คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    คำลวงสีขาว

    [8 กรกฎาคม]

    ติ๊ง!

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 8 กรกฎาคม]

    อคินลืมตาขึ้นบนเตียงนุ่ม กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรลอยมาแตะจมูก 

    มันเป็นกลิ่นที่ช่วยฟื้นฟูพลังเวทได้ดีที่สุด แต่เขากลับรู้สึกว่างเปล่าในอก 

    เขารีบดันตัวขึ้นตรวจสอบระบบทันทีและต้องชะงักเมื่อพบว่า วันที่บนหน้าต่างสีฟ้าคือวันที่ 8

    "ฉันหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ..."

    เขามองไปที่มุมห้อง มามาเลดในชุดเกราะทองที่ขัดจนเงาวับนั่งรออยู่บนเก้าอี้ไม้ 

    สีหน้าของเพื่อนรักเคร่งเครียดและหลบสายตาเขาอย่างเห็นได้ชัด

    "ฟื้นแล้วเหรอคิน" 

    มามาเลดเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูเป็นปกติ 

    "ไม่ต้องห่วง เรื่องนักฆ่าเมื่อวานน่ะ... ฉันแจ้งสันติบาลแล้ว แล้วตอนที่นายสลบไป ป้าเม้ยไปเจอพวกเรานอนกองกันอยู่ที่ตรอกหน้าบ้าน เลยจ้างคนแบกกลับมา ทุกคนปลอดภัยดี"

    อคินไม่ได้ยิ้มรับ แววตาของเขานิ่งสงบและเย็นเยียบจนมามาเลดต้องเบือนหน้าหนี

    "มามาเลด... บอกความจริงฉันมา" 

    อคินลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะยังสั่นเทา 

    "ฉันเห็นตัวเองในกระจก... ฉันเห็นหูและหางของแต้ม... บอกฉันมาว่าแต้มตายแล้วใช่ไหม? และที่ฉันตื่นมาตอนกลางวันได้ เพราะวิญญาณเขามาสิงในร่างฉันใช่ไหม!?"

    ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมห้องพักครู่ใหญ่ มามาเลด, โบ้ที่นอนหมอบอยู่ข้างเตียง และบัวลอยที่กำลังลอยอยู่นิ่งๆ ถึงกับตัวแข็งทื่อ 

    พวกเขาต่างมองหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลำบากใจและ 'ความลับ' ที่หนักอึ้ง

    "ข้า... เอ่อ... ข้านึกได้ว่ามีธุระด่วนกับสภาปกป้อง! ข้าไปก่อนนะ!" 

    มามาเลดตัดสินใจกระโดดออกทางหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว

    "โฮ่ง!" 

    (โบ้ต้องไปฝึกสมาธิ!) 

    โบ้ส่งกระแสจิตที่สั่นไหวทิ้งไว้แล้ววิ่งหางจุกตูดตามออกไป

    "ฉะ ฉันนึกได้ว่าต้องไปเติมน้ำใส่โต๊ะปรุงยา!" 

    บัวลอยเอ่ยขึ้นก่อนจะจางหายไปในพริบตา

    ทิ้งให้อคินอยู่กับความเงียบและข้อความซุบซิบจากระบบที่เขาคิดเอาเองว่าคือเสียงของแต้มที่คุยกับเขา 

    คืนนั้นอคินเดินทอดน่องไปตามถนนในเมืองปราจีนบุรีที่มืดมิด เพื่อมองหาโบ้และบัวลอย 

    ตลอดทางเขาแว่วได้ยินชาวบ้านซุบซิบกันเรื่อง 'ผีแมวที่กลายร่างเป็นคนเพื่อสู้กับนักฆ่ากลางแดด'

    มันยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่บิดเบี้ยวของเขา... ว่าแต้มสละชีพเพื่อเขา

    มันทำให้อคินใช้เวลาทั้งคืนในดันเจี้ยนเกาะแก้วพิสดารเพื่อสงบสติอารมณ์ 

    เขากวาดล้างมอนสเตอร์ด้วยความโกรธเกรี้ยวและรวดเร็วผิดปกติ 

    ดาบแสงพฤกษาฟาดฟันศัตรูประหนึ่งต้องการจะสับความจริงที่เขาหวาดกลัวให้เป็นชิ้นๆ 

    เขารู้สึกเหมือนกำลังพิสูจน์ว่าร่างนี้ยังมีตัวตนอยู่ ไม่ใช่เพียงเปลือกนอกที่วิญญาณแมวสิงสู่

    จนกระทั่งเขากลับมาที่ห้องพักและพบว่าทั้งโบ้และบัวลอยยังไม่กลับมา

    เขานั่งรออยู่ที่ขอบเตียงในความมืด จ้องมองมือตัวเองที่เริ่มสั่นระริกเมื่อใกล้หมดเวลาเชื่อมต่อ 

    ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีใครตอบ... และความโดดเดี่ยวที่แม้แต่อัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่อาจต้านทานได้

    เขานั่งรอ... จนกระทั่งเวลาเชื่อมต่อสิ้นสุดลง และสติของเขาก็ดับวูบไปอีกครั้ง

     

     

    [9 กรกฎาคม | 20:00 น.]

    ความมืดภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมเหรียญทองดูจะหนาทึบและหนักอึ้งกว่าปกติ 

    อคินนั่งนิ่งสนิทอยู่บนขอบเตียงไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เขาจงใจขยับกาย 

    แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ผุพังอาบไล้ลงบนคมดาบแสงพฤกษาที่วางพาดอยู่บนตัก 

    ราวกับมันกำลังดูดซับความเงียบงันรอบตัวเข้าไป

    อคินไม่ได้เปิดไฟ... เขาพบว่าในระยะหลังมานี้ ดวงตาของเขามองเห็นในความมืดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนน่าประหลาด 

    ทัศนียภาพสีเทาโพลนรอบตัวชัดเจนจนเห็นแม้กระทั่งไรฝุ่นที่ลอยล่อง เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของอากาศที่มากระทบผิวหนัง 

    เมื่อครู่เขาแสร้งเดินออกจากห้องไปพร้อมเสียงฝีเท้าที่จงใจให้ดังพอประมาณ 

    ก่อนจะดับไฟและย่องกลับเข้ามาซ่อนตัวอยู่หลังบานประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงนิด 

    อคินเฝ้ารอ... รอคอยสหายสองตัวที่ตีตัวออกห่างและทำตัวมีลับลมคมในกับเขามาตลอดหลายวันที่ผ่านมา

    เสียงฝีเท้าแผ่วเบาสองคู่ดังขึ้นที่ทางเดินไม้ด้านนอก คู่หนึ่งหนักและมั่นคงสม่ำเสมอ 

    แต่อีกคู่หนึ่งกลับเบาหวิวราวกับกลุ่มควันที่ลอยมาตามลม 

    เมื่อเงาสองร่างย่างกรายเข้ามาในเขตธรณีประตู อคินก็ขยับตัวราวกับเงาที่ตื่นจากนิทรา

    ปัง! 

    เขาเหวี่ยงประตูเข้าหาตัวเสียงดังสนั่นพร้อมสับกลอนเหล็กอย่างรวดเร็ว 

    โบ้ หมาหลังอานสะดุ้งสุดตัวจนหูตกแนบไปกับหัว ร่างกายของมันสั่นเทิ้มขณะที่หมอบลงกับพื้นตามสัญชาตญาณ 

    ส่วนบัวลอย แมวสามสีถึงกับดีดตัวลอยเคว้งกลางอากาศ ขนหลังลุกชันเป็นแผงก่อนจะตกลงมาตั้งหลักด้วยท่าทีตื่นตระหนก

    "ห้ามหนี!"

    อคินตะโกน เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน 

    เขาขยับเข้าไปใกล้พวกมันช้าๆ กดดันด้วยบรรยากาศที่เยือกเย็น 

    "พวกนายเป็นเพื่อนฉัน... และพวกนายก็เป็นเพื่อนของแต้มด้วย ถ้าพวกนายยังเห็นว่าฉันมีตัวตนอยู่... บอกความจริงมา!"

    ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งยองๆ ต่อหน้าสหายทั้งสอง แววตาที่เคยแข็งแกร่งมุ่งมั่นยามล่าอสูร 

    บัดนี้กลับสั่นระริกและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ปิดไม่มิด 

    แสงสลัวจากดวงจันทร์ทำให้ใบหน้าของเขาดูซูบซีดและเปราะบางอย่างน่าประหลาด

    "ฉันเห็นตัวเองในกระจก... ฉันเห็นพลังของแต้มที่มันไม่ควรจะเป็นของฉันไหลเวียนอยู่ในร่างนี้" 

    เขาแบมือออก พลางจ้องมองประกายแสงสีเขียวจางๆ ที่ซึมออกมาจากผิวหนัง 

    "บอกมาเถอะ... แต้มอยู่ที่ไหน? เขาตายไปแล้วใช่ไหม? และสิ่งที่ฉันเห็นในกระจก... คือวิญญาณของเขาที่กำลังสิงฉันอยู่ใช่ไหม!"

    โบ้ หมาผู้ซื่อสัตย์เงยหน้าขึ้นมองสบตาอคิน มันครางหงิงอย่างเศร้าสร้อย 

    แววตาของมันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่หนักอึ้งเกินกว่าสัตว์ตัวหนึ่งจะแบกรับไหว 

    ทันใดนั้น ความอบอุ่นที่คุ้นเคยก็แผ่ซ่านเข้ามาในโสตประสาทของอคินโดยตรง

    (เจ้านาย... แต้มยังไม่ตาย!)

    เสียงของโบ้ดังขึ้นในใจอคินเหมือนระฆังที่ตีท่ามกลางความสงัด มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นกระแสจิตที่เต็มไปด้วยความสัตย์จริง

    (เขา... เขาแค่ขอร้องไม่ให้พวกเราบอก เขาบอกว่าสภาพของเขายังไม่พร้อม และเมื่อถึงเวลา... เขาจะมาหาเจ้านายด้วยตัวเองจริงๆ!)

    อคินนิ่งงันไปเหมือนถูกคำสาป ความสับสนพลุ่งพล่านอยู่ในอกราวกับพายุที่หาทางออกไม่ได้ 

    "ยังไม่ตาย...?" 

    เขาพึมพำกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา 

    "แล้วหูแมวที่ฉันเห็น... พลังประหลาดที่ช่วยฉันไว้ทุกครั้งล่ะ?"

    เขานึกถึงหน้าต่างระบบสีฟ้าที่มักจะแจ้งเตือนภารกิจและมอบสกิลที่ 'เหมาะสม' ให้เขาเสมอ ราวกับมันรู้ใจเขาไปหมดทุกอย่าง 

    'หรือว่า... ส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณแต้มจะแฝงอยู่ในระบบนี้จริงๆ?' 

    ความหวังที่เคยดับมอดพลันลุกโชนขึ้นมาเหมือนกองไฟท่ามกลางหิมะ 

    ความรู้สึกผิดที่คิดว่าเพื่อนตายกลับกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาลที่ทำให้เลือดสูบฉีด

    "ตกลง... ฉันจะรอ" 

    อคินยิ้มออกมาทั้งน้ำตาที่คลอหน่วย 

    "ฉันจะรอวันที่เขาพร้อมจะกลับมาหาฉันจริงๆ"

    ...

    [00:00 น.]

    ณ ดันเจี้ยนป่าหิมพานต์จำลอง

    ไอเย็นจัดที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์โบราณพัดผ่านร่างของอคินทันทีที่เขาก้าวข้ามมิติเข้ามา 

    ทัศนียภาพเบื้องหน้าไม่ใช่สุสานที่มืดมิดอีกต่อไป 

    แต่เป็นป่าประหลาดที่ต้นไม้ทุกต้นดูเหมือนถูกสลักเสลาขึ้นจากผลึกแก้วและน้ำแข็ง 

    แสงสว่างนวลตาที่ไร้ที่มาอาบไล้ไปทั่วบริเวณ สะท้อนกับเกล็ดหิมะที่โปรยปรงลงมาไม่ขาดสาย

    อคินกระชับดาบแสงพฤกษาในมือ ความเย็นของอากาศรอบตัวนั้นรุนแรงจนน่าจะทำให้คนปกติสั่นสะท้านไปถึงกระดูก 

    แต่เขากลับรู้สึก... 'สงบ' ผิวหนังของเขาเย็นเฉียบจนเกือบจะกลมกลืนไปกับอุณหภูมิของดันเจี้ยน 

    ลมหายใจที่พ่นออกมาไม่ได้เป็นไอสีขาวเหมือนคนอื่นๆ เพราะไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่ในปอดให้ระเหยออกมา

    ‘ตัวเราคงชินกับความหนาวเย็นของพลังรัตติกาลไปแล้วสินะ’ 

    เขาคิดในใจขณะก้าวเดินไปบนพื้นหิมะที่ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า

    กริ๊ง... กริ๊ง...

    เสียงเหมือนกระพรวนทองคำดังแว่วมาตามลม ก่อนที่เงาร่างกลุ่มหนึ่งจะพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้ผลึก 

    มันคือ 'กุญชรวารี' อสูรที่มีรูปร่างเป็นช้างแต่มีหางเป็นปลา 

    ทว่าในโลกที่ระบบบิดเบือนไปเช่นนี้ พวกมันมีดวงตาสีแดงก่ำและงาที่แหลมคมดุจลิ่มน้ำแข็ง

    "มาเลย..." 

    อคินพึมพำ

    พวกมันพุ่งเข้าใส่ด้วยพละกำลังมหาศาล แต่อคินกลับมองเห็นท่วงท่าเหล่านั้นเชื่องช้าลงอย่างน่าประหลาด 

    ร่างกายของเขาพริ้วไหวหลบหลีกการจู่โจมได้อย่างแม่นยำเกินขีดจำกัดมนุษย์ 

    ทุกย่างก้าวดูเหมือนการ 'สไลด์' ไปบนพื้นผิวมากกว่าการเดินจริง 

    ดาบแสงพฤกษาในมือวาดเป็นวงโค้งสีเขียวจัดจ้าน ตัดสลับกับสีขาวโพลนของป่า

    ฉัวะ!

    ร่างของกุญชรวารีแยกออกเป็นสองส่วน แต่น่าแปลกที่ไม่มีเลือดสีแดงไหลออกมา 

    มีเพียงละอองแสงสีเงินที่ค่อยๆ สลายไป อคินไม่ได้หยุดพัก 

    เขาพุ่งเข้าหาอสูรที่เหลือด้วยท่วงท่าที่ดุดัน 

    สัญชาตญาณบางอย่างที่ดูเหมือน 'สัตว์ป่า' เริ่มครอบงำการเคลื่อนไหวของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

    ณ ใจกลางเขตทุ่งเงาจันทร์

    หลังจากจัดการพวกลูกสมุนจนราบคาบ อคินก็มาถึงพื้นที่ว่างเปล่าใจกลางดันเจี้ยน 

    ที่นั่นไม่มีหิมะตก มีเพียงแสงจันทร์จำลองที่สาดส่องลงมายังจุดเดียว

    เบื้องหน้าของเขาคือ 'อสูรต้นไม้เงาจันทร์'

    มันเป็นต้นไม้ขนาดมหึมาที่ดูเหี่ยวแห้งและไร้ใบ ลำต้นของมันเป็นสีขาวซีดดูคล้ายกระดูกมนุษย์ที่ถูกตากแดดมานานนับปี 

    กิ่งก้านที่บิดเบี้ยวแผ่ขยายออกไปเหมือนนิ้วมือที่คอยไขว่คว้าหาบางอย่าง 

    ความเงียบสงบของมันน่าสะพรึงยิ่งกว่าเสียงคำรามของอสูรตัวใดๆ

    "นี่สินะ... วัตถุดิบ"

    ทันทีที่อคินก้าวเข้าสู่ระยะสังหาร กิ่งก้านสีขาวซีดเหล่านั้นก็ขยับเขยื้อน 

    มันพุ่งเข้าใส่อคินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทะลวงผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว 

    อคินยกดาบขึ้นรับ แรงกระแทกนั้นมหาศาลจนพื้นดินใต้เท้าเขาทรุดฮวบ

    แต่น่าแปลก... อคินไม่รู้สึกถึงอาการสั่นสะท้านของกล้ามเนื้อ 

    เขาเพียงแค่ถ่ายโอนพลังไปที่แขน 

    " [อวยพร] [ลับคม] !"

    ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านเข้าสู่จุดที่ควรจะเป็นเส้นประสาท ทำให้เขาสามารถยันแรงกดดันนั้นไว้ได้

    " [เคลือบอาวุธ] เสริมธาตุความมืด"

    เสียงของบัวลอยดังขึ้น พลังเวทของเธอพุ่งตรงมายังดาบของอคิน

    แสงสีส้มที่ปลายดาบพลันเปลี่ยนเป็นสีดำ พลังงานเหล่านั้นควบแน่นจนดูเหมือนเปลวไฟสีนิล 

    "[ฟาดฟัน] !"

    อคินวาดดาบเป็นวงกว้าง ตัดทำลายกิ่งก้านสีขาวที่รุมล้อมเข้ามาจนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    เขาพุ่งฝ่าม่านฝุ่นและเศษไม้เข้าหาลำต้นหลัก อสูรต้นไม้เงาจันทร์พยายามบิดตัวและสร้างโล่ไม้สีขาวขึ้นมาป้องกัน 

    แต่อคินในตอนนี้ไม่ใช่คนเดิม ความมุ่งมั่นที่จะช่วย 'แต้ม' ทำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างพาหนะนี้ไปแล้ว

    "เพื่อแต้ม... เพื่อความจริง!"

    อคินปักดาบลงกับพื้น ส่งคลื่นพลังงานพฤกษาแทรกซึมไปตามรากไม้ของศัตรู 

    ก่อนจะกระโดดขึ้นสูงและหมุนตัวฟาดดาบลงกลางลำต้นที่ขาวซีดนั่นเต็มแรง

    เปรี้ยง!!!

    เสียงแตกกระจายของไม้ที่แห้งกรอบดังก้องไปทั่วป่าหิมพานต์จำลอง 

    ลำต้นสีขาวซีดนั่นร้าวระแหงก่อนจะโค่นล้มลง แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องมาเริ่มหม่นแสงลง 

    พร้อมกับที่ร่างของอสูรต้นไม้ค่อยๆ สลายกลายเป็นธุลีแสง เหลือทิ้งไว้เพียงแก่นไม้ชิ้นหนึ่งที่ส่องประกายเรืองรองสีเงินหม่น

     

    [ท่านได้รับ : เนื้อไม้เงาจันทร์ ระดับชั้นเลิศx5]

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน