย
“ข้าเป็นคนสังหารตัวบัดซบนั่นเอง และเมื่อไม่กี่วันก่อนข้ายังสังหารผู้อาวุโสอีกคนในสำนักกระบี่วิญญาณอีกด้วย”
เตียวฮู้ตัวสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม
“หรือเจ้าคือเด็กหนุ่มที่สำนักกระบี่วิญญาณตั้งค่าหัวหนึ่งหมื่นทอง”
“เหอะ ข้าสังหารผู้อาวุโสถึงสองคนเหตุใดค่าหัวข้าถึงได้ถูกเช่นนี้เล่า ว่าแต่ตอนนี้ท่านช่วยกัดฟันให้แน่น ๆ ได้หรือไม่”
“เหตุใดข้า...”
เตียวฮู้เอ่ยวาจายังไม่ทันจบจินหยางก็ง้างฝ่ามือขวาตบไปที่ใบหน้าเสียงดังลั่น เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ! เตียวฮู้ถึงกับหมดสติเพราะความเจ็บปวด ไม่นานเขาก็จับคนจากอารามม้าขาวทั้งสี่โยนออกไปด้านนอกโรงเตี๊ยม ทันทีที่จินหยางเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมเถ้าแก่จาวเมิ่งก็โยนถุงเงินให้แก่จินหยาง
“นั้นคือค่าจ้างคุ้มกันของเจ้าเจ้ารับเอาไว้เถอะ เราคงต้องแยกทางกันตรงนี้”
จินหยางส่ายศีรษะไปมาเขาไม่แม้แต่จะมองถุงเงินที่เถ้าแก่จาวเมิ่งโยนลงพื้นด้านหน้าเขา จินหยางเดินเข้าไปดูอาการบาดเจ็บของเฮ้งเปาและเด็กสาวที่นั่งอยู่หน้าห้องครัว
“ข้ามีบางอย่างสอบถามท่านเถ้าแก่เฮ้งเปา”
“ข้าเข้าใจว่าเจ้าจะกล่าวสิ่งใด ถึงแม้ตัวข้าจะถูกขับไล่ออกจากอารามม้าขาว แต่จิตใจข้ายังคงเป็นศิษย์อารามม้าขาวอยู่ดี เอาเป็นว่าข้าและลูกสาวจะหลบออกไปก่อนก็แล้วกันข้าไม่อยากให้ลูกสาวข้าต้องเห็นภาพนองเลือด”
“ข้าไม่ได้หมายถึงเช่นนั้นขอรับ ข้าเพียงจะสอบถามเส้นทางไปที่อารามม้าขาว”
“เจ้ากำลังรนหาที่ตายอย่างนั้นรึ”
“หาที่ตายหรือไม่คงไม่ใช่ข้าเป็นแน่”
เฮ้งเปาส่ายศีรษะไปมา
“เจ้าเดินทางตามเส้นทางประมาณสองลี้จะพบทางแยกขึ้นเขาขวามือเส้นทางนั้นคือเส้นทางไปยังอารามม้าขาว”
จินหยางยกยิ้ม
“ขอบใจท่านมากเถ้าแก่เฮ้งเปา”
หลังจากนั้นจินหยางก็เดินไปที่ด้านหน้าของโรงเตี๊ยม เขาหันไปมองเถ้าแก่จาวเมิ่ง
“ระหว่างเดินทางมาที่นี่มีกลุ่มคนแอบติดตามพวกเรามาจากส่านซี พวกท่านระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน ส่วนถุงเงินที่ท่านมอบให้ข้านำมันไปให้เถ้าแก่เฮ้งเปาเถอะขอรับ”
สิ้นเสียงกล่าวจินหยางก็ถีบเท้าพุ่งทะยานไปตามทางที่เฮ้งเปาบอกไม่ถึงยี่สิบลมหายใจจินหยางก็ตามพวกเตียวฮู้ได้ทัน เขาจึงแอบสะกดรอยตามอยู่ไม่ห่าง ในระหว่างนั้นเองจินหยางก็พบกับที่โล่งกว้างเขาจึงเดินไปสำรวจไม่นานเขาก็เริ่มก่อกองไฟเพราะตอนนี้แสงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าแล้ว ในระหว่างนั้นเองได้มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาหาจินหยาง
“เป็นท่านเองรึ”
“ถึงเวลาที่ข้าต้องคุยกับเจ้าเสียที เหอะ อารามม้าขาวคงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
จินหยางยกมือขวาขึ้นห้าม
“ข้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านจะกล่าวพี่ชาย”
“ไม่เจ้ายังไม่เข้าใจสิ่งใดในยุทธภพ เจ้าทำร้ายคนของอารามม้าขาวในโรงเตี๊ยม ตอนนี้ผู้คนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมล้วนไม่ปลอดภัย อารามม้าขาวคงไม่ปล่อยให้ข่าวนี้หลุดออกไปแน่ พวกเขาจะส่งคนออกมาตามล่าผู้คนที่อยู่ในโรงเตี๊ยม เหอะ แล้วคนส่วนใหญ่เป็นเพียงพ่อค้าและนักเดินทาง เจ้าคิดว่าคนพวกนั้นจะทำสิ่งใดได้เมื่อเผชิญหน้ากับอารามม้าขาว”
จินหยางพยักหน้าตอบรับ
“เรื่องนั้นข้าเข้าใจดี ผู้แข็งแกร่งมักจะเอาเปรียบผู้อ่อนแอเสมอ และผู้อ่อนแอมักจะไม่มีโอกาสได้เรียกร้องสิ่งใดมีแต่ความตายและความอัปยศที่พวกเขาได้รับเท่านั้น โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่เฮ้งเปาตั้งอยู่ที่นั่นมาหลายปี ท่านคิดว่าพวกนักพรตนั่นจะไม่รู้อย่างนั้นรึว่าเขาอยู่ที่นั่น วันนี้พวกเขาตั้งใจมาหาเรื่องเถ้าแก่เฮ้งเปาอย่างแน่นอน หากข้าไม่เข้าไปยุ่งพวกเขาทั้งสองคนพ่อลูกคงตกตายไปแล้ว ข้ามีบางอย่างจะถามท่าน สถานการณ์ที่บัดซบเช่นนี้หากผู้ฝึกยุทธเริ่มใช้ความแข็งแกร่งในทางที่ผิดข่มเหงผู้อื่นแล้วพวกเราจะฝึกฝนวิชาเป็นจอมยุทธ์ไปเพื่อสิ่งใดกัน?”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นนิ่งเงียบหาได้กล่าวสิ่งใด มือทั้งสองกำหมัดแน่นก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นาน
“เจ้าเพียงผู้เดียวจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ไอ้หนู”
“เปลี่ยนแปลงหรือไม่ตัวข้าหาได้สนใจ หากท่านยังไม่ลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้แล้วท่านจะเริ่มเมื่อไหร่? หรือต้องรอให้คนรอบกายของท่านตกตายด้วยน้ำมือพวกบัดซบพวกนั่นเสียก่อน เทียนเพียงเล่มเดียวอาจจะน้อยในสายตาพวกท่าน แต่ทว่ามันยังคงให้แสงสว่างในที่มืดมิดได้ อย่างน้อยที่สุดข้าก็เป็นแสงสว่างให้แก่เถ้าแก่เฮ้งเปาและลูกสาวของเขาได้ที่ไม่ต้องตกตายเพราะคนบัดซบในวันนี้ แล้วตัวท่านละได้ทำสิ่งใดบ้าง?”
ชายฉกรรจ์นิ่งเงียบไปอีกครั้ง
“ตอนนี้ตัวท่านเองไม่ควรที่จะมาอยู่ที่นี่ ท่านรีบกลับไปที่โรงเตี๊ยมเถอะ ไม่แน่พวกที่แอบติดตามพวกเรามาจากส่านซีอาจจะตามมาแล้วก็ได้”
ชายฉกรรจ์กำหมัดทั้งสองแน่นหลังจากนั้นก็ถีบเท้าพุ่งทะยานกลับไปที่โรงเตี๊ยม ย่างเข้ายามไฮ่ จินหยางแสยะยิ้มลุกขึ้นจ้องมองไปทางขวามืออย่างไม่วางตา พบเห็นกลุ่มคนยี่สิบคนก้าวเดินเข้ามา
“สัญชาตญาณของเจ้าช่างยอดเยี่ยมนักไอ้หนู เวลาจะตีสุนัขยังต้องถามหาเจ้าของ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วเหตุใดท่านถึงไม่ล่ามสุนัขของท่านเอาไว้เล่า เหตุใดถึงต้องปล่อยมันไปกัดผู้อื่น”
“ปากดีนัก เจ้าเป็นใครมาจากที่ไหน?”
“ข้าเป็นเพียงนักเดินทาง พบเจอสุนัขของท่านกำลังไล่กัดผู้คน”
“โอหังยิ่งนัก กล้าทำร้ายคนของอารามม้าขาว เจ้าคงไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่จนถึงพระอาทิตย์ขึ้นแล้วสินะถึงได้มารออยู่ที่นี่”
“เหอะ คนจากอารามม้าขาวชอบใช้ฝีปากข่มเหงผู้อื่นจนติดเป็นนิสัยมากกว่าฝีมือ อีกอย่างเหตุใดท่านถึงไม่ถามสาเหตุที่ข้าทุบตีพวกเขา หากไม่เพราะพวกเขาลงมือทำร้ายคนธรรมดาและยังคิดที่จะสังหาร”
“หุปปากของเจ้าซะไอ้ลูกหมา พี่ใหญ่อย่าไปฟังคำพูดของตัวบัดซบนั่น มันเป็นพวกปลิ้นปล้อนทางที่ดีรีบสังหารมันเสีย”
“ข้ามีนามว่ารั่วซินฟานเป็นผู้ดูแลอารามม้าขาว แจ้งนามของเจ้ามา”
“คนตายไม่จำเป็นต้องรู้นามของข้า พวกท่านรีบเข้ามาพร้อมกันเถอะขอรับ”