ลุงยามไม่ได้ตอบคำถามของผมในทันทีเขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วใช้มือปิดฝาขวดชาอย่างใจเย็น จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า "ฉันไม่เพียงแต่รู้จักเด็กสาวคนนั้นเท่านั้นแต่ยังรู้ว่าเธอเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรด้วย"
คำพูดของลุงยามทำให้ขนบนร่างกายของผมลุกชันทันที
เขารู้จักเสี่ยวอวี่? แต่เสี่ยวอวี่...เป็นวิญญาณนะ!
ถ้าเขารู้จักเธอนั่นแปลว่าเขาต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ!
อายุขนาดนี้แล้วยังทำงานเป็นยามในมหาวิทยาลัยได้ถ้าไม่ใช่เพราะมีเส้นสายก็คงมีบางอย่างที่พิเศษจริงๆ
ผมคิดอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบถามต่อ"ลุงครับ ผมรู้จักเสี่ยวอวี่ลุงมีอะไรอยากบอกผมเกี่ยวกับเธอหรือเปล่า"
ลุงยามมองตรงมาที่ผมดวงตาของเขาดูลึกลับ "ถ้านายรู้จักเธอ งั้นนายคือ...เจียงหนิงใช่ไหม"
หัวใจของผมกระตุกวูบความรู้สึกกังวลแล่นขึ้นมาในทันที
ลุงยามคนนี้ไม่เพียงแต่รู้จักเสี่ยวอวี่แต่ยังรู้ชื่อของผมด้วย!
ผมจ้องมองลุงยามอย่างละเอียดแต่เขาดูเหมือนชายชราธรรมดาทั่วไป ไม่มีอะไรผิดปกติ
"ใช่ครับลุง ผมชื่อเจียงหนิง และผมรู้จักไป๋เสี่ยวอวี่"
ลุงยามพยักหน้าอย่างพึงพอใจ"งั้นฉันก็ไม่ได้หาผิดคนเด็กสาวคนนั้นฝากให้ฉันนำข้อความมาบอกนาย เธอทิ้งของบางอย่างไว้ที่ที่พวกนายพบกันครั้งแรกเธอบอกให้ไปรับมันตอนยามจื่อ[1] เมื่อนายพบของชิ้นนั้นก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง"
"ของบางอย่าง... สถานที่ที่เราเจอกันครั้งแรก... ยามจื่อ?" ผมพึมพำทวนคำพูดของเขา คิดย้อนถึงวันที่ผมพบเสี่ยวอวี่เป็นครั้งแรกสถานที่ เวลา และเหตุการณ์ทั้งหมด จากนั้นหันไปมองลุงยามอีกครั้ง "ลุงครับ ขอทราบชื่อของลุงได้ไหม แล้วทำไมลุงถึงรู้จักเสี่ยวอวี่"
ลุงยามหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี "ชื่อฉันไม่สำคัญหรอก ฉันเป็นแค่ยามเฝ้ามหาวิทยาลัยหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ก็เท่านั้น แต่คนที่รู้จักมักเรียกฉันว่า...จางซาน"
"ลุงจางซาน!" ผมเอ่ยเรียกเขาด้วยความเคารพ
เขารู้จักเสี่ยวอวี่และเสี่ยวอวี่ถึงกับฝากเขามาบอกอะไรบางอย่างกับผม แสดงว่า...ลุงจางซานต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ!
เป็นไปได้สูงว่าเขาต้องเป็นคนที่มีวิชาแกร่งกล้า
ผมเฝ้าครุ่นคิดในใจชักจะมั่นใจว่าลุงจางซานคนนี้คงไม่ใช่แค่ยามธรรมดา
ทันใดนั้นลุงจางซานดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาตบหน้าผากตัวเองเบาๆ "โอ้ จริงสิ ฉันลืมบอกไป ถ้าจะเอาของที่เด็กสาวคนนั้นทิ้งไว้ ต้องเป็นคืนฝนตกเท่านั้นถึงจะหาพบ"
"ขอบคุณลุงจางซานที่บอกครับแต่ลุงพอจะบอกได้ไหมว่าลุงเจอเสี่ยวอวี่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่" ผมยังคงถามต่อไป
ลุงจางซานยิ้มจางๆก่อนตอบ "สามวัน? ห้าวัน?หรือสิบวัน? ฉันจำไม่ค่อยได้แล้วรู้แค่ว่าวันนั้นกำลังเดินตรวจเวรอยู่แถวนี้พอดี แล้วเธอก็พูดกับฉันผ่านช่องประตูนี้"พูดจบก็ชี้ไปที่ประตูทางเข้าของตึกทดลอง
ผมใช้ตาทิพย์มองผ่านกระจกบานใหญ่อีกครั้ง
แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ภายในนั้นมีเงาร่างของคนสามถึงห้าคนยืนเรียงกันเป็นแถว พวกเขาสวมชุดผ้าหยาบสีเทาใบหน้าซีดขาว ปราศจากอารมณ์ กำลังมองออกมาทางประตู
ดวงตาของพวกเขาเป็นสีเทาขาวซีดไม่มีแววชีวิต จ้องเขม็งมาที่ผมและลุงจางซานจากด้านใน
เพียงเสี้ยววินาทีผมรู้สึกราวกับมีกระแสความเย็นแล่นขึ้นมาจากกลางหลัง
พวกเขา…ไม่ใช่คนแต่เป็นสิ่งที่ถูกกักขังเอาไว้ภายในตึกทดลองแห่งนี้
ผมกำมือแน่นหัวใจเริ่มเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
ลุงจางซานดูเหมือนจะสังเกตเห็นอาการของผมเขาหันไปมองประตูเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองหน้าผม "กลัวเหรอ"
"ก็... ก็พอไหวครับ!"
ผมพยายามควบคุมความตื่นเต้นของตัวเอง
แต่ในเวลานี้ผมมั่นใจเต็มที่แล้วว่าลุงจางซานไม่ใช่คนธรรมดา
เขามองเห็นวิญญาณนั่นหมายความว่าการที่เขาพบเสี่ยวอวี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาน่าจะเป็นคนในวงการเดียวกันกับอาจารย์ผม
ลุงจางซานไม่ได้ตอบคำถามของผมเพียงแค่หันไปมองเงาร่างหลังประตูกระจกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไสหัวไปซะ อย่าบีบให้ฉันต้องลากพวกแกออกมาอัด!"
น้ำเสียงของเขานิ่งมากแต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจสะกดข่ม
ทันทีที่สิ้นเสียงเงาร่างเหล่านั้นต่างพากันจ้องมาที่ผมด้วยแววตาอาฆาต ก่อนจะค่อยๆถอยหลังหายไปในเงามืด
ผมยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
อาจารย์อธิบายอย่างชัดเจนว่าตึกทดลองแห่งนี้คือ 'ตึกเก้าศพ'
ด้านล่างมีศพทั้งเก้าถูกใช้กดสิ่งอาถรรพ์ไว้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ที่นี่เรียกว่า 'เต่าแก่พลิกกาย'
เบื้องล่างนั้นกักขังสิ่งชั่วร้ายและอาถรรพ์ร้ายแรงเอาไว้
การสร้างมหาวิทยาลัยณ ที่แห่งนี้ ก็เพื่อใช้บารมีแห่งวิชาความรู้ควบคุมพลังชั่วร้ายที่อยู่ใต้ดิน
ด้วยเหตุนี้เองตึกทดลองจึงถูกดัดแปลงเป็นที่เก็บศพเพื่อใช้พลังจากร่างไร้วิญญาณกดทับอาถรรพ์ลี้ลับ
และลุงจางซาน...คนที่สามารถตะเพิดพวกมันได้เพียงคำพูดเดียวย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!
ผมรีบยกมือประสานหมัดตามธรรมเนียมของคนในสายวิชาเดียวกัน
"ลุงจางซานครับ ผมขอโทษที่รบกวน ผมขอทราบธรรมนามของลุงได้ไหมครับ"
ลุงจางซานมองผมก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ "ธรรมนามอะไรกัน ฉันเป็นแค่ยามธรรมดาที่เฝ้าตึกในมหาวิทยาลัยนี้เท่านั้นเอาล่ะๆ ต่อไปอย่าเข้าใกล้ตึกนี้ตอนกลางคืนอีก"
"ถ้านายเข้าไป คราวนี้คงออกมาไม่ได้ง่ายๆ เหมือนครั้งก่อนแล้ว..."
พูดจบลุงจางซานก็เดินไปทิศตรงข้ามตึกทดลอง แผ่นหลังค่อมเล็กน้อยดูแล้วเป็นแค่ชายชราธรรมดาคนหนึ่ง
ผมยืนมองลุงจางซานเดินจากไปใจเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ‘เขารู้ได้อย่างไรว่าผมเคยเข้าไปในตึกทดลอง’
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะขบคิดอะไรต่อเขาหันกลับมามองผมอีกครั้ง "จริงสิ นายกลับไปบอกเจ้าเด็กจวี้ฝูด้วยว่าชาคราวก่อนที่เอามาให้ไม่ค่อยอร่อยนัก คราวหน้าให้หาของดีๆ กว่านี้มาหน่อยฮ่าๆ..."
ขณะที่พูดเขาหัวเราะแหบแห้ง ก่อนเดินอ้อมมุมตึก หายลับไปจากสายตา
ผมยืนอึ้งอยู่กับที่
จวี้ฝู?
นั่นมันธรรมนามของอาจารย์ผมนี่!
อาจารย์ที่อารมณ์ร้อนอย่างเขาถึงกับมอบชาให้ลุงจางซาน? ซ้ำลุงจางซานยังกล้าเรียกอาจารย์ว่า 'เจ้าเด็กจวี้ฝู'
นี่มัน...ลุงยามประจำตึกหรือปรมาจารย์กันแน่?
ผมยืนอยู่ตรงหน้าประตูตึกทดลองครุ่นคิดถึงคำพูดของลุงจางซานเมื่อครู่
ยิ่งคิดก็ยิ่งเข้าใจ
ชายชราที่ดูเหมือนเป็นแค่ยามของมหาวิทยาลัยที่แท้ เขาคือคนที่ถูกจ้างมาเพื่อเฝ้าตึกนี้โดยเฉพาะ
แต่ถ้าเขารู้ว่าผมเคยเข้าไปในตึกทดลองแล้วทำไมเขาไม่ออกมาห้าม
หรือว่า...อาจารย์ผมกับเขาเคยคุยกันมาก่อน?
ผมพยายามเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดในหัว
ครู่หนึ่งผมทอดสายตามองตึกทดลอง ก่อนจะตัดสินใจเดินจากไป
สักวันหนึ่งผมจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง และครั้งนั้น... ผมจะพาเธอออกมาให้ได้!
แต่ตอนนี้ผมต้องไปเอาของที่เสี่ยวอวี่ทิ้งไว้ก่อนบางทีสิ่งนั้นอาจช่วยให้ผมเข้าใจสถานการณ์ของเธอได้มากขึ้น
ผมเปิดดูพยากรณ์อากาศ
ฝนจะตกอีกทีวันศุกร์นี้...น่าเสียดาย แต่ก็ช่วยไม่ได้
ถ้ามีเงื่อนไขพิเศษนั่นแปลว่าเสี่ยวอวี่ต้องวางแผนไว้ดีแล้ว ไปตอนนี้คงไม่ได้อะไรแน่นอน
ผมถอนหายใจเดินกลับไปยังหอพัก แล้วกดโทรหาอาจารย์
ผมอยากถามเขาเกี่ยวกับลุงจางซาน
สายถูกต่ออย่างช้าๆ
ทันทีที่ปลายสายรับผมได้ยินเสียงอาจารย์ดังขึ้นมา "อ๊ะๆ ช้าหน่อยๆซอยถี่ไปแล้ว!"
[1] ยามจื่อ หมายถึงช่วงเวลา 23:00 - 01:00 น.