ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 พรสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลง

            เล่มที่2 บทที่51พรสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลง

            การต่อสู้ของคนทั้งสองไม่ใช่ระดับที่ศิษย์ทั่วไปจะทัดเทียมได้

            บัดนี้บนแท่นประลองมีกลิ่นอายของความน่าสะพรึงกลัวปรากฏอยู่ทั่วพลังปราณอันกล้าแกร่งระเบิดออกมาจนเกิดเป็นพายุขึ้นท่ามกลางคนทั้งสอง

            เย่เชียนตี้คำราม พลังจิตทั้งร่างพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดจนเกิดเป็นพลังฝ่ามืออันน่าสะพรึงกลัวเขาซัดมันออกไปอย่างรุนแรง ทว่าพริบตาเดียว มันก็ถูกทำลายจนแตกสลาย เย่เชียนจ้านที่อยู่เบื้องหน้าแค่นหัวเราะพร้อมกับยกสองมือขึ้นกลางอากาศก่อนจะระเบิดลำแสงอันเจิดจ้าออกมา

            “ฝ่ามือหิมะหรือ!?” บางคนที่ดูอยู่ถึงกับเบิกตาโต อดที่จะอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนกไม่ได้

            ฝ่ามือหิมะเป็นเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินขั้นกลางมีพลังแข็งแกร่งและน่ากลัว พลังที่โจมตีออกมาก็รุนแรงในระดับที่น่าเหลือเชื่อสำหรับคนส่วนมาก แม้จะในความฝันก็ยังยากที่จะได้ครอบครองเคล็ดวิชาเช่นนี้

            ในตำหนักนภาปราณยุทธ มีศิษย์เพียงน้อยนิดเท่านั้นที่มีสิทธิครอบครองเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินขั้นกลางเป็นเหตุผลให้ศิษย์ที่ดูอยู่พากันตกตะลึงและต้องรู้สึกอิจฉา แน่นอนว่าในสำนักสามารถแลกเคล็ดวิชาระดับดินนี้ได้แต่ไม่รู้ว่าจะต้องสะสมค่าผลงานมากมายเท่าไรกัน

            พลังที่มองไม่เห็นระเบิดออกมาก่อนจะพุ่งเข้าใส่เย่เชียนตี้อย่างดุดันคล้ายกับจะทำลายทุกอย่างให้พินาศ

            เมื่อตกอยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้แล้วกลิ่นอายพลังของเย่เชียนตี้พลันปั่นป่วนขึ้นมา เขาถอยหลังออกไปไม่หยุดอย่างไม่อาจต้านทานได้

            ทว่าจู่ๆ ร่างกายของเย่เชียนตี้พลันเกิดลวดลายบางอย่างขึ้นบัดนี้ร่างจักรพรรดิราชันของเขาได้ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาแล้ว ทำให้จิตวิญญาณของการต่อสู้พุ่งสูงจนน่าตกใจ

            “ไร้ประโยชน์ ความแตกต่างของเจ้ากับข้ามีแต่จะมากขึ้นเท่านั้น!”เย่เชียนจ้านแค่นหัวเราะ

            พริบตาถัดมา ลำแสงสีแดงอ่อนสายหนึ่งได้โอบล้อมเย่เชียนจ้านเอาไว้จากนั้นร่างเทพสงครามก็ระเบิดพลังอันกล้าแกร่งและดุดันออกมา เขาซัดฝ่ามือหิมะตามออกไปพร้อมกับชักนำพลังห้วงมิติรอบข้างอัดใส่เย่เชียนตี้จนกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร

            ชั่วขณะที่เย่เชียนตี้ลอยออกไปเย่เชียนจ้านก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าพร้อมกับประนมทั้งสองมือเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดเป็นลูกไฟสีฟ้าครามอันเย็นเยียบจากนั้นเขาก็ซัดมันใส่เย่เชียนตี้อย่างรุนแรง

            “รีบยอมแพ้เร็ว!”

            จั่วเฉินที่อยู่นอกแท่นประลองอดที่จะตะโกนออกมาไม่ได้ทว่าตอนนี้รอบข้างนั้นเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ เย่เชียนตี้จึงไม่อาจได้ยินได้

            ตู้ม!

            ลูกไฟอัดกระแทกใส่ร่างเย่เชียนตี้ทันใดนั้นมันก็ระเบิดกระแสความเย็นที่รุนแรงออกมา เพียงพริบตาก็แช่แข็งเย่เชียนตี้จนตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บจากภายนอกสามารถมองเห็นได้ว่าทั่วผิวกายของเขามีชั้นน้ำแข็งบางๆ ปรากฏขึ้น และมันก็กำลังกระจายตัวปกคลุมไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว

            “สวรรค์ แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”

            “ร่ำลือกันว่าหากฝึกเคล็ดวิชาฝ่ามือหิมะจนถึงระดับสูงสุดจะสามารถแช่แข็งร่างและเลือดของคู่ต่อสู้จนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งได้ในพริบตาจากนั้นก็สามารถซัดทำลายให้แตกสลายไปได้ในทีเดียว”

            “ระดับพลังต่างกันเกิดไป!เย่เชียนจ้านมีพลังระดับเรียกวิญญาณขั้นสี่แล้วทว่าเย่เชียนตี้เพิ่งจะพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณขั้นหนึ่งเท่านั้น แถมเขาเพิ่งผ่านการต่อสู้มาร้อยกว่ายกสูญเสียพลังไปมาก แม้ร่างจักรพรรดิราชันจะสามารถฟื้นฟูพลังได้ยอดเยี่ยมแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะเย่เชียนจ้านได้!”

            คนมากมายเริ่มถกเถียงกัน พวกเขาต่างก็รู้สึกเสียดายแทนเย่เชียนตี้แต่ทุกอย่างก็ชี้ชัดให้เห็นถึงผลแพ้ชนะแล้ว

            ทว่าเย่เชียนจ้านดูเหมือนจะยังไม่ยอมรามือดวงตาทั้งสองปรากฏไอสังหารเย็นเยียบ เขายกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้ายก่อนจะค่อยๆยกฝ่ามือขวาขึ้น

            ที่กลางฝ่ามือ พลังปราณกำลังรวมตัวกัน พร้อมกับมีกระแสเย็นเยียบเสียดกระดูกแผ่ออกมาไม่หยุด

            เห็นดังนั้นแล้วจั่วเฉินก็อดที่จะสูดลมหายใจไม่ได้เย่เชียนจ้านผู้นี้คิดจะเอาถึงตาย แม้ในการประลองจะมีกฎว่าห้ามทำร้ายกันถึงชีวิตทว่าหากเป็นการทำลายคนๆ หนึ่งให้พิการแทนเล่า? ต่อให้ทางสำนักจะอยากเอาผิดก็ไม่มีข้ออ้างที่สามารถลงโทษได้

            ขณะนี้เย่เชียนตี้หมดสติไปแล้วหากรับการโจมตีนี้เข้าไป เกรงว่ารากฐานจะต้องถูกทำลายจนไม่อาจฝึกฝนและพัฒนาต่อได้อีกแน่

            จั่วเฉินพุ่งตัวไปทางแท่นประลองอย่างรวดเร็วหมายจะช่วยเย่เชียนตี้ทว่าตอนนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนก็ดังขึ้นเหนือแท่นประลอง

            “หยุดเดี๋ยวนี้!”

            เย่เชียนจ้านชะงักพร้อมกับเก็บพลังปราณกลับคืนเขาเหลือบมองเย่เชียนตี้อย่างเสียดายและพึมพำออกมา

            “ถือว่าเจ้าโชคดีไปทว่าครั้งหน้าย่อมไม่โชคดีเช่นนี้แน่ ขอแค่เจ้ายังอยู่ที่นี่ ไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องสังหารเจ้าให้ได้”

            ผู้ที่เอ่ยปากเมื่อครู่คือผู้อาวุโสทั้งสองที่มีสถานะสูงส่งในสำนักเมื่อคนเช่นนี้เป็นคนพูด เย่เชียนจ้านก็ไม่กล้าขัด

            จั่วเฉินเห็นดังนั้นก็ผ่อนลมหายใจออกมาศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นในสำนักมักจะถูกผู้อาวุโสระดับสูงหมายตาและรับเป็นศิษย์เอกดูท่าแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสองนี้คงจะสนใจเย่เชียนตี้จึงยื่นมือเข้ามาช่วย

            จั่วเฉินก้าวขึ้นไปบนแท่นประลองก่อนจะพยุงเย่เชียนตี้ขึ้นมาพอเห็นเย่เชียนตี้ขมวดคิ้วแน่นด้วยความเจ็บปวด อีกทั้งยังมีเลือดไหลออกมาท่วมตัว โทสะขุมหนึ่งก็พลันถาโถมขึ้นในใจ

            “อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก ไม่เช่นนั้นเจ้าจะมีจุดจบที่อนาถกว่าเขาแน่”จั่วเฉินมองเย่เชียนจ้านพร้อมเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา ก่อนจะพาเย่เชียนตี้ลงจากแท่นประลอง

            เย่เชียนจ้านที่อยู่บนแท่นประลองยิ้มหยันพลางเอ่ยกับแผ่นหลังของจั่วเฉิน

             “เจ้าน่ะหรือ? ช่างไม่เจียมตัวนักคิดว่าเป็นที่หนึ่งของตารางอันดับเขียวแล้วจะไม่เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตาหรืออย่างไรในตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้เจ้าไม่นับเป็นตัวอะไรทั้งนั้น ตารางอันดับเขียวมันก็แค่ที่สำหรับศิษย์ที่ไม่ได้เรื่องเท่านั้น”

            ...

            ร่างจักรพรรดิราชันฟื้นฟูพลังได้ยอดเยี่ยมหลังจากกลับมาได้ไม่นาน เย่เชียนตี้ก็สะลืมสะลือฟื้นขึ้นมา เขากำหมัดแน่น เหลือบมองจั่วเฉินครู่หนึ่งด้วยความซาบซึ้งใจจากนั้นก็เริ่มโคจรเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตเพื่อปรับสมดุลพลังในตัว

            “เจ้าตั้งใจฝึกฝนไปเถอะศิษย์สายในมีมากมาย การประลองคงจะมีต่ออีกหลายวัน หากสามารถฟื้นตัวได้ก่อนงานจบเจ้าก็ยังมีโอกาสประลองอีก” จั่วเฉินเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดต่อ

            “ไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะไว้ชีวิตเย่เชียนจ้านให้ วันหน้าเจ้าจะได้มีโอกาสชนะเขาด้วยตัวเอง”

            “หือ?”เย่เชียนตี้ได้ยินก็ลืมตาขึ้นทันที เขามองจั่วเฉินด้วยความประหลาดใจพร้อมกับถามออกมา“เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ”

            “ไม่มีอะไร” จั่วเฉินยิ้มน้อยๆก่อนจะเริ่มฝึกฝนเช่นกัน

            ในการประลองตารางอันดับเขียวที่ผ่านมา หลังจากผ่านการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับหลินซวงเทียนพลังปราณของจั่วเฉินก็มั่นคงยิ่งขึ้น เขารู้สึกว่าหากได้ประลองต่อ ตัวเองจะต้องพัฒนาระดับพลังได้ในระหว่างการต่อสู้แน่คิดไม่ถึงว่าหลินซวงเทียนที่ดูไม่ธรรมดาผู้นั้น แท้จริงแล้วกลับไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยเริ่มการประลองได้ครู่เดียวก็พ่ายแพ้ไปเสียแล้ว

            หลังจากเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนจั่วเฉินก็เริ่มโคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนี ขณะเดียวกันก็ชักนำหินหยกในตัวไปด้วย ทำให้เลือดลมในร่างไหลเวียนได้เร็วขึ้นกว่าสิบเท่า

            ไม่นาน กลิ่นอายพลังทั้งตัวก็พุ่งสู่จุดสูงสุดพร้อมกับพลังห้วงมิติรอบข้างที่ถูกชักนำจนพากันหลั่งไหลเข้ามา ก่อนที่มันจะแปรสภาพเป็นพลังปราณอันเข้มข้นบริสุทธิ์

            ร่างกายของจั่วเฉินเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดห้าตราปราณโบราณในร่างก็ถูกกระตุ้นไปด้วย ขณะนี้มันกำลังสูบเอาพลังห้วงมิติเข้าสู่ร่างกายก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณอันบริสุทธิ์และหลั่งไหลออกมาเป็นสาย

            วงเวียนเช่นนี้ดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบจั่วเฉินรู้สึกว่าพลังต้นกำเนิดในร่างกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกตะลึง และมันก็ยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆนอกจากนี้ จุดหนึ่งในห้าตราปราณโบราณที่อยู่ลึกที่สุดของร่างกายก็พลอยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

            ครืน!

            จู่ๆ ร่างกายของจั่วเฉินก็สั่นสะท้าน พลังปราณในตัวระเบิดออกมาอย่างรุนแรงก่อนจะไหลเวียนไปทั่วจุดชีพจรใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับม้าป่าพยศที่วิ่งทะยานไม่นานก็ไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างจนครบหนึ่งรอบ

            บัดนี้ พลังของเขาพัฒนาจนกล้าแกร่งกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่าจั่วเฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะพึมพำออกมาเสียงเบา

            “พัฒนาระดับแล้วหรือ...”

            ระดับหลอมรวมขั้นแปด!

            หลังจบการประลองตารางอันดับเขียว จั่วเฉินก็รู้สึกได้ว่าระดับพลังของเขากำลังจะพัฒนาวันนี้เขาจึงตั้งใจฝึกฝนเต็มที่ ซึ่งผลที่ได้ก็เป็นไปตามคาด เขาพัฒนาระดับพลังได้อีกขั้นแล้ว

            ทว่าหลังจากที่พลังปราณพัฒนาขึ้นแล้วความเปลี่ยนแปลงของร่างกายกลับไม่ได้หยุดลงในทันที นั่นทำให้จั่วเฉินรู้สึกประหลาดใจ

            ครู่หนึ่งหลังจากที่พลังปราณไหลปราดไปทั่วร่างลำแสงสีขาวเหลือบเงินพลันปรากฏขึ้นที่ส่วนลึกของร่างกาย จากนั้นมันก็สว่างขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายก็เรืองรองออกมาผ่านผิวกาย

            “ในที่สุด... ก็จะเผยออกมาแล้วหรือ” จั่วเฉินเสียงสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น

            ระหว่างนั้นเย่เชียนตี้ที่นั่งฝึกฝนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ต้องลืมตาขึ้นมามอง เนื่องจากเขารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้และทันทีที่ได้เห็นจั่วเฉิน เขาก็ต้องตกตะลึง

            นี่มันอะไรกัน!?

            ลำแสงสีขาวเหลือบเงินหกสายลอยอยู่เหนือหัวจั่วเฉินขึ้นไปสามฉื่อพร้อมกับมีพลังปราณอันเข้มข้นและกลิ่นอายลี้ลับกระจายออกมา จั่วเฉินในตอนนี้คล้ายกับกำลังมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างทำให้พลังจิตในตัวพุ่งแตะระดับสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            “ปลุกพลังหรือ เป็นไปได้อย่างไร!”เย่เชียนตี้ตะลึง

            ด้วยพรสวรรค์ของเย่เชียนตี้ ที่ผ่านมาจึงมีไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่เขารู้สึกตกตะลึงเช่นนี้ทว่าหลังจากได้รู้จักกับจั่วเฉิน ทุกการเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่ายก็แทบจะเปลี่ยนความคิดเดิมของเขาไปตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ตรงหน้านี้ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่ปลุกพลังครั้งแรกเท่านั้น

            ในขั้นตอนการปลุกพลังของผู้ฝึกยุทธพลังปราณทุกคนจะมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ทว่าในยามปกติ มันจะเกิดขึ้นที่ส่วนลึกของร่างกายเท่านั้นไม่มีทางเผยออกมานอกร่างกายเช่นนี้

            ทว่าในตอนนี้ เหนือศีรษะของจั่วเฉินกลับมีลำแสงสีขาวเงินหกสายปรากฏขึ้นซึ่งมันก็คือตราปราณโบราณของจั่วเฉินนั่นเอง เย่เชียนตี้จำได้ว่าจั่วเฉินมีเพียงห้าตราปราณโบราณเท่านั้นไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่อีกฝ่ายมีตราที่หกนี้ด้วย

            หรือเขาจะมีร่างเซียนดาราแบบน่าหลันเสวี่ยอู๋จึงสามารถปลุกตราปราณโบราณขึ้นได้อีกในภายหลัง?

            ผ่านไปหนึ่งเค่อจั่วเฉินก็ถอนตัวออกจากการฝึกฝน และได้เห็นใบหน้าตกตะลึงของเย่เชียนตี้เข้าพอดี

            “ข้ามองไม่ผิดใช่หรือไม่ เรื่องของเจ้าเป็นมายังไงกันแน่ทำไมถึงมีหกตราปราณโบราณได้เล่า!?” เย่เชียนตี้ถามอย่างตื่นตระหนก

            “มีอะไรน่าตกใจกัน ก็แค่หกตราปราณโบราณ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าพรสวรรค์ในอดีตของข้าเหนือกว่าเจ้าเยอะตอนนี้พวกมันแค่ค่อยๆ ฟื้นกลับคืนมาเท่านั้น”

            จั่วเฉินว่าอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเบนสายตาไปยังท้องฟ้าด้านนอกที่ไม่รู้ว่าเริ่มมืดลงและประดับไปด้วยดวงดาวตั้งแต่เมื่อไร

            จั่วเฉินกำหมัดแน่น

            “จั่วเชียนชิว เห็นแล้วหรือไม่ ข้าคุณชายฟื้นขึ้นมาอีกตราแล้วเจ้าจงรอให้ดีเถอะ อีกไม่นาน ข้าจะไปทำลายเจ้าเอง...”