สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 168 ซุ่มซ่ามจริง ๆ

        หลี่ชางหลี่พูด“ของชิ้นนี้มีความเป็นมาอย่างไรข้าไม่รู้ นั่นเป็นโลกของผู้ฝึกพลังวัตรซึ่งแตกต่างกับโลกของข้ามากในเมื่อพวกเราก็เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว อย่างนั้นเริ่มตอนนี้เลยดีหรือไม่?”

 

        อันเจิงขานรับ “พวกเจ้าไปเถอะข้านั่งดื่มชารอที่นี่แหละ”

 

        หลี่ชางหลี่อมยิ้มแล้วพูด“เพื่อความปลอดภัย คนของข้าก็ต้องเข้าไปด้วย”

 

        อันเจิงโบกมือลวก ๆ “แล้วแต่เจ้า”

 

        แน่นอนว่าหลี่ชางหลี่ไม่อาจเชื่อพวกเขาได้อย่างสนิทใจฉะนั้นก่อนจะออกมาจึงเรียกองครักษ์มาด้วยสองคนผู้อาวุโสสวมชุดดำทั้งสองมีพลังที่แข็งแกร่งมาก อันเจิงเดาว่าอย่างน้อย ๆทั้งสองต้องมีพลังในขอบเขตสุมารุขั้นสูงสุดแล้ว และเป็นไปได้ว่าอาจเข้าสู่ขอบเขตกิเลสมารแล้วด้วย

 

        หากว่าด้วยพลังของผู้ฝึกพลังวัตรความจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มีด้วยกันเพียงสองครั้งครั้งแรกก็คือการเปลี่ยนแปลงพลังจากขอบเขตสุมารุไปยังขอบเขตกิเลสมารครั้งที่สองก็คือการเปลี่ยนแปลงพลังจากขอบเขตกิเลสมารเข้าสู่ขอบเขตจุลภาค

 

        ที่อันเจิงไม่รีบร้อนนั่นก็เพราะเขามีแผนการหมดแล้ว ถึงแม้ว่าแผนการนี้จะดูเถื่อนดิบไปหน่อยและแน่นอนว่าเขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้อาวุโสชุดเทาที่มีพลังในขอบเขตกิเลสมารนั่นแต่เขารู้ว่าครั้งนี้ตัวเองต้องทำสำเร็จแน่เพราะตั้งแต่เกิดมาครั้งนี้เขามีโชคที่ดีมาก ๆ และที่สำคัญก็คือบนร่างเขายังมีอาวุธระดับสีม่วงอีกหลายชิ้น

 

        เมื่อรอหลี่ชางหลี่ออกไปแล้ว อันเจิงจึงหันไปโบกมือกับเสี่ยวโยว“เจ้ามานี่”

 

        เสี่ยวโยวขานรับ นางมองชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่ที่เดินออกไปอย่างอิจฉาเล็กน้อยจากนั้นก็นั่งลงข้างอันเจิง “ในที่สุดคุณชายก็มีเวลามาสนใจข้าเสียที”

 

        อันเจิงหัวเราะเชิงเขินอายจากนั้นก็ใช้นิ้วมือมาเสยคางเสี่ยวโยวขึ้น “นี่ก็เพื่อให้เจ้าชื่นชอบอย่างไรเล่าเมื่อครู่ข้าเพิ่งได้ของดีมา เข้ามานี่...มาดื่มเป็นเพื่อนข้าหน่อย”

 

       มืออีกข้างของเขาหยิบยาบางอย่างที่มีขนาดเล็กออกมา จากนั้นก็ใส่ลงในจอกเหล้าเพียงชั่วพริบตาก็ละลายแล้ว เขายื่นเหล้าจอกนั้นให้เสี่ยวโยวส่วนเสี่ยวโยวก็ไม่ได้สงสัย นางรับจอกเหล้ามาแล้วดื่มอย่างว่าง่าย

 

        หลี่ชางหลี่พากู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีเดินขึ้นชั้นสามตรงหน้าบันไดมีผู้อาวุโสสวมชุดเทายืนเฝ้าอยู่หนึ่งคนส่วนองครักษ์อีกคนก็เดินตามหลี่ชางหลี่ไม่ห่าง

 

        ที่ชั้นสาม ในห้องราวกับตั้งใจเก็บกวาดเป็นพิเศษทั้งกว้างและสะอาด ในห้องมีเตียงหินวางอยู่สองเตียง บนเตียงยังมีเชือกวางอยู่เชือกนี้สามารถรัดแขนขาได้

 

        เตียงนี้ตกแต่งอย่างแปลกประหลาดมากส่วนตรงกลางดูเหมือนจะยุบลงไปเล็กน้อย ด้านในราวกับเป็นของอ่อนนิ่มดูจากลักษณะแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นถุงน้ำอะไรประมาณนี้ กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีมองหน้ากันแวบหนึ่งทั้งสองไม่รู้ว่าทำไมถึงสร้างเตียงที่ประหลาดเช่นนี้ขึ้นมา

 

        “เตียงนี่...เดิมทีจัดเตรียมเพื่อแขกคนพิเศษหรือกรณีพิเศษต่างๆ เท่านั้น”

 

        หลี่ชางหลี่หัวเราะอย่างอธิบายไม่ถูก“เพราะกะทันหันเกินไปจึงยังหาเตียงที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้ทำได้เพียงเก็บกวาดเตียงที่มีอยู่เท่านั้น”

 

        ชวีหลิวซีพยักหน้า “ไม่เป็นไรมัดแขนขาเอาไว้ก็ดีเหมือนกัน เวลาที่ตัวยาชนิดแรงออกฤทธิ์จะได้ไม่ดิ้นคนที่เจ้าพามาคือเขา?”

 

        นางชี้ไปยังผู้ชายที่เพิ่งเดินตามเข้ามาชายร่างใหญ่ด้านหลังราวกับกำลังอึ้งอยู่ ตอนนี้เขาเริ่มมีสีหน้าขาวซีด ดูราวกับเป็นคนที่ซื่อตรงฐานะทางบ้านก็ธรรมดา ส่วนหน้าตาก็ดูทื่อ ๆ ซื่อ ๆ ไม่มีพิษไม่มีภัย

 

        “ไม่ต้องกลัว ข้าจะใช้ยาที่ทำให้เจ้าไร้ความรู้สึกไปชั่วขณะ”

 

        ชวีหลิวซีชี้ไปยังเตียงหิน “ขึ้นไปนอนสิ”

 

        นางเปิดกล่องยาที่อยู่บนโต๊ะด้านข้างจากนั้นก็หยิบเข็มที่ขนาดต่างกันออกมา ชายร่างกำยำยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกกลัว จากเดิมที่นอนบนเตียงก็ลุกขึ้นทันที“ไม่ ข้าไม่ทำแล้ว”

 

       หลี่ชางหลี่หัวเราะด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก “มาถึงตอนนี้แล้วอยากจะกลับใจ? ข้าช่วยทางบ้านเจ้ามามากมายเท่าไหร่แล้วตั้งแต่แรกข้าก็ไม่ได้หลอกเจ้า บอกเจ้าอย่างชัดเจนว่าต้องช่วยข้าทำอะไรตอนนี้เจ้ากลับใจ ไม่คิดว่าทำเกินไปหน่อยหรือ?”

 

        ชายร่างกำยำสนใจเพียงเดินหนี“ข้าไม่ทำแล้ว ของและเงินพวกนั้นที่เจ้าให้ข้า ข้าจะคืนเจ้าทั้งหมด”

 

        หลี่ชางหลี่ยื่นมือชี้ไปยังชายผู้นั้น“จับมันกลับมา หากจับไม่ได้จริง ๆ ฆ่ามันให้ตายแล้วค่อยตอน”

 

        ผู้อาวุโสชุดเทาเริ่มลงมือร่างที่มีกลิ่นอายประหลาดลอยมาอยู่ด้านหลังชายกำยำ จากนั้นก็ยื่นมือคว้าออกไป

 

        ขณะนี้เอง กู่เชียนเยว่ที่แกล้งเป็นหญิงวัยกลางคนก็เริ่มลงมืออย่างกะทันหันนางพุ่งตรงไปยังหลี่ชางหลี่ ฝ่ามือกระตุกหนึ่งครั้งทันใดนั้นก็มีพลังราวกับเชือกพุ่งออกไป

 

        หลี่ชางหลี่มองเชือกเส้นนั้นที่เกือบโดนตัวเขาทันใดนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นทันที “รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกเจ้าผิดปกติ อยากจับข้าแล้วถามว่าอุกกาบาตอยู่ไหนงั้นรึ?”

 

        เขาจับเชือกเอาไว้แววตาก็เปล่งประกายความหนักแน่นออกมา “สิ่งที่พวกเจ้าอยากได้คืออุกกาบาตส่วนสิ่งที่ข้าอยากได้คือให้พวกเจ้าช่วยรักษาข้า พวกเจ้าทนรอไม่ไหว ข้าก็ทนรอไม่ไหวเหมือนกัน”

 

       ในมือเขามีลำแสงสีเขียวอ่อนเปล่งประกายขึ้นจากนั้นก็มีพลังมหาศาลพุ่งออกไปยังเชือกตรงหน้า เพียงครู่เดียวเชือกนั้นก็กลับมาตรงหน้ากู่เชียนเยว่อีกครั้ง ท่ามกลางพลังที่พุ่งมา มีพลังหนักแน่นอย่างที่กู่เชียนเยว่ไม่มีทางต่อต้านได้ขณะนี้ราวกับมือนางถูกมัดรวมกับลำคอตัวเอง และไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัวได้

 

        สีหน้ากู่เชียนเยว่ขาวซีดทันที “เจ้ารีบหนีไป!”

 

        แน่นอนว่าชวีหลิวซีไม่มีทางหนีไปก่อนมีดในมือนางพุ่งตรงไปยังเชือกเส้นนั้น แต่ทว่าเชือกกลับเปล่งลำแสงสีเขียวขึ้น จากนั้นมีดของชวีหลิวซีก็หักทันที

 

        “นางแพศยาทั้งสอง!”

 

        หลี่ชางหลี่พลิกฝ่ามือจากนั้นเชือกที่พุ่งออกไปก็กลายเป็นวงกลมขนาดใหญ่เพียงพริบตาก็จะล้อมร่างของกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีได้แล้ว ภายในมือเขาเชือกเส้นนี้ราวกับกลายเป็นอสรพิษที่มีชีวิต มันมีการเคลื่อนไหวที่น่าพิศวง และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือลำแสงสีเขียวบนเชือกเส้นนั้นทำให้กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีสูญเสียพลังในการต่อต้านอย่างสิ้นเชิง

 

        กู่เชียนเยว่พยายามยกมือขึ้นไปจับสร้อยที่คอของตัวเองแต่ราวกับมือของนางมีหินที่หนักหลายหมื่นชั่งมาถ่วงไว้ นางจึงไม่สามารถยกมือขึ้นได้

 

        และในขณะนี้เอง ด้านนอกก็มีเสียงดังขึ้น

 

        แสงสีทองที่เปล่งประกายมาจากระฆังยักษ์ปกคลุมหอนางโลมนี้ไว้บนตัวระฆังมีอักษรและลวดลายที่แปลกประหลาดระฆังมีขนาดใหญ่เหมือนเทือกเขาที่ทับถมลงมา เพียงชั่วพริบตาก็ปิดตายหอนางโลมสามชั้นหลังนี้อย่างแน่นหนาแล้ว

 

        โครม...หน้าต่างถูกพังเข้ามาจากด้านนอกจากนั้นก็มีเงาดำพุ่งเข้ามาทางด้านหลี่ชางหลี่ ขณะนี้เองผู้อาวุโสชุดเทาที่ลงมือก่อนหน้านี้ก็พุ่งออกไปยังเงาดำเช่นกัน เขายื่นฝ่ามือออกไปหมัดนี้อัดแน่นไปด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดที่มี คลื่นพลังเพิ่งจะซัดออกไปหน้าต่างและกำแพงก็ถูกทำลายจนแตกละเอียด

 

        เงาดำลอยผ่านไป นั่นคือชายสวมชุดดำ

 

        ฝ่ามือหนึ่งพุ่งทะลุพื้นขึ้นมาจากชั้นสองแล้วจับข้อเท้าผู้อาวุโสที่อยู่ชั้นสามเอาไว้จากนั้นก็กระชากลงอย่างแรง ขณะที่ร่างผู้อาวุโสกำลังถูกกระชากก็ได้สติขึ้นมาเขายกขาขึ้น “ผู้ที่มีพลังวัตรอ่อนแอเช่นเจ้า ยังกล้ามาลงมือกับข้าอีกรนหาที่ตายเสียจริง!”

 

        ภายใต้การกระชากในครั้งนี้เดิมทีอันเจิงที่อยู่ชั้นสองมีโอกาสและได้เปรียบมากกว่าแต่ทว่าพลังวัตรที่ต่างกันอย่างมากของทั้งสอง ตอนนี้ร่างอันเจิงจึงถูกกระชากขึ้นมาแทน

 

       จากนั้นผู้อาวุโสก็ยื่นมือออกไปที่คอของอันเจิง “ตายซะเถอะ!”

 

        ไม่ว่าจะลงมือด้วยความเร็วหรือใช้พลังมากเท่าไหร่ก็ตามทว่าความแตกต่างระหว่างอันเจิงและผู้อาวุโสก็ต่างกันมากเกินไปทั้งที่อันเจิงเป็นคนเริ่มลงมือก่อน แต่ตอนนี้เขากลับเป็นคนที่ถูกโจมตีเสียเอง

 

        “ตูม!”

