หลังออกเดินทางเป็นเวลาสามวัน ขบวนอันเอิกเกริกใช้จุดวาร์ปสองครั้ง ในที่สุดก็มาถึงตำบลเล็กที่มีชื่อว่า 'ลมฝุ่น'
แน่นอนว่าชื่อของตำบลลมฝุ่นมีต้นกำเนิดมาจากตรอกขี้เถ้าเช่นกัน ในปีนั้นยามภูเขาไฟระเบิด อากาศของตำบลเล็กมีกลิ่นกำมะถันฉุนจมูกลอยตลบอบอวล ละอองฝุ่นหนาทึบบดบังท้องฟ้า ชาวบ้านที่อาศัยในตำบลทำได้เพียงย้ายถิ่นฐานไปยังที่อื่น
สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ หลังจากเหล่าผู้ดูแลจัดงานประมูลครั้งแรกของตรอกขี้เถ้าสำเร็จลุล่วงได้ใช้เหรียญทองหนึ่งถังซื้อวัตถุลึกลับ จากนั้นเชิญหลัวเล่อผู้เป็นหนึ่งในสามจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะกล่าวว่าหลัวเล่อมิได้ลงสนามรบมานานปี กระนั้นกลับมีชื่อเสียงท่ามกลางเหล่าจอมเวทในด้านการค้นคว้าธาตุของพลังเวท เพียงแต่เมื่อผู้เคยผ่านศึกออกโรงย่อมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวคนเดียว ขับเคลื่อนพายุติดต่อกันเป็นเวลาสามวันสามคืน พัดไล่เถ้าภูเขาไฟที่ปกคลุมเหนือตำบลออกไปจนหมด อีกทั้งยังพัดพาอากาศสดชื่นจากภูเขาใกล้เคียงเข้ามาด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านี้ เหล่าผู้ดูแลยังสร้างถนนหนทางจากตำบลลมฝุ่นมุ่งตรงไปยังตรอกขี้เถ้า นำพาเหล่าชาวบ้านที่ปรารถนาย้ายกลับมา หลังจากนั้นยังสร้างโรงเตี๊ยมเป็นจำนวนมากเพื่อใช้รับรองเหล่าพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขายแลกเปลี่ยนที่ตรอกขี้เถ้าโดยเฉพาะ ดังนั้นก่อนการเปิดประมูลทุกครั้ง เหล่าพ่อค้าของจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์ ราชอาณาจักรข่ายเจ๋อและสำนักวาติกันของอาณาจักรไหลเต๋อล้วนแต่มารวมตัวกันที่นี่ หลังจากพักผ่อนก็จะเร่งเดินทางไปยังตรอกขี้เถ้าอีกครั้ง
ประโยคนั้นกล่าวว่าอย่างไรนะ? หากอยากร่ำรวยให้สร้างถนนเสียก่อน...
ยามโม่จ้านฟังซีนั่วอธิบาย ภายในหัวล้วนเต็มไปด้วยคำขวัญที่เขียนไว้บนกำแพงอิฐสีแดงด้วยอักษรตัวใหญ่
“ ‘สวนดอกไม้หลังบ้าน’ ของตรอกขี้เถ้า...ช่างเป็นวลีติดปากที่เข้าใจง่ายเสียจริง”
ลาถีเท่อมองแผ่นติดประกาศที่ติดอยู่ทั่วทั้งตำบลลมฝุ่นแล้วพลันหลุดหัวเราะออกมา
“...หากไม่รู้ว่าที่นี่คือตำบลหนึ่ง ข้ายังนึกว่าเป็นศูนย์กลางตลาดในเมืองเล็กๆ สักแห่งเสียอีก”
ด้วยเพราะจำนวนผู้คุ้มกันมีมากเกินไป รวมไปถึงความสัมพันธ์ค่อนข้างซับซ้อนของกลุ่มทหารรับจ้างทั้งสาม ในทุกๆ วันนอกเสียจากยามหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างทั้งสามทำการยืนยันว่าสิ่งของที่ขนส่งขาดหายหรือไม่ โดยทั่วไปล้วนอยู่ในสถานะไร้ซึ่งการสื่อสาร เก๋อจือที่นั่งอยู่ในรถม้ามาตลอดทางอัดอั้นเจียนตาย มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะมาถึงสถานที่ให้พักผ่อน ดังนั้นจึงฝืนลากลาถีเท่อออกไปเดินเล่นด้านนอก
หลังโม่จ้านกับเจียนั่วจัดแจงสัมภาระเรียบร้อยจึงเตรียมออกไปซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนหนึ่งเช่นกัน คนทั้งสี่นัดหมายสถานที่นัดพบ ยังเดินไปได้มิไกล ลาถีเท่อที่สายตาแหลมคมพลันมองเห็นซีนั่วที่อยู่ในร้านอาวุธข้างทาง
“หัวหน้ากิลด์ซีนั่ว? บังเอิญนัก ท่านมาเลือกซื้ออาวุธเช่นกันหรือ?”
เก๋อจือที่หอบหิ้วถุงของว่างห่อใหญ่แทรกกายเข้าไปในร้านอาวุธทันทีพร้อมเอ่ยทักทายไปทางมังกรกึ่งมนุษย์ ซีนั่วคลี่ยิ้มบางพลางพยักหน้า มองไปทางคนทั้งสามที่ตามมาด้านหลังแล้วจึงยกมือขึ้นส่งสัญญาณ
“...พวกเราก็กำลังมองหาอาวุธพอดี ไม่รู้ว่าที่นี่จะมีอาวุธที่เหมาะสมหรือไม่”
สำหรับท่านหัวหน้ากิลด์ต่างเผ่าที่อำนาจเงินช่วยเหลือได้ทุกโอกาส โม่จ้านยึดมั่นหลักการพูดสามส่วนสงวนเจ็ดส่วนมาโดยตลอด ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอดีตราชาปีศาจหรือไม่ หากตนใช้วาจาหยั่งเชิงอย่างบุ่มบ่าม กลับจะทำให้อีกฝ่ายระแคะระคายใจ
“หืม? ที่นี่ของพวกเราคือร้านอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในแถบชายแดน ชนิดและมาตรฐานของอาวุธล้วนมิด้อยไปกว่าตลาดใหญ่เหล่านั้น”
สัตว์กลายร่างเผ่ากวางรูปร่างผอมสูงที่เป็นพนักงานเผยสีหน้าไม่พอใจ ใช้ค้อนเหล็กทุบด้ามกระบี่ทำจากโลหะในมือดัง 'แกร๊งๆ'
“ในปีนั้นพวกเรายังเป็นผู้จัดหาอาวุธให้กองทัพของจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์ หากมิใช่เพราะความหุนหันพลันแล่นของเจ้าของร้าน...เฮ้อ”
“ลู่หมี่เจีย เจ้าอยากถูกหักเงินค่าแรงอีกใช่หรือไม่?”
เสียงทุ้มหนาดังมาจากมุมม่านประตู ทำเอาสัตว์กลายร่างเผ่ากวางสะดุ้งตกใจรีบยกมือปิดปากของตนเองทันที
“ข้าคือเจ้าของร้านและควบตำแหน่งช่างเพียงหนึ่งเดียวของร้านแห่งนี้ อาวุธที่พวกเจ้าเห็นที่นี่...โดยส่วนมากมิใช่อาวุธที่ข้าสร้างขึ้น”
“...ห๋า? หมายความว่าอย่างไร?”
เก๋อจือมิอาจเข้าใจในทันทีทันใดจึงหันหน้าไปมองทางคนทั้งสามที่อยู่ด้านหลัง แต่ทว่าพวกโม่จ้านมwjกี่คนกลับทำสีหน้างุนงงมิต่างกัน ทำได้เพียงหันหน้าไปทางซีนั่วที่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“ความหมายของท่านเจ้าของร้านก็คือ อาวุธที่จัดวางอยู่ด้านนอกล้วนแต่เป็นอาวุธคุณภาพธรรมดา อาวุธที่ท่านเจ้าของร้านตีขึ้นมาจึงจะเป็นอาวุธที่สมบูรณ์แบบที่สุด”
“...เอ่อ เห็นทีท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่วจะสนิทกับท่านเจ้าของร้านยิ่งนัก ฮ่าๆๆ..”
สีหน้าของโม่จ้านไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าภายในใจกลับแขวะวิธีสื่อสารที่แปลกประหลาดของเจ้าของร้าน สิ่งที่นึกมิถึงยิ่งกว่านั้นคือ คาดมิถึงว่าซีนั่วจะเข้าใจความหมายปกติและ 'แปล' ออกมา
“พวกเรามาเลือกอาวุธให้เขา ในร้านของท่านมีถุงมือที่หุ้มถึงท่อนแขนหรือไม่? ทางที่ดีที่สุดเอาแบบที่ฝังสนับมือเอาไว้ด้วย”
โม่จ้านใช้แขนโอบลาถีเท่อเข้ามาพลางเอ่ยบอกเจตนากับเจ้าของร้าน ส่วนสูงของเด็กหนุ่มเผ่าหมานเพิ่มขึ้นมิน้อย ยามโม่จ้านโอบต้องเปลืองกำลังมิน้อยทีเดียว
ทักษะการต่อสู้ทั้งหมดของลาถีเท่อได้รับการถ่ายทอดมาจากโม่จ้าน แต่ทว่าคุณสมบัติทางด้านร่างกายกลับล้ำหน้าโม่จ้านไปไกลเสียแล้ว ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดก็โดดเด่นยิ่งกว่าอาจารย์เช่นโม่จ้านเช่นกัน ระหว่างกระบวนการฝึกฝนอันยาวนาน เจียนั่วเคยเสนอว่าให้ใช้ดาบใหญ่กับง้าว ทางด้านเก๋อจือกลับเสนอขวาน กระนั้นเมื่อลาถีเท่อลองใช้กลับใช้มิคล่องอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดทำได้เพียงกลับมาใช้หมัดเปล่าดังเดิม
ถึงแม้หมัดเปล่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่กระนั้นกลับทำได้เพียงเสริมพลังโจมตีและการป้องกันของหมัดเท่านั้น ถุงมือกับสนับมือทำได้เพียงเพิ่มพลังโจมตี การป้องกันยังจำเป็นต้องมีการป้องกันท่อนแขนและข้อมือ ภายใต้การช่วยเหลือของเจียนั่ว ตนเลือกหาตามร้านอาวุธเป็นจำนวนมิน้อย เพียงแต่เมื่อลองใช้ดู มีคราหนึ่งใช้ได้นานที่สุดก็เพียงครึ่งเดือน ภายหลังยังคงมิอาจทานทนการฝึกซ้อมและการใช้ในสนามรบจริงที่ดุดันดังสัตว์ป่าของลาถีเท่อ ท้ายที่สุดตนจึงทำได้เพียงเลือกที่ปริมาณแทนคุณภาพ ซื้อถุงมือเอาไว้เป็นจำนวนมากเพื่อสำรองใช้
ตนมีความรู้เรื่องอาวุธในโลกต่างมิติน้อยนัก ยังดีที่เจียนั่วกับเก๋อจือมีความรู้เรื่องอาวุธในระดับสูงทีเดียว มิต้องให้ตนคอยกังวลใจแต่อย่างใด
“จะว่ามีก็มี เพียงแต่ยามนี้ยังมิใช่ชิ้นที่ดีที่สุด”
เจ้าของร้านร่างสูงใหญ่ลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นหันหลังแหวกม่านกลับเข้าไปในห้อง
“ท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว---” โม่จ้านยกยิ้มเหยเกไปทางมังกรกึ่งมนุษย์อีกครั้ง
“ความหมายของเจ้าของร้านคือสภาพของอาวุธยังมิดีที่สุด คงจะมิอาจใส่พลังเวท” มังกรกึ่งมนุษย์ส่ายหน้าอีกครั้ง คลี่ยิ้มบางพลางอธิบายไปทางโม่จ้าน
“...ข้าเชื่อแล้วว่าคุณภาพอาวุธในร้านนี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง”
เก๋อจือผินหน้าไปอีกด้าน เอ่ยแขวะด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเสียจนไม่มีผู้ใดได้ยิน
“ด้วยความสามารถในการสื่อสารของเจ้าของร้าน หากมิใช่เพราะว่าอาวุธคุณภาพมิเลวจริงๆ เพียงแค่ยามสอบถามก็ทำให้ผู้คนเหนื่อยมิน้อยแล้ว”
“ไม่ เจ้าลืมพนักงานเผ่ากวางผู้นั้น เขาเองก็สามารถสื่อสารกับเจ้าของร้านได้เป็นปกติเช่นกัน”
เจียนั่วแย้งคำพูดของเก๋อจืออย่างเอาจริงเอาจัง ลาถีเท่อกลั้นหัวเราะพลางมองไปทางเจ้าของร้านที่เลิกม่านเดินออกมาอีกครั้งด้วยความสนใจ เจ้าของร้านร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาอย่างเอ้อระเหย ปรายมองคนไม่กี่คนปราดหนึ่งก่อนส่งถุงมือทั้งสองข้างให้โม่จ้านกับเจียนั่ว
ลาถีเท่อกลั้นหัวเราะเสียงดังอุ๊บออกมา ทางด้านเก๋อจือเบะปากด้วยความไม่พอใจทันใด --- ผู้ที่จะสวมถุงมือคือลาถีเท่อ เจ้าของร้านที่เชี่ยวชาญในด้านนี้วัดขนาดฝ่ามือของเด็กหนุ่มเผ่าหมานผ่านทางสายตาได้อย่างแม่นยำเสียแต่ต้นแล้ว และโม่จ้านเป็นหัวหน้าอย่างเห็นได้ชัด เจียนั่วที่สวมเสื้อเกราะหนังหมูป่าถูกปกคลุมด้วยไอน้ำแข็ง เพียงดูก็รู้ว่าเป็นสินค้าคุณภาพสูงที่ใช้ในการต่อสู้ระยะประชิด แน่นอนว่าเจ้าของร้านที่มั่นใจในสินค้าย่อมต้องส่งถุงมือให้คนทั้งสอง จนกระทั่งถึงท้ายที่สุด สายตาของเจ้าของร้านไม่แม้แต่จะหยุดลงบนกายเด็กหนุ่มผมแดงแม้แต่นาทีเดียว
“...ว้าว มิเลวทีเดียว!”
ลาถีเท่อทั้งปลอบเก๋อจือที่โมโหพร้อมทั้งยื่นมือออกไปลูบถุงมือในมือของโม่จ้าน ในเสี้ยววินาทีที่สัมผัสกับวัสดุของถุงมือ แววตาของคนทั้งสามต่างเป็นประกายขึ้นมา --- นอกจากข้อนิ้วมือ ฝ่ามือและหลังมือที่ปกคลุมด้วยตาข่ายโลหะและแผ่นโลหะหนา ทุกจุดเชื่อมต่อของถุงมือล้วนแต่รัดไว้ด้วยเส้นโลหะที่มีความเหนียวทนทาน ฝีมือประณีตอย่างยิ่ง สนับมือที่เลี่ยมไว้ด้านบนคือเพชรโมอีสสีใสที่ถูกตัดเป็นรูปทรง มิเพียงบางเบาทว่ายังแหลมคม
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งสามประหลาดใจมากที่สุดก็คือหนังสัตว์ที่ถูกเลี่ยมสนับมือและโลหะ --- หนังสัตว์สีดำสนิทให้สัมผัสมิต่างกับกำมะหยี่ ด้านในมีขนปุยที่นับว่านุ่มมิน้อยอีกหนึ่งชั้น ให้ความรู้สึกสบายมืออย่างมาก ทว่าด้านนอกกลับแข็งแรง ถึงแม้จะมีการฝังตาข่ายโลหะลงไป แต่กระนั้นกลับไม่มีรอยหลุดลุ่ยหรือปริแตกแม้แต่เส้นเดียว
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น นี่เป็นถึงผลงานที่ข้าภูมิใจ!”
เจ้าของร้านเผยรอยยิ้มถือดี แสดงท่าทาง 'ชาวบ้านอย่างพวกเจ้าไม่มีความรู้' ออกมา
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันทำมาจากขนของสิ่งใด? กระทั่งแม่ทัพในเมืองหลวงก็ใช่ว่าจะเคยพบเห็นมาก่อน”
เก๋อจือกลอกตาขาวใส่เจ้าของร้าน เจียนั่วขมวดคิ้ว นำถุงมือจรดใต้จมูกท่ามกลางสายตาสงสัยของโม่จ้านกับลาถีเท่อพลางตั้งใจดมกลิ่น
“...อืม กลิ่นหนังสัตว์พิเศษชนิดนี้ คาดว่าทำมาจากการฟอกหนังลิงไลออนทามารินศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียงในอาณาจักรไหลเต๋อ สามารถทนต่อแรงดึงของเส้นโลหะและไม่ถูกตัดขาด ปุยขนเองก็ไม่มีทางหลุดร่วงเช่นกัน คงจะเป็นขั้นแปดมิผิดแน่”
“นอกจากนั้น แม้จะกล่าวว่าเป็นลิงไลออนทามารินศักดิ์สิทธิ์ที่ ‘ดีที่สุด’ ทว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างของอาณาจักรไหลเต๋อ ขนสีดำที่ขายให้ผู้คนภายนอกย่อมต้องมีสีด่างดวงสักสองถึงสามจุดเป็นอย่างต่ำ เพียงแต่ถูกปกปิดเอาไว้เท่านั้น ขนลิงไลออนทามารินศักดิ์สิทธิ์สีดำสนิทอย่างแท้จริงจะถูกเก็บเอาไว้ให้คณะบริหารชั้นสูงในสันตะสำนักใช้เท่านั้น”
เจียนั่วบีบถุงมือมิต่างกับเป็นสมบัติในบ้านตนเอง แต่ละคำหนักแน่นมีพลัง โม่จ้านกับลาถีเท่อต่างพากันนิ่งงันเสียแล้ว
การตบหน้าเกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก รอยยิ้มของเจ้าของร้านถึงกับแข็งค้างฉับพลัน เก๋อจือออกแรงบีบต้นขาของตนเอง ทว่าท้ายที่สุดยังคงหลุดหัวเราะออกมา
“สมควร ผู้ใดใช้ให้เจ้าวางมาด ผู้ใดใช้ให้เจ้าแสร้งทำราวกับเร้นลับซับซ้อน ฮ่าๆๆๆๆ...”