บทที่ สี่สิบเจ็ด
ห้องทรงงานในตำหนักเฉียนชิงยามนี้สงบเงียบแสงแดดยามกลางวันลอดผ่านม่านปัก ร่างสูงในฉลองพระองค์สีแดงเข้มไหมสีทองลวดลายมังกรยืนหันหลังทอดสายตาออกไปยังประตูไม้ที่ยังมิได้ปิดสนิทเงาร่างอรชรที่ก้าวลับสายตาไปเมื่อครู่ยังแจ่มชัดอยู่ในดวงตาของเขา
เงานางเดินห่างออกไปอย่างไม่รีบร้อนมุมปากของบุรุษที่เคยยกยิ้มบางขณะสนทนา ค่อยๆ คลายลงทีละนิดกลายเป็นเส้นตรงเฉกเช่นเก่า แววตานิ่งงันประดุจบึงน้ำที่มิอาจหยั่งถึงโม่เหวินหานหลับตาลงชั่วครู่ขณะความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับสตรีผู้นั้น หลี่ผิน..หลิวชิงเซียง
เขาเรียกนางมาพบไม่ใช่เพียงเพราะความคิดถึง หรือเพราะความห่วงใยจากอาการป่วยไข้แต่เพื่อสิ่งหนึ่งความสงสัยที่ฝังลึกในอกจากเหตุการณ์เมื่อคืน
เขาต้องการรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดวางแผนสิ่งใด ตั้งแต่ตอนที่ได้รับรายงานจากองครักษ์ลับที่เขาส่งไปเฝ้าที่ตำหนักฟู่ตงภัยรอบตัวของนางมากมายนักเขาไม่วางใจให้มีเพียงข้ารับใช้ไม่กี่คนคอยดูแลอย่างครั้งก่อนที่ลู่เจ่อแอบทำลับๆ ล่อๆ จะซ่อนของก็ไม่ใช้ความบังเอิญที่เขาไปพบนางแต่เพราะมีคนมารายงานเขาจึงตามไปดู พบขันทีคนลอบไปพบลับๆ กับตำหนักฉือหนิง คงวางแผนร้ายเตรียมใส่ความคนของเขาฉะนั้นถึงนางไม่เจอด้วยตัวเองเขาก็จัดการได้
แต่ครั้งนี้พอรู้ว่าไม่ใช่คนภายนอกหากเป็นนางแอบหนีออกไปนอกวัง ใจเขาก็ไม่เคยสงบอีกเลยตลอดคืนแววตาที่มองเขาอย่างซื่อตรงไม่อาจจะรู้ได้ว่าซ่อนอะไรเอาไว้ทว่านางก็ยังเยือกเย็นและแน่วแน่ ไม่ยอมเผยพิรุธ
หลิวชิงเซียงเพียงก้มหน้ายอมรับว่าหนีออกไปจริงๆอย่างสงบนิ่ง แต่ที่เหลือกลับมีแต่คำโกหกนางใช่ว่าจะเบื่อแล้วหนีออกไปได้ง่ายๆเสียหน่อย หลังยอมรับแล้วจากนั้นก็ใช้เล่ห์ย้อนให้เขาสั่นไหวนางใช้ความอ่อนโยนเสน่ห์ร้ายของสตรีป้องกันตน จนเขาเผลอไผลไม่อาจแตะต้องความจริง
แต่ก็เห็นชัดว่าแววตานั้นจะหลุกหลิกทุกครั้งเพียงเอ่ยชื่อเผ่าซาเฟิงและท่าทางที่พลันร้อนรนที่เอ่ยถึงญาติมิตรเพื่อนพ้องซึ่งแน่ใจได้ว่าสำคัญกับนางยิ่งกว่าชีวิตตนเองเสียอีกจนต้องยอมใช้แผนทุ่มเทร่างกายเข้าสู้
ความร้อนรุ่มปะทุอยู่ใต้แววตานิ่งสงบของฮ่องเต้ดั่งถ่านใต้ขี้เถ้า ยิ่งเงียบกลับยิ่งร้อนลึก “หึ” เขาหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนหมุนกายกลับไปยังโต๊ะทรงงานโต๊ะไม้จันทน์แกะสลักด้านบนมีฎีกาวางเรียงหลายฉบับแต่เขายังไม่คิดจะเปิดอ่านก่อนที่หนึ่งในองครักษ์ผู้ใกล้ชิดที่สุดของฮ่องเต้‘เจียงเจีย’ ปรากฏตัวอย่างเงียบงัน
ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทคาดเอวด้วยผ้าทอไหมประดับสัญลักษณ์องครักษ์สลักทองยอบตัวคำนับพลางเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาท..ปล่อยหลี่ผินไปเช่นนี้จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?”น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นแฝงด้วยความลังเล“เห็นชัดว่านางมีเรื่องปกปิดหากวันหนึ่งผู้อื่นล่วงรู้ อาจเกิดคำครหาแก่เบื้องพระยุคลบาทได้”
โม่เหวินหานไม่ได้ตอบในทันทีเขาเพียงเอนพิงไปยังเก้าอี้พนักสูงเบื้องหลังโต๊ะทรงงาน พนักพิงเป็นงานแกะลายมังกรทองเลื้อยขดงดงามชายแขนเสื้อกว้างเคลื่อนไหวช้าๆ ตามแรง ลมหายใจเย็นชาลอยผ่านริมฝีปากเรียว “ก็อย่าให้ใครรู้” เขาตอบเสียงเรียบดวงตายังคงทอดมองเงาโต๊ะมิเปลี่ยน “เรื่องในเรือนของสามีภรรยาผู้ใดจะมาตัดสินแทนเราได้?”
เจียงเจียนิ่งงันไปชั่วขณะในใจปั่นป่วนราวคลื่นที่ซัดโขดหิน คำตอบของฮ่องเต้นั้นทั้งเบาทั้งหนักพร้อมกันเหมือนคำล้อเล่นทว่ากลับแฝงด้วยอำนาจจนไม่อาจโต้แย้ง มือที่แนบดาบข้างกายแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง“แต่ว่า หากคนที่นางไปพบนั้น เป็น..เฉียนอ๋องจริงๆ ล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
คำถามสิ้นสุดลงในความเงียบเหมือนหินก้อนใหญ่ที่หล่นกลางบึงน้ำเรียบเกิดเป็นระลอกคลื่นใบหน้าของฮ่องเต้เงยขึ้นช้าๆ สายตาเยียบเย็นแต่ทอประกายคมกริบ “เช่นนั้นก็ดี” เขาตอบราบเรียบแต่เฉียบขาด “อย่างน้อย..เฉียนอ๋องยังมีคุณธรรมพอไม่ลักลอบคบชู้กับภรรยาผู้อื่น”
เจียงเจียเบิกตากว้างสีหน้าสับสนอย่างปิดไม่มิด เขาเอ่ยเช่นนั้นเพราะใจคิดอีกเรื่อง ไม่ใช่เรื่องชู้สาว! “ฝ่าบาท กระหม่อมมิได้หมายเช่นนั้น” เสียงขององครักษ์ขาดห้วงเล็กน้อย “กระหม่อมหมายถึง..หากนางเป็น ‘สายลับ’ ที่เฉียนอ๋องส่งมา” เขากลั้นใจพูดจนจบก่อนสูดลมหายใจเข้าอย่างลึกกลั่นเสียงเอ่ยอย่างระวังที่สุด
“เฉียนอ๋องถูกกฏบัญญัติห้ามกลับเข้าเมืองหลวงตามกฎโดยไม่มีรับสั่งหากครั้งนี้แอบลอบเข้ามาพบหลี่ผิน ก็แสดงว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งหลี่ผิน..ซึ่งรู้วรยุทธ์สามารถแทรกซึมเข้ามาใกล้ฝ่าบาทโดยอาศัยความโปรดปราน แล้ว..” เขาหยุดคำไว้ตรงนั้นคำที่ตามมาช่างร้ายแรงเกินจะกล่าวออกมา
ดวงตาของเจียงเจียเต็มไปด้วยเงาความกังวลความคิดที่แวบเข้ามาในใจเขาเย็นเยียบไปถึงปลายเท้าหากนางใช้โอกาสที่อยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้ ปลิดชีพพระองค์แล้วภายนอกเฉียนอ๋องที่รออยู่แล้วบุกนำกองทัพลอบเข้าเมือง วังหลวงจะมีใครต้านได้?
แผ่นดินจะไม่สั่นคลอนหรือ? ในขณะที่ความคิดนั้นกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างกลับได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากเบื้องบน
“หึๆ” โม่เหวินหานหัวเราะในลำคอดวงตาคู่นั้นหรี่ลงแววตาแฝงเย้ยหยัน แต่ไม่ใช่เย้ยต่อเจียงเจียหากแต่เย้ยต่อความรู้สึกของตนเอง “ถ้านางหวังแผ่นดินจินหยางให้เฉียนอ๋อง..เราก็พอจะรับได้” เขาเอ่ยเบาๆคล้ายกำลังพูดกับตนเองมากกว่าตอบคำใคร
เจียงเจียไม่อาจกล่าวสิ่งใดต่อได้เพียงยืนสงบนิ่งในมุมห้อง นับตั้งแต่ฮ่องเต้พบหลี่ผิน สตรีผู้นั้นก็สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งที่ลับและที่แจ้งต่อฝ่าบาทผู้เป็นนายของเขาคอยช่วยเหลือกลบความผิดตามใจนางนับไม่ถ้วนแล้วเรื่องใหญ่ที่สุดเช่นถ้านางเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่อกบฏยังแสร้งเป็นมองไม่เห็นสำหรับหลี่ผินเวลานี้คล้ายแค่ว่าไม่คบชู้มีบุรุษอื่นอะไรก็ไม่นับเป็นความผิดใดๆอีก
ส่วนใบหน้าของบุรุษที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทองกลับไม่สะทกสะท้านต่อคำกล่าวนั้นอย่างแท้จริงไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อยถ้านางจะเป็นสายลับของเฉียนอ๋อง
ในห้วงคำนึงมีแต่คำว่า“ขอเวลาอีกนิด..” คำสุดท้ายที่เอ่ยต่อเทพยดาฟ้าดินให้รับรู้หลุดจากริมฝีปากของโอรสสวรรค์เบาแผ่วเพื่อให้คำกล่าวลอยไปกับลม
ภายในห้องทรงงานที่กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งแสงแดดยังคงเคลื่อนไปช้าๆ ราวกับมิได้รีบเร่งองครักษ์หนุ่มผู้ภักดีได้แต่ยืนสงบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มกายคำนับอีกครั้งแล้วค่อยๆ ถอยก้าวออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ
เจียงเจียก้าวพ้นธรณีประตูไม้แกะสลักดวงตาเข้มขรึมทอดมองลานหินหน้าตำหนักที่แผ่กว้างลมจากทิศเหนือพัดกรูผ่านยอดไม้ไผ่ที่ล้อมกำแพงชั้นนอกลำต้นเขียวเรียวไหวโอนรับแรงลมจนเกิดเสียงเสียดสีแผ่วเบาพร้อมกับลมหายใจขององครักษ์ที่หนักใจจนไร้คำเอื้อนเอ่ย
องครักษ์หนุ่มสวมชุดแต่งกายสีนิลพื้นรองเท้าหนังบางที่แทบไม่เกิดเสียงเมื่อย่างก้าวสายตาเขาเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งซึ่งคุ้นตากำลังเดินตรงมาทางนี้
หลี่ต้ากงขันทีผู้สูงวัยอาภรณ์เรียบร้อยตามตำแหน่ง นัยน์ตาเล็กเรียวยังแจ่มกระจ่างแม้จะผ่านพ้นวัยครึ่งร้อยเส้นผมด้านข้างมีสีเงินแซมเพียงบางส่วนแต่ดูสะอาดเรียบร้อยทุกย่างก้าวของเขามั่นคง เงียบเชียบประดุจคนที่ผ่านเหตุการณ์คลื่นลมในวังหลวงมาหลายคราอย่างไม่หวั่นไหว
เจียงเจียหยุดยืนเต็มความสูงยกมือขึ้นประสานคำนับเล็กน้อยอย่างให้เกียรติ “หลี่ต้ากง”
ขันทีเฒ่าชะลอฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบรับพลางส่งสายตามองอีกฝ่ายด้วยความระวังอย่างคนที่รู้จักโลกดี
เจียงเจียขยับเข้าใกล้ไปอีกเล็กน้อยลดเสียงลงให้เบาเพียงพอที่จะไม่เล็ดลอดออกจากกำแพงศิลาที่รายรอบ “หลี่กงกง ท่านคงได้ยินเรื่องเมื่อคืนแล้วกระมัง?”
ดวงตาเรียวของขันทีเก่าแก่หรี่ลงเพียงเล็กน้อยรอยย่นข้างหางตาเผยให้เห็นอายุที่ซ่อนอยู่ในความสงบนั้น เขาไม่ได้ตอบในทันทีหากแต่ยกมือไพล่หลังอย่างคนที่มิประสงค์จะข้องแวะกับความวุ่นวาย “เรื่องใดหรือ?” เสียงเอ่ยนั้นราบเรียบคล้ายไม่รู้ไม่ชี้
เจียงเจียคิ้วกระตุกเล็กน้อยดวงตาคมมองอีกฝ่ายอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย “เรื่องหลี่ผินลอบออกนอกวังเมื่อคืนนี้ท่านกงกงก็อยู่ด้วยมิใช่หรือตั้งแต่เริ่มเรื่องจนกระทั่งนางกลับเข้ามาโดยสวัสดิภาพ ท่านก็อยู่ตรงนั้นตลอดตอนพวกข้าเข้าไปรายงาน”
หลี่ต้ากงถอนหายใจเบาๆสีหน้ายังไม่เปลี่ยน “ก็มองเห็นอยู่บ้างได้ยินเล็กน้อยแต่ข้าเป็นเพียงขันที ดูแลความเรียบร้อย ไม่ใช่คนของฝ่ายตรวจการณ์เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเจ้าที่คอยเฝ้าติดตาม จะให้ข้ากล่าวสิ่งใดได้?” เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบยิ่งกว่าเก่า“ยิ่งเรื่องของหลี่ผินเป็นเรื่องระหว่างนางกับฝ่าบาท ผู้เฒ่าเช่นข้าจะไปยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร..รอให้พระองค์ทรงตัดสินเถิด”
เจียงเจียที่ฟังอยู่ขมวดคิ้วขึ้นทันทีพอเห็นว่าอีกฝ่ายถอยตัวจากเรื่องเช่นนั้น เขาก็สบโอกาสจะระบายความในใจ “แต่พระองค์มิได้ตัดสินอันใดเลย!” เสียงของเขายังคงเบาทว่าแฝงความเครียดจนหลี่ต้ากงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เมื่อครู่..พระองค์เรียกหลี่ผินเข้าพบเพื่อซักถามถึงเรื่องเมื่อคืน ทว่าสุดท้ายกลับปล่อยนางกลับไปโดยไม่ลงโทษแม้แต่น้อย”
พอขันทีเฒ่าได้ฟังดังนั้นสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ดวงตาสงบนิ่งฉายแววสงสัยเพียงแวบเดียวก่อนจะปรับกลับเป็นเงียบเฉยดังเดิม “แปลกแท้..” เขาพึมพำในลำคอแต่ก็ยังไม่แสดงความเห็นใดๆ
เจียงเจียมองซ้ายแลขวารอบบริเวณลานหินเมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในระยะใกล้ ก็โน้มตัวเข้าใกล้หลี่ต้ากงอีกครึ่งก้าวเอ่ยเสียงต่ำยิ่งกว่าเดิม “ไม่เพียงแต่ไม่ลงโทษพระองค์ยังตรัสว่า”เขาหยุดนิดหนึ่งข่มใจให้สงบนิ่งหายใจลึก แล้วเอ่ยถ้อยคำที่ยังสะเทือนอยู่ในอก “..ตรัสว่าต่อให้นางเป็นสายลับของเฉียนอ๋อง พระองค์ก็ยอมรับได้”
คำกล่าวนั้นทำให้ดวงตาของหลี่ต้ากงเบิกกว้างขึ้นในบัดดลสีหน้าที่ควบคุมมาโดยตลอดเกิดการสั่นไหว แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้นความสงบเรียบก็กลับคืนมาสู่ใบหน้าอีกครั้ง “อืมเช่นนั้นหรือ”เขาเอ่ยเบาๆพลางพยักหน้าอย่างเนิบช้า สีหน้ากลับไปเป็นเช่นเดิมประดุจไม่มีอันใดเกิดขึ้น “ก็อย่าได้กระโตกกระตากไปเลย..องครักษ์เจียงพระองค์อาจมีวิธีรับมืออยู่แล้ว ตรัสไปเช่นนั้นอาจเป็นเพียงการลวงใจผู้ใกล้ชิด..หรืออาจเพื่อทดลองใจใครบางคน”
เสียงเขาราบเรียบแต่ในแววตาแฝงด้วยความครุ่นคิดอันลึกซึ้ง “อีกอย่าง..องครักษ์ที่ติดตามเมื่อคืนก็กล่าวไว้ไม่ใช่หรือว่ายังไม่แน่ใจว่าบุรุษผู้นั้นคือเฉียนอ๋องจริงๆ หรือไม่?”
ประโยคนั้นทำให้เจียงเจียเงียบไปชั่วครู่ความคิดของเขากลับไปสู่ช่วงเมื่อคืนที่พวกพ้องของเขามารายการสถานการณ์หลังจากหลี่ผินออกทางประตูอุดร ท่ามกลางความมืดสลัวรถม้าที่นางโดยสารหลบหนีออกไปจากประตูวังได้ไม่นานรถม้านั้นก็ไปหยุดลงหน้าบ้านเรือนหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ไร้ผู้คนนอกเมือง
เหล่าองครักษ์ลับที่ได้รับคำสั่งติดตามไปเฝ้าอยู่ในความมืดรายงานกลับมาว่ามีสตรีที่ออกมารับหลี่ผินที่หน้าเรือนแลดูสนิทสนมกันนักทั้งเข้าไปภายในบ้านหลังนั้นเป็นเวลานาน จากนั้นก็มีชายหญิงอีกคู่ที่กลับมาถึงหนึ่งในนั้นผู้ที่เป็นบุรุษ เขาคือคุณชายหานและเป็นสหายสนิทของเฉียนอ๋ององครักษ์เห็นชัดเจนจึงระบุตัวได้ ส่วนหญิงอีกคนที่มาด้วยกันไม่อาจทราบ
รวมไปถึงมีบุรุษผู้หนึ่งออกมาทางประตูด้านหน้าช่วงที่หลี่ไปถึงหน้าบ้านบุรุษคนนั้นออกมาหน้าบ้านเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายกลับเข้าไป ยากจะระบุตัวตนแต่องครักษ์ลับผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดกล่าวว่า..รูปร่างคล้ายเฉียนอ๋องทั้งลักษณะท่วงท่าและวิธีเดินหากแต่ด้วยความมืดและเวลาสั้นนักจึงไม่อาจยืนยันแน่ชัด
จากนั้นผ่านไปนานนับชั่วยามหลี่ผินก็กลับออกมาขึ้นรถม้าเพื่อกลับวังหลวงโดยมีสตรีสองคนที่เห็นก่อนหน้าเดินมาส่งร่ำลาอยากสนิทสนมส่วนบุรุษทั้งสองจนตอนนี้ก็ยังไม่พบเห็น แต่เพื่อความแน่ใจจึงได้จัดคนไปเฝ้าสอดส่องในบริเวณนั้นต่อ โดยยังมิได้เคลื่อนไหวใดๆรอให้มีเบาะแสเพิ่มขึ้นอีก
เจียงเจียถอนหายใจยาวในอกยังแน่นด้วยความลังเลไม่คลาย “แม้จะยังไม่แน่ชัดแต่ก็ใช่ว่าจะเพิกเฉยได้” เขากล่าวช้าๆ
หลี่ต้ากงพยักหน้ารับ“ถูกแล้ว แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมดหากเจ้าเร่งรัดกล่าวหานางโดยไร้หลักฐานเพียงเพราะความคล้ายคลึงของเงาร่างผู้หนึ่งที่พบบนถนนยามวิกาล เกรงว่า..จะกลายเป็นลมกระทบหญ้าไหวไล่ล่าเงาจนบั่นทอนต้นไม้เสียเอง”
เจียงเจียชะงักไปนึกตามคำเปรียบของขันทีเฒ่า ใช่แล้ว หากเขาเร่งรัดเดินหมากเกินไปก็อาจเร่งกล่าวโทษคนไปด้วย นายเหนือหัวของตนย่อมมีทางแก้ไขอยู่แล้ว เขามีหน้าที่ใดต้องทำก็ทำไปไม่ควรเอาเรื่องที่ยังไม่รู้แจ่มแจ้งมาตัดสินความจะเกิดบาดหมางใจกับผู้เป็นนายเปล่าๆ หรือไม่อาจกระทบถึงผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องด้วย
หลี่ต้ากงเงียบไปอีกครั้งรอจนอีกฝ่ายคิดได้แล้วจึงเอ่ยด้วยเสียงเบาแต่มั่นคง“บางครั้งความจริงต้องรอเวลาไม่ใช่เพียงตาจึงจะแลเห็น ต้องใช้ใจด้วยจึงจะเข้าใจ”
...
เมื่อเสียงฝีเท้าของเจียงเจียห่างออกไปจนกลืนหายกับความเงียบงันหน้าตำหนักเงาร่างสูงใหญ่นิ่งสงบที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทรงงานก็ยังคงแน่นิ่งเฉกเช่นเดิมไม่นานเสียงก้าวเท้าแผ่วเบาดังขึ้นอีกคราร่างผอมสูงของขันทีเฒ่าก้าวผ่านประตูบานงามเข้ามาในห้องทรงงานด้วยท่วงท่าสงบใบหน้าเรียวยาวมีรอยย่น ดวงตาเรียวเล็กทอดลงต่ำอย่างนอบน้อมทว่ายังมีประกายเฉียบคมซ่อนอยู่ในความชรา
ยังไม่ทันได้ยอบกายถวายคำนับเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นก่อนราวกับเจ้าของห้องรับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าผู้ใดจะก้าวเข้ามา “เมื่อครู่เจียงเจียเรียกเจ้าคุยใช่หรือไม่?”
คำถามเอ่ยออกอย่างราบเรียบไม่มีโทสะ ไม่มีความร้อนรน ทว่าแววตาที่เงยขึ้นมองกลับฉายแววรู้เท่าทันและลึกซึ้งนักจนยากจะปิดบังสิ่งใดได้
หลี่ต้ากงยิ้มเล็กน้อยพลางยอบกายถวายคำนับแล้วเดินไปหยุดยืนด้านข้างโต๊ะเว้นระยะเหมาะสม“กระหม่อมยอมรับแต่โดยดีว่าองครักษ์เจียงเรียกไปพูดคุยจริงพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบคล้ายสายธารในยามนิ่งสงบ“แต่มิใช่การชักชวนว่าต้องคิดเช่นเขากระหม่อมเพียงคลี่คลายความคิดให้เขาไปแล้ว”
คำกล่าวของขันทีเฒ่าทำให้มุมปากของบุรุษผู้นั่งอยู่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อยสายตาคมใต้คิ้วดกมองเขาอย่างนิ่งเงียบ
หลี่ต้ากงยังคงกล่าวต่อ“คนหนุ่มเช่นองครักษ์เจียงภักดีโดยแท้แต่ยังอ่อนประสบการณ์ มองฟ้ากว้างก็ยังเห็นเพียงท้องฟ้าตรงหน้ามิอาจเห็นหมอกบางที่ล่องลอยใกล้พื้น เขาไม่รู้เรื่องราวแท้จริงของเฉียนอ๋องต่อพระองค์จึงครุ่นคิดแทนพระองค์จนเกินควร หากล่วงเกินสิ่งใดขอพระองค์อย่าได้ถือโทษเขาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
โม่เหวินหานทอดสายตามองเขาเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ มือข้างหนึ่งเลื่อนไปแตะม้วนฎีกาที่วางอยู่เตรียมจะเปิดออกอ่าน “เจ้าพูดถูกแล้ว” คำตอบสั้นๆแต่แฝงด้วยความหมายลึกซึ้ง สะท้อนถึงความไว้วางใจระหว่างผู้ปกครองและผู้เคียงข้างที่สั่งสมมายาวนาน
หลี่ต้ากงยิ้มเล็กน้อยรอยย่นข้างแก้มลึกขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนคลายกลับเป็นความสงบอีกครั้งเขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ “แม้องครักษ์เจียงจะคิดมากไปแต่ฝ่าบาท..เรื่องนี้ก็ยังน่าสงสัยอยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ“เฉียนอ๋องรู้จักกับหลี่ผินได้อย่างไร?”
ประโยคนั้นเหมือนเส้นด้ายที่ผูกปมความเงียบในห้องอีกครั้งโม่เหวินหานยืดหลังตรงแล้วเอนกายช้าๆ กับพนักเก้าอี้ทอดสายตาขึ้นไปยังเพดานไม้แกะลายเหนือศีรษะ เสียงของเขาเมื่อเปล่งออก กลับลึกและต่ำกว่าปกติเล็กน้อยประหนึ่งว่าคำที่กล่าวมานั้นถูกเคี่ยวกรำในใจมานาน
“ไม่ใช่เฉียนอ๋องที่รู้จักหลี่ผินแต่เป็น ‘สตรีที่อยู่กับเฉียนอ๋อง’ ต่างหากที่รู้จักนาง” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างไร้อารมณ์ดวงตานิ่งสงบหากแต่แฝงเงาเย็นลึก “และการที่เฉียนอ๋องปรากฏตัวครั้งนี้มิใช่เพราะความบังเอิญ เขาเฉลียวฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องนี้เขาต้องการ ‘ทำบางสิ่ง’ แน่นอน”
ห้องทรงงานตกอยู่ในความเงียบอีกคราเสียงนาฬิกาน้ำกระทบถ้วยทองเล็กดังแผ่วๆ จากห้องด้านข้างดังคล้ายเสียงเวลาไหลผ่านในห้วงคิดของโม่เหวินหาน ภาพเหตุการณ์บางอย่างฉายชัดขึ้นมาในความคิดตามคำบอกเล่าสตรีสองนางที่ออกจากบ้านเรือนหลังนั้นได้มีความสนิทสนมกับหลี่ผินแม้จะเพียงจากคำบอกเล่าตามรายงานที่รับมอบหมายแต่ก็พอจะต่อภาพได้ทั้งหมด
สตรีทั้งสองต้องเป็นคนของเผ่าซาเฟิงไม่อาจเป็นใครอื่น และหนึ่งในสองนั้น ต้องเป็นหลี่เสวี่ยตัวจริงประจวบเหมาะกับเวลานี้ที่นางหายตัวไปจากเผ่าซาเฟิงด้วยแล้ว เขาแน่ใจในความคิดของตนไม่เช่นนั้นหลิวชิงเซียงจะไม่มีวันยอมเสี่ยงออกจากวังหลวงและกลับมาเพื่อรับหน้าปกป้องหลี่เสวี่ยตัวจริง
ยิ่งแล้วใหญ่คือ..เฉียนอ๋องที่รู้แน่ชัดว่าหลิวชิงเซียงไม่ใช่ตัวจริงสิ่งที่เขาหวั่นก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาคว้าตัวหมากช้าไปเพียงหนึ่งตาผู้ใดก็ตามที่รู้ความลับของการสลับตัว ย่อมสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
สิ่งเดียวที่ยังคลุมเครือสำหรับเขาคือพวกนางคิดจะทำสิ่งใดต่อจากนี้กันแน่จะเกี่ยวกับเผ่าซาเฟิงและเฉียนอ๋อง หรือทั้งหมดที่กล่าวมาจะพุ่งมาที่ตัวเขาและแผ่นดินจินหยางเฉียนอ๋องที่เขารู้จักเฉลียวฉลาดแต่ไม่ใช่คนมักใหญ่ใฝ่สูงถ้าแผ่นดินไม่ได้ตกทุกข์ได้ยาก ทรราชครองเมืองเขาไม่ใช่ผู้ที่คิดจะล่มบัลลังก์
หากเจ้าเป็นผู้ผดุงคุณธรรมอยากช่วยให้สองสหายรักให้พวกนางเพียงได้พบเจอกันก็เรายอมรับได้แต่ถ้าจะพาหลิวชิงเซียงไปเราไม่อาจยอม
----------------------------------------------
พี่เชื่อใจเธอที่สุด อะไรก็ยอมเธอ ยกเว้นเธอห้ามไปจากเรา
/// เขินเองอะทุกค๊นนนน มาถึงเกือบห้าสิบตอนแล้ว ขอฟีดแบคติชมให้เชิงๆ หน่อยได้ไหมคะ? รักรีดมากๆ ฝากกดไลค์คอมเมนท์ให้กันหน่อยน้า นข.ขอกินกำลังใจเป็นอาหารได้ไหมคะ////