ความสว่างเริ่มเปล่งประกายขึ้นมาจากทางทิศตะวันออกเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาก็ทำให้ทั้งหมู่บ้านอูเจิ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก
วันนี้คือวันที่มีความเกี่ยวข้องกับอนาคตของหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ทั้งยังเป็การประลองที่สำคัญที่สุดก่อนบรรดาผู้เยาว์เหล่านี้จะกลายเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวจึงเป็วันที่ผู้คนให้ความสนใจกันอย่างมาก
ผู้คนจำนวนนับพันมารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณลานประลองขนาดใหญ่ของอูเจิ้นั้แ่ยามรุ่งสางเห็นได้ชัดว่าคนของหมู่บ้านเกือบทั้งหมดได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ท่ามกลางผู้คนมากมายเ่าั้ไม่มีผู้ใดน่าสนใจไปกว่าบรรดาผู้เยาว์ทั้งบุรุษและสตรีแห่งอูเจิ้นเพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็คือตัวละครหลักของงานประลองในวันนี้
แน่นอนว่าความสนใจล้วนแต่มีการแบ่งระดับชั้นผู้ที่ยืนอยู่บริเวณใจกลางของลานประลองคือผู้ที่ได้รับความสนใจสูงสุดซึ่งผู้ที่ยืนเด่นอยู่ในจุดดังกล่าวอย่างเหลยหู่ เหลยเป้าและอีกหลายคนต่างก็ได้รับสายตาริษยาและชื่นชมมากมาย
เมื่อบรรดาเด็กหนุ่มแห่งอูเจิ้นทั้งหลายไปเทียบกับพวกเขาก็เห็นได้ชัดว่าดูด้อยกว่าเล็กน้อยแม้ว่าเหลยหู่และคนเ่าั้จะมีนิสัยอันธพาลวางอำนาจไปทั่วแต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขามีพลังที่แข็งแกร่งที่สุดก็ว่าได้
แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยสายตาและเสียงชื่นชมทว่าสีหน้าของเหลยหู่กลับไม่สบอารมณ์เท่าใดนักั์ตาดุดันคู่นั้นมองไปรอบตัวพลางเอ่ยถามด้วยเสียงเยือกเย็น “เขามาหรือยัง?”
‘เขา’ ที่เหลยหู่หมายถึงก็คือเมิ่งฝาน
เมื่อสิ้นเสียงเหลยเป้าจึงกระตุกยิ้มพลางส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “เ้านั่นทำตัวเหมือนพวกไร้ประโยชน์มาตลอด ที่เอาชนะเหลยเทาได้ก็คงเพราะเหลยเทาประมาทไปเองเท่านั้นแต่ท่านไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกพี่ใหญ่ถึงแม้ว่าการประลองครั้งนี้เป็การจับฉลากเพื่อแข่งขันแต่ผู้คุมการจับฉลากเป็ท่านลุงของข้าหากประเดี๋ยวมันปรากฏตัวข้าจะเป็คนจัดการมันเอง!”
เมื่อได้ยินเสียงนั้นเหลยเทาก็อ้าปากคล้ายจะเอ่ยสิ่งใดแต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบไปเท่านั้นเมื่อเขาย้อนนึกไปถึงพลังมหาหัตถ์สังหารของเมิ่งฝานเมื่อครึ่งเดือนก่อนก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่เพียงเพราะเมิ่งฝานโชคดี
ทว่าทางฝั่งของเหลยหู่กลับกระตุกยิ้มจากนั้นพยักหน้ารับอย่างชอบใจแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “อีกประเดี๋ยวเ้าก็อย่าลืมเสียล่ะ จัดการเขาให้หนัก!”
เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เสียงสนทนาของผู้คนก็ดังขึ้นตามบ่งบอกว่าการประลองของอูเจิ้นแห่งนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ในไม่ช้าเมิ่งฝานก็มาถึง เ้าของชุดสีเขียวครามและใบหน้าอันหล่อเหลาปรากฏตัวขึ้นในงานประลองด้วยความที่เขาไม่ได้โดดเด่นเช่นพวกเหลยหู่การปรากฏตัวในครั้งนี้จึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้ใด
แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะโด่งดังในเื่การเอาชนะเหลยเทาแต่เป็เพราะเหลยเทามีพลังที่ไม่ได้โดดเด่นเท่าใด และการต่อสู้ของเด็กหนุ่มย่อมมีแพ้มีชนะเป็เื่ธรรมดาก็เลยไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก
เมิ่งฝานมองไปยังผู้คนมากมายที่กำลังมีความสุขและเต็มไปด้วยความครึกครื้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเสียงเบาแม้ว่าในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเข้าร่วมการประลองแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างเล็กน้อย
หลังจากที่เมิ่งฝานลังเลใจอยู่ชั่วครู่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาจึงได้พบกับสายตาหลายคู่ที่กำลังจ้องมองมายังตนเองจากจุดที่ไม่ไกลนักแน่นอนว่าเ้าของสายตาเ่าั้ก็คือเหลยหู่และพวกนั่นเอง!
เมื่อได้เห็นสายตาเย้ยหยันจากอีกฝ่ายทำให้ความกังวลใจของเมิ่งฝานหายไปสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาทดแทนบนใบหน้าคือความเยือกเย็นต่อมาเขาจึงยกมือทักทายเหลยหู่และพวกก่อนจะหัวเราะเสียงเบาแล้วเดินไปต่อแถวเพื่อจับฉลาก
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีที่ร้อนรนก็ทำให้เหลยหู่กัดฟันแน่นแล้วเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “หึ ข้าขอถอนคำพูดก็แล้วกันเหลยเป้าอีกประเดี๋ยวเ้าจัดการเขาให้พิการไปเสีย แม้ว่าเขาจะมีกู่ซินเอ๋อร์คอยปกป้องแต่หากทำให้เขาลุกจากเตียงไม่ได้สักหนึ่งเดือนก็คงจะไม่มีปัญหา!”
ในหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ นอกจากกู่ฉิงและกู่ซินเอ๋อร์แล้วนั้นก็ไม่มีคนที่รุ่นราวคราวเดียวกันผู้ใดกล้าอวดดีกับเหลยหู่และพวกเช่นนี้มาก่อนฉะนั้นแล้วการจัดการกับเมิ่งฝานในครานี้จึงไม่ใช่เพียงกู้หน้าของเหลยเทาแต่ยังเพื่อรักษาความยิ่งใหญ่และความน่าเชื่อถือของตนเองด้วย
เมื่อผู้คนเริ่มมากันครบแล้วก็มีคนเดินไปยังใจกลางของลานประลองซึ่งเ้าของเงาร่างทั้งสองนั้นก็คือปทุมมาคู่แห่งอูเจิ้นอย่างกู่ฉิงและกู่ซินเอ๋อร์นั่นเองผู้หนึ่งมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าแฝงไปด้วยความทะนงตนอีกผู้หนึ่งคือสาวงามที่น่ารักสดใสเมื่อทั้งสองปรากฏขึ้นที่ลานประลองจึงดึงดูดสายตามากมายมารวมเป็จุดเดียว
ส่วนผู้ที่เดินตามหลังพวกนางสองคนเป็ชายวัยกลางคน รูปร่างไม่สูงนักสวมชุดสีขาวซึ่งทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเขาผู้นี้เปรียบเสมือนเสาหลักของหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ท่านผู้นำกู่หยวน!
ใบหน้าของเขาไม่ได้มีความพิเศษใด ทว่ากลับให้ความรู้สึกที่น่าเคารพยำเกรงการปรากฏตัวของเขาทำให้เสียงสนทนาทั้งหลายเบาลงจนกระทั่งเงียบไปในที่สุด ยามนี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังกู่หยวนทั้งสิ้น
ถึงอย่างไรกู่หยวนก็เป็ถึงยอดฝีมือในขั้นเกลาิญญาการได้รับสายตาเคารพนับถือจึงเป็เื่ปกติ
เมื่อก้าวเดินไปหยุดอยู่ที่ใจกลางของลานประลองกู่หยวนกวาดสายตามองไปยังผู้คนที่เงียบงันรอบกายแล้วยิ้มขึ้นพลางกล่าวว่า “ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมการประลองของหมู่บ้านอูเจิ้นในครั้งนี้ข้าจะไม่พูดมากความหวังเพียงว่าสายเืในตัวของเหล่าผู้เยาว์ทั้งหลายแห่งอูเจิ้นจะก้าวหน้าและโดดเด่นมากยิ่งขึ้นฉะนั้นแล้ว...เริ่มได้!”
แม้ว่าเสียงพูดที่จบลงไปจะเอ่ยอย่างบางเบาทว่าเมื่อออกมาจากปากของยอดฝีมือขั้นเกลาิญญาก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนดั่งผืนแผ่นดินใหญ่กำลังสั่นะเืก็ไม่ปานเสียงที่คล้ายว่าแฝงไปด้วยอานุภาพยิ่งใหญ่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งลานประลอง
แล้วในวินาทีต่อมาลานประลองที่เคยเงียบงันก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้งบรรดาผู้คุ้มกันหมู่บ้านที่เป็ชายฉกรรจ์ยืนเรียงรายล้อมลานประลองเอาไว้ในขณะเดียวกันการจับฉลากก็ได้เริ่มขึ้น
กู่ซินเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหลังแฝดผู้พี่กู่ฉิง นางสวมชุดสีขาวรัดรูปทำให้มองเห็นสัดส่วนที่น่าหลงใหลเส้นผมสีสวยยาวลงมาจนถึงสะโพกผาย แม้ว่านางจะไม่ได้เจริญเติบโตได้ดีดีดั่งกู่ฉิงแต่ถึงกระนั้นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาของวัยแรกรุ่น
นางเองก็ได้รับสมญานามว่าเป็เทพธิดาของหมู่บ้านเช่นเดียวกับกู่ฉิงจำนวนของเด็กหนุ่มผู้หลงใหลนางมีมากกว่ากู่ฉิงเล็กน้อยเช่นเหลยหู่และพวกก็ล้วนแต่พากันทอดสะพานรักให้กับนางอย่างไม่ว่างเว้น
ถึงอย่างไรกู่ซินเอ๋อร์ก็มีนิสัยที่อ่อนโยนยิ่งกว่ามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกว่าให้ความรู้สึกน่าหลงใหลไม่ได้หยิ่งทะนงในฝีมือและศักดิ์ศรีจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
ทว่าในยามนี้กู่ซินเอ๋อร์หาได้สนใจสายตามากมายที่กำลังจับจ้องตนเองไม่ั์ตาแวววับงดงามคู่นั้นกำลังมองหาใครบางคนที่อยู่ท่ามกลางแถวยาวเรียงรายของกลุ่มคนที่กำลังรอจับฉลากสุดท้ายเมื่อมองเห็นเมิ่งฝานนางจึงเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พี่เมิ่งฝาน ข้าอยู่ตรงนี้ ท่านมองเห็นข้าหรือไม่?”
เมื่อสิ้นเสียงของนางก็ทำให้สายตาหลายคู่ต่างจ้องมองไปยังจุดที่เมิ่งฝานยืนอยู่แน่นอนว่าเป็สายตาที่ร้อนแรงโดยเฉพาะสายตาจากเหลยหู่และพวกที่ยามนี้คล้ายกับอยากจะจับเมิ่งฝานมาถลกหนังทั้งเป็ก็ไม่ปาน
ต่อให้เขาไม่ได้ยินก็ยังถูกสายตาของผู้คนรอบตัวให้ความสนใจจนไม่อาจมองข้ามได้!
เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนก่อนจะหันไปโบกมือทักทายกู่ซินเอ๋อร์ทำให้ใบหน้าของเด็กสาวมีสีแดงปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยใบหน้าที่สวยสดงดงามดั่งบุปผาเบ่งบานนั้นทำให้เด็กหนุ่มหลายคนในบริเวณนั้นต่างชะงักงัน
“พี่เมิ่งฝาน ท่านจะต้องสู้เขานะเ้าคะข้าจะรอท่านอยู่ในยี่สิบอันดับแรก!”
เมื่อได้ยินเสียงที่กู่ซินเอ๋อร์ะโบอกเมิ่งฝานทำได้เพียงพยักหน้ารับก่อนจะกำหมัดให้อีกฝ่ายดูเพื่อเป็สัญญาณบอกให้อีกฝ่ายสู้อย่างสุดกำลังเช่นกัน
ทว่าผู้ที่ยืนอยู่ข้างตัวของกู่ซินเอ๋อร์อย่างกู่ฉิงกลับกระตุกยิ้มอย่างไม่สบอารมณ์แล้วเอ่ยขึ้น “ยี่สิบอันดับแรก? หึหึ เขาไม่มีทางไปถึงขั้นนั้นได้หรอกนะแค่เหลยหู่ก็เป็อุปสรรคที่เขาไม่อาจฝ่าไปได้แล้วล่ะ!”
เมื่อเห็นสีหน้าที่เยือกเย็นของกู่ฉิง กู่ซินเอ๋อร์จึงแลบลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์คล้ายกับว่าเมื่อใดก็ตามที่นางเอ่ยถึงเมิ่งฝานแฝดผู้พี่ของนางผู้นี้ก็จะมีอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมากกว่าเดิมราวสิบเท่ากัดฟันแน่นเหมือนว่าอยากจะจัดการเมิ่งฝานให้หมอบก็ไม่ปาน
....
ในยามนี้ทางฝั่งของเมิ่งฝานที่อยู่ในแถวก็ได้จับฉลากแล้วเมื่อเขาเปิดดูเห็นคำว่าแท่นที่สองจึงพยักหน้ารับแล้วเดินตรงไปยังหนึ่งในแท่นสูงเ่าั้
มันเป็แท่นสูงที่สร้างขึ้นมาจากหินเมื่อเมิ่งฝานะโขึ้นไปก็พบว่ามันเป็แท่นสูงที่มีความกว้างหลายสิบเมตรนับเป็แท่นประลองที่กว้างขวางอย่างมาก และแท่นหินที่ใช้เป็ลานประลองในแบบเดียวกันนี้ก็มีอยู่ทั้งหมดสิบแห่ง
ผู้ที่จับฉลากได้คำว่า ‘แท่นที่สอง’ จะมาอยู่บนแท่นประลองเดียวกับเขาเพื่อทำการประลองฝีมือต่อมาหากผู้ใดชนะก็จะได้เข้ารอบต่อไปแล้วทำการจับฉลากอีกครั้งแน่นอนว่าการจับฉลากเช่นนี้ย่อมต้องพึ่งพาดวงชะตาอยู่ไม่น้อยเพราะหากผู้ใดจับฉลากได้คู่กับกู่ฉิงั้แ่ต้นก็คงต้องโทษดวงชะตาของตนเองที่เลวร้ายเกินไป!
ในขณะนี้บนแท่นประลองอื่นได้เริ่มการต่อสู้แล้วเหล่าผู้เยาว์มากฝีมือทั้งอูเจิ้นต่างก็เริ่มการประลองอย่างดุดันดั่งพยัคฆ์และัที่ต่อสู้กันอย่างไม่มีผู้ใดยอมผู้ใดทว่าเมิ่งฝานยังคงยืนรออยู่บนแท่นประลองอย่างเงียบงัน
ไม่นานจึงมีคนผู้หนึ่งะโขึ้นมาบนแท่นประลองเขาผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่จ้องมองเมิ่งฝานด้วยแววตาที่เยือกเย็นและไม่เป็มิตร
คนผู้นั้นก็คือเหลยเป้านั่นเองเขาชูป้ายหมายเลขแท่นประลองที่สองขึ้นตรงหน้าของเมิ่งฝานก่อนจะส่ายมือไปมาพลางเอ่ยขึ้น “เมิ่งฝาน หึหึ ข้ารอเ้ามานานแล้วเมื่อก่อนเ้าทำตัวเป็เต่าหดหัวอยู่ในกระดองมานานแต่วันนี้เ้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้อีกต่อไปแล้ว!”
หลังจากที่เหลยเป้าขึ้นมาบนแท่นประลองพลันโดยรอบก็เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นไม่น้อยไม่ว่าผู้เยาว์ผู้ใดที่ค่อนข้างมีฝีมือในอูเจิ้นต่างก็เป็ที่ดึงดูดสายตาทั้งสิ้นและเหลยเป้าก็เป็หนึ่งในจำนวนนั้นด้วยด้วยพื้นฐานการเป็ผู้บำเพ็ญตนในขั้นฝึกกายาระดับเจ็ดทำให้เขาสามารถเข้าเป็หนึ่งในหน่วยคุ้มกันหมู่บ้านได้โดยไร้ซึ่งปัญหาใด
เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ของเหลยเป้าคือเมิ่งฝานก็มีเสียงทอดถอนใจดังออกมาจากปากของผู้คนจำนวนไม่น้อยพวกเขารู้ดีว่าการได้มาเจอกับเหลยเป้าในครานี้เป็ความโชคร้ายของเมิ่งฝานยิ่งรู้เื่ความขัดแย้งของเด็กหนุ่มแห่งอูเจิ้นทั้งสองคนมีบางส่วนที่มองมาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ
ถูกเหลยเป้าจ้องจะทำร้ายเช่นนี้เกรงว่าอีกไม่นานคงต้องโดนแบกลงมาจากแท่นประลองเป็แน่
ทว่าเมิ่งฝานที่อยู่บนแท่นประลองกลับไม่ได้มีท่าทีใดๆสายตาของเมิ่งฝานจับจ้องคู่ต่อสู้แล้วกระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็นเพราะเขาได้เตรียมการสำหรับเื่นี้มาพร้อมแล้ว
เมิ่งฝานรู้ดีว่าเหลยหู่และพวกจะต้องหาเื่ตนเองเป็แน่ ดังนั้นการทำให้เขาาเ็สาหัสแล้วตกรอบการประลองนับเป็ทางเลือกที่ไม่เลว
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มทั้งสองเตรียมตัวพร้อมบุรุษวัยกลางคนซึ่งเป็หนึ่งในผู้คุ้มกันหมู่บ้านจึงเดินขึ้นมาบนแท่นประลองเขาเป็บุรุษที่มีรูปร่างสูงใหญ่และบำเพ็ญตนจนถึงขั้นหลอมปราณแล้วจึงได้รับหน้าที่เป็ผู้ตัดสินการประลองของเด็กหนุ่มทั้งสอง
เมื่อได้รับการยืนยันจากทั้งสองฝ่าย บุรุษวัยกลางคนก็พยักหน้ารับจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาเสียงเข้ม “เริ่มได้!”
เมื่อเสียงนั้นจบลง ความชั่วร้ายพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหลยเป้าเขาตวาดด้วยน้ำเสียงดุดัน “เมิ่งฝานวันนี้ข้าจะทำให้เ้าได้รู้ว่าสิ่งใดคือฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคิดจะเป็ปรปักษ์กับข้าในอูเจิ้น หึหึ...”
ทว่าในขณะที่เหลยเป้าเอ่ยปากร่างของเด็กหนุ่มอย่างเมิ่งฝานก็ได้หายไปจากจุดที่เคยยืนอยู่ในชั่วพริบตา
เป็ไปได้อย่างไรกัน!
รูม่านตาของเหลยเป้าหดเล็กลงอย่างฉับพลันชั่วพริบตาถัดมาเงาร่างเลือนรางก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเหลยเป้าเหลยเป้ายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดท่อนแขนที่ทรงพลังและมากไปด้วยกล้ามเนื้อของเมิ่งฝานก็ชกเข้าไปยังหน้าท้องของเหลยเป้าโดยตรง
เสียง ‘ปึก’ ที่ดังขึ้นมาได้ทำให้ใบหน้าของเหลยเป้าบิดเบี้ยวไปด้วยความเ็ปจนน้ำตาแทบไหลร่างกายกำยำล่าถอยไปด้านหลังราวสี่ถึงห้าเมตรก่อนจะคุกเข่าลงไปกับพื้นในท้ายที่สุด
แม้ว่าร่างกายของเหลยเป้าจะอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเจ็ดทว่าหลังจากที่เมิ่งฝานผ่านการฝึกฝนอย่างหนักมานานร่วมเดือนก็ทำให้เขาแข็งแกร่งจนเหลยเป้าไม่อาจเทียบได้
อีกประการหนึ่งคือเดิมทีบริเวณท้องน้อยก็เป็จุดที่อ่อนแอที่สุดของมนุษย์อยู่แล้วฉะนั้นเมื่อถูกโจมตีอย่างรุนแรงจึงทำให้เหลยเป้าทรุดตัวลงโดยคิดไม่ถึงว่าจะไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
ในขณะที่เหลยเป้ากระอักเืออกมาก็มีเสียงเยือกเย็นดังออกมาจากปากของเมิ่งฝานเช่นกัน “การประลองในครั้งนี้ เ้าพูดมากเกินไปแล้ว!”