 

        หลังเสียงระเบิดดังขึ้น กระดูกนิ้วมือขนาดเล็กก็พุ่งออกไปด้านหลังของผู้อาวุโสชุดเทาด้วยความเร็วราวกับแสงไฟกะพริบจากนั้นก็พุ่งทะลุกลางหัวใจของผู้อาวุโส กระดูกนิ้วมือพุ่งเข้าไปกลางอกทางด้านหลังของเขาจากนั้นก็พุ่งออกมาด้านหน้า เพียงชั่วพริบตา ที่กลางหน้าอกของผู้อาวุโสท่านนั้นก็กลายเป็นรูใหญ่

 

        อันเจิงพลิกตัวจากนั้นก็ถีบร่างผู้อาวุโสจนกระเด็นออกไป จู่ ๆ ลำแสงสีม่วงในมืออันเจิงก็กะพริบขึ้นจากนั้นก็ตัดขาดเชือกที่อยู่ในมือของหลี่ชางหลี่

 

        ขณะที่เขากำลังจะร่วงลงพื้น เกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นก็ออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตจากนั้นก็ล้อมร่างของหลี่ชางหลี่เอาไว้อย่างแน่นหนา เกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นหดตัวอย่างรวดเร็วบีบร่างของหลี่ชางหลี่จนดูสูงขึ้นไม่น้อย

 

        อันเจิงหันหน้าไปทางชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่“อยู่นานไม่ได้ ต้องไปเสียเดี๋ยวนี้”

 

        ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้นชายร่างใหญ่ที่เดิมทีดูทื่อ ๆ ซื่อ ๆ กลับลงมืออย่างกะทันหัน มีดที่บางราวกับปีกตั๊กแตนก็พุ่งไปยังด้านหลังของอันเจิงก่อนมีดนั้นจะโดนแผ่นหลัง พลังสังหารจากมีดก็ถึงตัวอันเจิงก่อนแล้ว มันฟันแผ่นหลังของอันเจิงจนเสื้อฉีกขาดเกิดเป็นรอยแผลยาวหลายสิบเซนติเมตร

 

        ขณะนี้ กู่เชียนเยว่ยังไม่ทันควบคุมกระดูกนิ้วมือให้ไปช่วยอันเจิงส่วนเกล็ดมัจฉาทั้งสี่ของอันเจิงก็ใช้จับตัวหลี่ชางหลี่ไปแล้วเพียงไม่ถึงหนึ่งวินาที มีดที่บางเหมือนปีกตั๊กแตนก็สามารถผ่าร่างอันเจิงเป็นสองส่วนแล้วนี่เป็นอาวุธที่มีพลังสูงจนน่าหวาดกลัว

 

        ตอนที่ชายร่างใหญ่เริ่มลงมือ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันทีเขาไม่ใช่คนที่ดูใสซื่อคนเดิมอีกแล้ว

 

        หากตัดสินจากการลงมือพลังของคนคนนี้มากกว่าผู้อาวุโสชุดเทาเสียอีก แต่อันเจิงและพวกไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเป็นยอดฝีมืออีกทั้งยังเป็นคนที่หลี่ชางหลี่เตรียมไว้ก่อนแล้วด้วย ด้านนอกมีผู้อาวุโสชุดยาวที่มีพลังในขอบเขตกิเลสมารที่ไม่ได้พุ่งเข้ามาฉะนั้นดูท่าแล้วครั้งนี้อันเจิงคงต้องพ่ายแพ้แน่

 

        และในตอนนั้นเองดาบเล่มเล็กที่อยู่ในระดับสีม่วงก็ลอยออกมาจากมือของอันเจิง แสงสีม่วงกะพริบขึ้น จากนั้นดาบเล่มเล็กก็พุ่งออกมาจากลำแสงสีม่วงทันที

 

       ไม่มีใครรู้ได้ว่าดาบเล่มเล็กนี้มีพลังมากเท่าไหร่และไม่มีใครสามารถเปรียบเปรยพลังดาบนี้ได้ดาบเล่มเล็กนี้ไม่เพียงแต่กุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าแต่พลังดาบยังมีความเจ็บปวดเจือปนอยู่ด้วย เพราะมันมีกลิ่นอายของความเจ็บปวดทรมานของเจ้าของคนเก่าผู้ที่รับรู้ถึงพลังดาบนี้จึงต้องมีความรู้สึกทรมานและเจ็บปวดอย่างควบคุมไม่ได้

 

        แต่ถึงกระนั้นชายร่างใหญ่ก็ไม่มีเวลามารู้สึกถึงความเจ็บปวดเหล่านี้

 

        ดาบเล่มเล็กพุ่งออกไปชนมีดที่เหมือนปีกตั๊กแตนจนกระเด็นจากนั้นพลังดาบก็ปลิวออกไปราวกับมังกร ดาบเล่มเล็กตัดขาดร่างชายกำยำออกทันทีจากนั้นก็ผ่าร่างของผู้อาวุโสชุดยาวที่กำลังพุ่งเข้ามาจากด้านนอกกระดิ่งแก้วที่ปกคลุมหอนางโลมถูกกระแทกจนแตกออกเป็นรอยเล็ก ๆ ดาบเล่มเล็กพุ่งทะลุกระดิ่งแก้วออกไปจากนั้นก็ลอยออกไปยังทิศใต้

 

        ห่างไปห้ากิโลเมตรดาบเล่มเล็กพุ่งทำลายหอที่สูงตระหง่านจนพังทลาย จากนั้นมันก็ลอยต่อไปทางใต้

 

        ห่างไปเก้ากิโลเมตร ดาบเล่มเล็กพุ่งออกไปตัดยอดเทือกเขานอกเมืองฟางกู้จนขาดหลังจากนั้น ดาบเล่มนี้ก็หายไปทันที

 

        หลังพลังดาบนี้หลุดออกไป ทั่วเมืองฟางกู้ก็วุ่นวายขึ้นทันทีผู้ฝึกพลังวัตรต่างล้อมเข้ามาจากทั่วสารทิศรวมไปถึงยอดฝีมือจำนวนมากก็พุ่งมายังทิศทางของดาบเล่มนั้น

 

        อันเจิงไม่กล้ารีรออีก เขาเก็บเกล็ดมัจฉาที่ล้อมตัวหลี่ชางหลี่เข้าสร้อยลูกประคำโลหิตจากนั้นก็เก็บกระดิ่งแก้ว กระดิ่งแก้วเปลี่ยนกลับมาเป็นสีเดิมก่อนหน้านี้กระดิ่งแก้วราวกับระฆังลูกยักษ์ที่มีสีทอง ฉะนั้นต่อให้จะมีคนเห็น ก็ไม่สงสัยว่านั่นคือกระดิ่งแก้วของอันเจิงอย่างแน่นอน

 

        อันเจิงและคนอื่น ๆ รีบวิ่งลงชั้นล่างอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ไปหาจงจิ่วเกอที่มายืนรอเพื่อจากไปพร้อมกัน

 

        ที่ชั้นสองในหอนางโลม หญิงสาวที่ชื่อเสี่ยวโยวนั่งยกจอกเหล้าแล้วยิ้มอยู่คนเดียวขณะนี้รอบด้านถูกทำลายจนหมดแล้ว แต่นางกลับไม่รับรู้เลยสักนิด นางยังคงถือจอกเหล้าแล้วพูด“คุณชายแต่งกลอนได้น่าฟังยิ่งนัก หลายวันก่อนข้าก็นึกกลอนนี้ได้เช่นกันนึกไม่ถึงเลยว่าจะเหมือนกลอนที่คุณชายแต่งไม่มีผิด นี่แหละที่เรียกว่าบุพเพสันนิวาส”

 

        ในภาพนิมิตอันเจิงยังนั่งแต่งกลอนอยู่ข้างกาย แต่กลอนนั้นก็คือกลอนที่นางแต่งขึ้นมาเอง

 

        อันเจิงและพวกรีบจากไปอย่างรวดเร็วพวกเขาเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับผู้คนมากมายกลางถนนจากนั้นก็สวมชุดที่จงจิ่วเกอเตรียมไว้ให้แล้วเร่งฝีเท้าจากไป

 

        ขณะนี้เหล่ายอดฝีมือต่างก็มาถึงกันแล้วหลังจากการลอบโจมตีจากชาวโยวที่ตำหนักวิหารสวรรค์นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ดูวุ่นวายไม่แพ้กัน

 

        ห่างออกไปจากจวินเยว่โหลวสิบห้ากิโลเมตรเฉินเซ่าป๋ายถือร่มกระดาษสีดำในมือแล้วมองอันเจิงและพวกที่กำลังเดินจากไปจากนั้นที่มุมปากเขาก็กระตุกยิ้ม “ซุ่มซ่ามจริง ๆ...โง่เง่าที่สุด”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน