จางเจี้ยนที่วิ่งตามมาแทบขาพันกันหอบหายใจราวกับวัวแก่ เอ่ยตะกุกตะกักว่า “หวงจื่อเก็บไว้ในหีบเสื้อที่เพิ่งส่งมาพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนรื้อกล่อง หยิบชุดที่ไม่เคยคลี่ดูออกมากางแล้วเขย่าแรง ๆ เมื่อเห็นเสื้อผ้าสายตาของเขาก็เบิกค้าง ลายเมฆที่ปักบนเสื้อนั้นแตกต่างจากลายเมฆมงคลทั่วไป มันกลับคล้ายคลึงเมฆที่โอบรอบดวงจันทร์บนหยกพกชิ้นนั้น
มือใหญ่ขยุ้มเสื้อไว้แน่น ทันใดนั้นซองจดหมายก็ร่วงลงมา
จางเจี้ยนรีบก้มลงหยิบ ก่อนจะเข้ามารวบเสื้อไปพับเก็บและส่งจดหมายให้ผู้เป็นาย
จูเกาเซวียนต้องตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่จดหมายออกช้า ๆ อักษรที่ปรากฏสู่สายตา ไม่ได้แปลกประหลาดจนอ่านไม่เข้าใจเช่นใบหย่าครั้งนั้น ทว่าจูเกาเซวียนก็ยังคงตั้งใจอ่านไปทีละตัวอักษร
“องค์ชายรองอยู่ชายแดนสบายดีหรือไม่” อ่านประโยคแรกดวงตาจูเกาเซวียนก็อ่อนลง ทว่ายามนั้นซูอันหนิงเริ่มต้นประโยคนี้หลังจากคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วได้ข้อสรุปว่า...นี่คือคำทักทายตามมารยาทที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
“ข้าอยู่ที่จวนสุขสำราญดี บ่าวไพร่ต่างทำหน้าที่ตามระเบียบ หวงจื่อไม่อยู่เรือนงานเลี้ยงลดน้อยลง แต่รายจ่ายกลับสูงลิ่ว ท่านกำลังสร้างผลงานอยู่ชายแดน หากมีชัยกลับมาย่อมเป็ที่โปรดปรานของฝ่าา
หากไร้ผลงานกลับมา เกรงว่าไม่นานแม้กระเื้ัคาก็คงรักษาไว้ได้ยากแล้ว”
ข้อความส่วนนี้ ทำให้เขาขมวดคิ้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองหย่อนยานในด้านการตรวจสอบกิจการในเรือนจริง ๆ การมีภรรยาที่สามารถทำหน้าที่เติมเต็มส่วนที่ขาดได้เช่นนี้... ช่างดียิ่งนัก !
...ทว่าส่วนที่สองนี้คือรายงานเื่ราวภายในจวน ตามคำแนะนำของหม่าหมัวมัว ล้วนเป็สิ่งที่ซูอันหนิงตรวจพบระหว่างทำหน้าที่นายหญิงของเรือน
จากนั้นก็เป็ความอัดอั้นส่วนตัวของซูอันหนิง
“ท่านคงทราบแล้วกระมัง ที่เมืองหลวงมีนิยายเื่หนึ่งโด่งดังมาก ยามนี้มีสี่เล่มต่อเนื่องแล้ว ข้าอ่านอย่างได้อรรถรส และซาบซึ้งในความรักของตัวละครในเื่มาก พวกเขาบอกว่านี่คือเื่ราวความรักของท่าน หากท่านชอบนางจริง ๆ ข้าจะไม่ขัดขวาง ท่านและข้าสามารถตกลงกันได้...จริงหรือไม่ ?
ในเมื่อเป็สมรสพระราชทานไม่อาจหย่าร้าง เช่นนั้น...ท่านรับคนของท่านเข้าจวน ข้าก็มีคนของข้า พวกเราต่างคนต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องกัน ท่านคิดเห็นอย่างไร ?
ข้าส่งขนมไหว้พระจันทร์ อาหารแห้งและเสื้อกันหนาวมาให้ ถือเป็คำขอบคุณที่ท่านส่งเหอไห่มาอารักขาข้า จะรอจดหมายตอบจากท่าน”
เขากวาดสายตาอ่านเนื้อหาทั้งหมดอีกรอบ ราวกับ้าให้แน่ใจว่า ไม่มี อักษรลับ ซ่อนเร้นอยู่ข้างใน แต่ไม่ว่าจะอ่านอีกกี่รอบ ขีดบนตัวอักษรก็ไม่ได้หายไปสักขีด ทว่ายิ่งอ่านข้อความบนจดหมายก็ยิ่งเสียดแทงั์ตา
“อยากมีคนของตนเอง ?... คิดว่าข้าตายไปแล้วหรือไร !”
เขาขยำจดหมายจนกลายเป็ก้อนแล้วโยนลงไปในกระถางไฟกลางห้องอย่างไม่ยั้งคิด ราวกับ้าทำลายหลักฐานการนอกลู่นอกทางของภรรยาทิ้งให้สิ้นซาก
“จางเจี้ยนฝนหมึก !”
จางเจี้ยนกางกระดาษและฝนหมึกรอนานแล้ว เมื่อผู้เป็นายเอ่ยเรียกจึงตอบรับทันที “เรียบร้อยขอรับหวงจื่อ”
จูเกาเซวียนเดินไปที่โต๊ะ หยิบพู่กันขึ้นมาตวัดขีดอย่างรวดเร็วโดยไม่หยุดคิด
“ไม่อนุญาต !”
ข่าวการปราบปรามกองโจรที่ก่อความไม่สงบนอกด่าน แพร่กระจายไปในหมู่ชาวเมือง องค์ชายรองถูกพูดถึงเป็วงกว้างอีกครั้ง พร้อมกับข่าวอันไร้ที่มาที่ไปถูกเล่าลือออกไปในทำนองว่า เมื่อองค์ชายรองกลับมาก็จะแต่งตั้งชายารองทันที
ซูอันหนิงนั่งอยู่บนชั้นสองของโหลวเจียถัง ฟังนักเล่านิทานเล่าชีวิตหลังแต่งงานขององค์ชายผู้หนึ่งหลังรับชายารองอย่างออกรส ก่อนจะหันไปถามลี่หนาน “ตอนนี้นิยายเื่นั้นมีกี่เล่มแล้ว”
ลี่หนานเองก็ชินชาแล้วจึงเอาอย่างผู้เป็นาย สงบใจไม่ให้ตื่นเต้นไปกับเื่เล่าของบัณฑิต น้ำเสียงจึงสงบลงกว่าเมื่อก่อนมาก
“ห้าเล่มแล้วเพคะ”
ความยาวใกล้จะเทียบเคียงกับนิยายที่นางเคยอ่านจากโลกเดิม เขียนอีกสักเล่มก็คงเป็เล่มจบได้แล้วกระมัง นางจะซื้อให้ครบชุดแล้วเก็บไว้เป็ของขวัญรับชายารองขององค์ชายรองก็แล้วกัน
คุณหนูจางอยากเข้าจวนองค์ชายรองมากเพียงนี้ วาสนาที่ถูกนางขัดขวางในคราแรกจะได้สานต่อ ไม่ต้องเป็สมรสที่ผิดพลาดอย่างในนิยายอีกต่อไป
เมื่อกลับถึงจวนวันนั้น จดหมายจากแนวหน้าก็มาถึง ซูอันหนิงรีบเปิดออกอ่านด้วยความตื่นเต้น ในเมื่อเขาไม่พอใจนาง การที่ภรรยาเอกเปิดทางให้เช่นนี้ย่อมเป็เื่ดีที่หาได้ยากยิ่ง เขาจะต้องตกลงอย่างแน่นอน
แต่พออ่านเนื้อหาในจดหมายที่ยาวถึงหนึ่งหน้ากระดาษ ไฟในใจที่ลุกไหม้ด้วยความกระตือรือร้นก็พลันมอดดับ
จดหมายถึงบ้านขององค์ชายรองฉบับนี้ ส่งออกมาก่อนที่เขาจะยกทัพกลับเมืองหลวงเพียงวันเดียว บอกเล่าเื่ราวที่เขาพบเจอตลอดเวลาที่ทำหน้าที่อยู่ที่นั้น บอกว่าเสื้อผ้าอาหารที่นางส่งไปให้ในแต่ละเดือนได้ช่วยเขาอย่างไร
เขียนมาเกือบหนึ่งหน้ากระดาษ กลับไม่ได้ตอบคำถามของนางเื่รับอนุหรือแต่งชายารองแม้แต่คำเดียว
ซูอันหนิงถือจดหมายแล้วตั้งใจอ่านซ้ำไปถึงสามรอบ ถึงเพิ่งจะจับใจความได้ว่า
เขา...ยืนยันว่านางคือนายหญิง สามารถจัดการเื่ในจวนได้ตามที่เห็นสมควร
แล้วยังทึกทักเอาเองด้วยว่านางหึงหวงเขาเพราะนิยายที่ผู้อื่นแต่งขึ้น เขารับรองว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสตรีใดมาก่อน ขอให้ภรรยาวางใจ ให้นางรอเขากลับไปอย่างอดทน
หลังอ่านจบรอบที่สามหญิงสาวก็ปาจดหมายลงบนโต๊ะ ก่นด่าบุรุษผู้นั้นไปรอบหนึ่ง จากนั้นความขุ่นเคืองใจทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพราะนิยายเื่นั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในวันที่สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเป่ยจิง ก็คือวันที่รุ่ยจิ่งฟางเปิดตัวชุดฤดูใบไม้ร่วง กิจการยังคงรุ่งเรือง เมื่อฤดูผันผ่านความนิยมก็เปลี่ยนแปลง
ทว่าสิ่งที่สั่นะเืเป่ยจิงอย่างแท้จริง ก็คือข่าวการแต่งตั้งองค์รัชทายาท !
ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็ทางการก็คือ...
องค์ชายใหญ่...จูเกาซี
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน ภายในท้องพระโรงได้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับเื่นี้
ขุนนางบุ๋นจากหนานกิง ได้ยื่นฎีกาขอให้มีการแต่งตั้งองค์รัชทายาท โดยได้ยกหลักการปกครองแบบขงจื๊อขึ้นมาเป็เหตุผลกดดันองค์จักรพรรดิ
องค์รัชทายาทคือรากฐานของรัฐ เมื่อรากฐานมั่นคง บ้านเมืองย่อมสงบ
ฎีกานี้ถูกนำขึ้นสู่ที่ประชุม ทำให้เกิดการถกเถียงระหว่างขุนนางฝ่ายทหาร และขุนนางฝ่ายพลเรือน
“ทูลฝ่าา ยามนี้บัลลังก์มั่นคง แผ่นดินกำลังเป็ปึกแผ่น สิ่งเดียวที่ขาดก็คือองค์ไท่จื่อ กระหม่อมเห็นพ้องกับฎีกาขอให้ทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางบุ๋นฝ่ายองค์ชายใหญ่ก้าวออกมากราบทูล
“การแต่งตั้งไท่จื่อเป็เื่ใหญ่ จะต้องใคร่ครวญให้ดี กระหม่อมคิดว่าควรรออีกหน่อย เพื่อให้มั่นใจว่าองค์ชายพระองค์ใดควรได้รับการสถาปนาพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางฝ่ายทหารก้าวออกมาคัดค้าน
ขุนนางบุ๋นอีกคนกล่าวแย้งขึ้นทันที “ตามหลักขงจื๊อ กล่าวว่า ‘แต่งตั้งบุตรโดยชอบธรรมตามลำดับาุโคือหลี่[1]อันยิ่งใหญ่’ จะแต่งตั้งยามใด ผู้สามารถดำรงตำแหน่งได้อย่าง ชอบธรรม ก็ยังคงเป็พระโอรสองค์โตอยู่ดีพ่ะย่ะค่ะ”
คำว่า หลี่ และคำว่า ชอบธรรม ถูกเน้นย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
ฮ่องเต้ขมวดพระขนง แววพระเนตรแหลมคมฉายชัด ว่าทรงไม่โปรดคำเหล่านี้เป็อันมาก ทว่าพระองค์ก็ไม่ได้กล่าวตำหนิ
ขุนนางทัดทานผู้นั้นรู้สึกเย็นวาบไปตลอดสันหลัง ทว่ายังคงยืนหยัดทัดทานอย่างมีเหตุผล “ฝ่าา... ถึงอย่างไรก็เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ปี เพื่อปิดปากบัณฑิตขงจื๊อ พระองค์จำเป็ต้องยึดหลักในการปกครอง มิอาจละเลยพ่ะย่ะค่ะ”
คำกราบทูลนี้ทำให้เส้นเอ็นที่ขมับของฮ่องเต้ปูดนูน พระเนตรัแข็งกร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง ปฏิกิริยาของขุนนางในท้องพระโรงล้วนแตกต่างกันออกไป ทว่าส่วนใหญ่ต่างพากันใกับความใจกล้าของเขา
แรงกดทับจากบัลลังก์ัหนักอึ้งนัก ความเงียบดำเนินต่อไปอีกครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีรับสั่งปลดขุนนางทัดทานผู้นั้น ไม่มีใครถูกเนรเทศ ไม่มีใครถูกสั่งกักบริเวณ
สุดท้ายโอรส์ก็ตรัสขึ้น
“เอาละ...เราตัดสินใจแล้ว”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นกลางท้องพระโรง พาให้เหงื่อเย็นเปียกท่วมแผ่นหลังขุนนางทัดทานผู้นั้น ครั้งนี้คือการเอาชีวิตเป็เดิมพันโดยแท้
ทว่าระเบียบ พิธีการ และจารีต ก็ยังคงเป็หลักให้ยึดถือ
ตราบใดที่ฮ่องเต้ยัง้ากอบกู้ชื่อเสียงกลับมา พระองค์ย่อมไม่อาจละเลยระเบียบแบบแผนที่ทรงยกขึ้น เพื่อเป็หลักในการปกครองด้วยพระองค์เอง
ตำแหน่งรัชทายาทมิอาจเป็ผู้อื่น นอกจากโอรสองค์โต จูเกาซี
จางลั่วหลินเดินกลับไปกลับมาภายในห้อง ปลายนิ้วขาวซีดบีบกันแน่น เสียงเปิดประตูดังขึ้นนางจึงได้หยุดเดิน หันไปมองทางประตู เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทด้วยเสียงร้อนรน
“ว่าอย่างไร ยืนยันข่าวลือได้หรือยัง”
“ยืนยันแล้วเ้าค่ะ ข่าวลือเป็ความจริง จะมีพิธีเฉลิมฉลองในอีกสิบวันข้างหน้า”
แขนสองข้างของนางหล่นลงข้างตัว ใบหน้างดงามซีดเผือด สายตาเลื่อนไปมองผืนผ้าที่ขึงตึง ซึ่งลงเข็มปักไปแล้วกว่าครึ่ง
บัวและผีเสื้อยังเป็เพียงเค้าโครงร่างเท่านั้น
[1] หลี่ (礼): หมายถึง จารีต ประเพณี และระเบียบแบบแผน ในการสืบสันตติวงศ์จีนโบราณจะยึดหลัก "ตั้งบุตรภรรยาหลวง (บุตรชอบธรรม) และตั้งคนโต (าุโ)" หากฮ่องเต้ทำลายกฎนี้ บ้านเมืองจะเกิดกลียุคเพราะองค์ชายแต่ละคนจะแข่งกันสร้างผลงานเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง