ชายชุดดำหยิบอุปกรณ์บางอย่างขึ้นมา และเปิดฉายภาพโฮโลแกรมขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ไม่สามารถพบเห็นได้โดยสังคมมนุษย์ยุคใหม่เช่นมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์และสายเลือดอสูร ที่อาศัยอยู่ที่ดาววิหคคราม
เขาเปิดดูข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบสิ่งที่ได้รับมาจากสายสืบกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างละเอียด เมื่อตรวจสอบดูจนแน่ใจแล้วเขาก็กดเปิดอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่ง แล้วพูดว่า “ข้าเจอตัวอย่างที่ต้องการแล้ว เริ่มภารกิจต่อไปได้”โดยไม่รอคำตอบกลับ
จากนั้นก็ลงมือติดตั้งอปุกรณ์บางอย่างที่มุมหนึ่งยากจะสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าก่อนจะสลายร่างกลืนไปกับเงาในบริเวณใกล้เคียง
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป
สงครามระหว่างมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์และสายเลือดอสูร ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววันการสู้รบผลัดกันชนะผลัดกันแพ้ในสมรภูมิจากกำลังพลและระดับพลังของผู้ใช้พลังที่ไม่ต่างกันมาก ทำให้ผลแพ้ชนะยากจะตัดสิน
แต่หากว่าสงครามกลายเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานแล้วล่ะก็ผู้ที่จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอนย่อมคือมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ที่ถูกบีบให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด เพราะไพรินที่เป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนทั้งหมดไม่เพียงพออีกต่อไป
อย่างที่ทราบกันมนุษย์ยุคใหม่หรือยุคปัจจุบัน ไม่ได้ต้องการ “อาหาร” เพื่อดำรงชีวิตอีกต่อไปเพราะสามารถดูดซับพลังงานได้โดยตรง ผ่านอัญมนีนพเก้า นามว่า ไพริน
ไพริน และอัญมนีนพเก้าอื่น ๆทุกชนิดมีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ การฟื้นคืนพลังงานเองโดยธรรมชาติโดยความสามารถในการฟื้นคืนจะดีแค่ไหน ก็คืออยู่กับคุณภาพและระดับของอัญมนี
ดังนั้นแล้ว ทุกครัวเรือนจะมีไพรินไว้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตไว้อยู่แล้ว นอกเสียจากว่าคนในครอบครัวมีอาการเจ็บป่วย หรือบาดเจ็บจากสิ่งใดก็ตามแต่ ก็จะต้องใช้ ไพรินมากกว่าปกติซึ่งหากอัตราการใช้กับการฟื้นคืนพลังไม่สอดคล้องกันก็จำเป็นจะต้องไปซื้อ ไพริน มาเพิ่มนั่นเอง
และในภาวะสงคราม การค้นหาอัญมนีก้อนใหม่ทำได้น้อยลงกว่า 7ใน 10 ส่วนผนวกกับการใช้ที่มากขึ้นจากการรักษาทหารและเพื่อเพิ่มพูนพลังให้กับผู้ใช้พลังในการทำสงคราม ย่อมทำให้อัตราการใช้มากกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นหลายเท่า
และหากเป็นแบบนี้ต่อไปแล้วล่ะก็อัญมนีที่ใช้หล่อเลี้ยงประชาชนก็จะไม่เพียงพอ และประชาชนก็จะอดตายในท้ายที่สุด โดยเรื่องนี้ ใช่ว่าไม่มีใครตระหนักถึงแต่ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้ต่างหาก
สำนักนพเก้าสาขาดาววิหคครามตำหนักเจ้าสำนัก ภายในโถงประชุมใหญ่เหล่าอาวุโสของสำนักทั้งสิบคนได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่และกำลังถกเถียงเรื่องดังกล่าวอยู่
“เป็นไปได้อย่างไรกัน ที่สหพันธ์จะนิ่งเฉยกับเรื่องนี้”
“แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไรดี ...”
“สหพันธ์จะนิ่งเฉยก็ไม่แปลกหรอกแต่สำนักงานใหญ่ล่ะ พวกเขาว่าอย่างไรบ้าง ท่านเจ้าสำนัก”
“.... สำนักงานใหญ่ เห็นควรตามสหพันธ์....” เจ้าสำนักเหยาตอบเหล่าอาวุโสด้วยน้ำเสียงผิดแปลกไปไม่เหมือนเคยแสดงให้เห็นว่าเขากำลังกังวลแค่ไหนกับเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีวิตกกังวลให้อาวุโสเห็นแต่อย่างใด
“หากเป็นเช่นนี้นี่ไม่ใช่หมายความว่าพวกเราถูกลอยแพแล้วงั้นหรือ ...”
“ข้าเองก็ยังไม่มั่นใจกับเรื่องนี้ ...แต่การที่สำนักงานใหญ่เห็นพ้องกับสหพันธ์ อาจด้วยเหตุจำเป็นบางอย่าง ...ข้าได้ยินมาว่า พวกเขากำลังอยู่ระหว่างการคัดเลือกว่าที่ผู้นำสำนักจากทายาทรุ่นเยาว์นี่คงเป็นเหตุสำคัญให้พวกเขาไม่สนใจพวกเราก็เป็นได้ ...”
“.....” เมื่อทุกคนได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่มีใครสงสัยและเอ่ยถามอีกต่อไป หากเป็นอย่างที่ เจ้าสำนักเหยาว่าการที่พวกเขาไม่ได้รับคำตอบ ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะคงไม่มีใครสนใจสาขาย่อยหนึ่งณ ดาวเคราะห์เล็ก ๆ ดวงหนึ่ง จากหลายพันสาขาทั่วดาราจักร
“หากเป็นเช่นนี้ พวกเราลี้ภัยไปยังดาวดวงอื่นกันเลยดีหรือไม่”
“ทำแบบนั้นไม่ได้แม้เราจะรอดชีวิตจากสงครามครั้งนี้ แต่ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกขี้คลาดทันที”
“แล้วจะให้ทำอย่างไรกันเล่า ...”
“เลิกเถียงกันเสียทีพวกท่านเอาแต่พูดถึงเรื่องตัวเองไม่เห็นมีใครพูดเรื่องศิษย์สำนักกับประชาชนผู้บริสุทธ์เลย ...สิ่งที่พวกเราควรทำตอนนี้ ก็คือช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่หรือมันเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้วนี่” คุณหนูเหยา แม้จะมีนิสัยเอาแต่ใจแต่ก็ไม่ได้เป็นคนไร้ศิลธรรมจึงอดโมโหไม่ได้เมื่อเหล่าอาวุโสของสำนักที่นางให้ความเคารพมาตลอดจะแสดงออกกันเช่นนี้
“คุณหนู พวกเราเป็นเพียงสมาชิกชั้นล่างสุดไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจทำอะไรโดยพลการ หากเรากระทำการใดๆที่สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกระดับสูง ย่อมไม่เป็นผลดีกับพวกเราในที่สุด”
“สรุปคือยังไงท่านก็เห็นตัวเองสำคัญกว่าอยู่ดีจะพูดอ้อมไปมาให้ดูดีไปทำไม”
“คุณหนูกล่าวผิดแล้วข้าเพียงออกความเห็นจากข้อเท็จจริง และสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่การช่วยเหลือประชาชนหรือพวกเราส่งคนไปช่วยรักษาและเสริมแนวป้องกันที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่กว่าพันคนนี่ยังไม่นับว่าพวกเราได้ช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถที่ทำได้ ในฐานะสมาชิกของ [สหพันธ์การค้าสากล] แล้วงั้นหรือ”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าที่ทำอยู่ไม่เรียกว่าช่วยเหลือแต่หมายถึงพวกเราที่นั่งกันอยู่ที่นี่ต่างหากพวกเรานับเป็นกลุ่มคนระดับสูงสุดของดวงดาวแล้ว ในความหมายของข้าเราควรจะส่งตัวแทนในนามของสำนักนพเก้าประจำดวงดาวไปเจรจาสงบศึกกับพวกมนุษย์สายอสูรต่างหาก เพื่อจบสงครามโดยเร็วที่สุด”
“....” เมื่อคุณหนูเหยาพูดจบอาวุโสทั้งสิบก็หันไปมองหน้ากัน พร้อมแสดงสีหน้าวิตกกังวลกันหนักขึ้นไปอีก เพราะพวกเขาต่างรู้และเข้าใจสิ่งที่คุณหนูเหยากล่าวแต่ใครเล่าจะอยากไปเป็นตัวแทน ที่อาจถูกสังหารได้หากการเจรจาล้มเหลว แม้จะมีกฏจาก [สหพันธ์แห่งสันติภาพ] กำกับไว้อยู่ก็ตามที
“ท่านพ่อ เช่นนั้นข้าจะไปเอง”เมื่อไม่มีใครอาสา คุณหนูเหยาจึงออกตัว ไม่ทราบว่าไปกินสิ่งใดผิดแปลกไปถึงได้กล้าเยี่ยงนี้
“ไม่ได้ ... จะให้เจ้าไปไม่ได้จะบ้าหรือไง ...” เจ้าสำนักเหยาเอ่ยค้านทันที
คุณหนูเหยาเห็นบิดารีบออกตัวก็รู้สึกตื้นตันใจ แล้วโน้มตัวเข้ากระซิบที่ข้างหูบิดาว่า “ท่านพ่อไม่ต้องกังวลข้าไม่ได้ไปคนเดียว ...”
เจ้าสำนักเหยาหันไปมองหน้าบุตรสาวและส่งสายตาเป็นคำถามที่คุณหนูเหยาทราบว่าเขาจะถามอะไร และนางก็พยักหน้าให้ด้วยความมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดทำอันตรายนางได้อย่างแน่นอน
เมื่อทราบแล้วว่าผู้ที่จะไปกับบุตรสาวด้วยเป็นใครเขาก็สบายใจแล้วเอ่ยในองค์ประชุมว่า “เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีใครแย้งว่าเราต้องส่งคนไปเจรจาแต่ไม่มีใครอาสา เช่นนั้น ข้าขอแต่งตั้งให้บุตรสาวข้าเป็นตัวแทนข้านับแต่นี้เป็นต้นไป และจะเป็นผู้เจรจาสงบศึกในครั้งนี้มีใครมีความเห็นเพิ่มเติมอีกหรือไม่”
อาวุโสทุกคนต่างก้มหน้าด้วยความจำใจ เพราะพวกเขาต่างมีความต้องการตราตัวแทนเจ้าสำนักและแข่งขันกันมาตลอดเพื่อสิ่งนี้ และในตอนนี้โอกาสก็มาแล้วแต่พวกเขาก็ไม่กล้ารับมาโดยแลกกับการเอาชีวิตไปเสี่ยง
เมื่อการประชุมจบลงและอาวุโสทุกคนก็แยกย้ายกันไป เจ้าสำนักเหยาก็รีบเอ่ยถามกับบุตรสาวในทันที
“นี่เป็นแผนของเขาหรือ”
“เป็นเช่นนั้น ท่านพ่อเขาเป็นคนบอกให้ข้าเสนอเรื่องการเจรจานี้เอง และยังคาดการณ์ไว้ด้วยว่าจะไม่มีใครเสนออาสาทำหน้าที่นี้ และข้าจะต้องเป็นคนไป”
“...... พ่อเข้าใจแล้ว ว่าแต่เถอะข้าไม่เห็นเขาเลยตั้งแต่วันตัดสินคดี ข่าวคราวก็เงียบหายไปตั้งแต่วันนั้นแล้วลูกไปเจอเขาได้ยังไง ในเมื่อลูกก็อยู่กับพ่อตลอดตั้งแต่วันนั้น”
คุณหนูเหยาได้ยินคำถามก็รู้สึกคันปากอย่างที่สุดตั้งแต่วันเกิดเหตุวันนั้น นางก็ไม่ปริปากใด ๆเลย แม้แต่กับบิดาของตนเพราะยึดมั่นในคำที่ให้ไว้กับเทียนคง แต่ตอนนี้นางกำลังมีความคิดที่จะบอกแล้วเพราะอย่างไรบิดาของนางก็เป็นคนที่นางไว้ใจมากที่สุด
นางหันซ้ายหันขวาเพื่อตรวจดูว่าไม่มีใครอยู่แล้วจริง ๆจากนั้นจึงล้วงเข้าไปในเสื้อแล้วหยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมา มันมีขนาดเล็กมากเล็กกว่าหัวเข็มหมุดเสียอีก มันคือจิ๋วหลิ๋วของเทียนคงนั่นเอง
“เขาติดต่อข้ามาด้วยสิ่งนี้ ...ท่านพ่อเคยเห็นหรือไม่”
เจ้าสำนักเหยาหรี่ตามองจิ๋วหลิ๋วบนฝ่ามือคุณหนูเหยาแล้วหยิบมันขึ้นมาพิเคราะห์ดูด้วยความสนใจก่อนจะตอบว่า “พ่อไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน มันคืออะไรงั้นหรือ”
“มันคืออุปกรณ์ที่สามารถสื่อสารกันได้... ตอนแรกข้าตกใจมากที่จู่ ๆก็ได้ยินเสียงของเขาใกล้ ๆหู แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจนมันได้สร้างภาพลวงตาขึ้นมาเป็นภาพใบหน้าของเขาตรงหน้าข้า ทำข้าตกใจแทบแย่”คุณหนูเหยาเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“... แล้วอย่างไรต่อ”เจ้าสำนักเหยาเองก็เช่นกัน เขารู้สึกสนใจเรื่องนี้จริง ๆเพราะเทียนคงสร้างความประหลาดใจให้เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเขาจะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เทียนคงจะสร้างความประหลาดใจอะไรให้กับเขาอีก
“เขาใช้มันพูดคุยกับข้าราวกับตัวเขาอยู่ตรงหน้าข้าจริง ๆเลยล่ะ ... บลา ๆๆๆ ....”
คุณหนูเหยาเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างออกรสจนกระทั่งนางกำลังเริ่มพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเจ็ดวันก่อนที่เทียนคงแสดงระดับพลังที่แท้จริงและความสามารถต่าง ๆในการจัดการชายชุดดำ
จิ๋วหลิ๋วที่วางอยู่บนโต๊ะพลันทำงานแล้วลอยขึ้นมาต่อหน้าสองพ่อลูกจากนั้นจิ๋วหลิ๋วตัวอื่น ๆที่กระจายอยู่ตามตำหนักเจ้าสำนักนพเก้าก็มารวมตัวกันบริเวณนี้แล้วสร้างม่านพลังลวงตาไว้ถึงสองชั้น
“ศิษย์พี่ ... หากท่านเป็นคนเล่าเกรงว่าจะใส่สีตีไข่เสียเกินความจริง ให้ข้าเป็นคนบอกท่านเจ้าสำนักเอง”ภาพโฮโลแกรมแบบเต็มตัวเท่าตัวจริง ถูกฉายลงมาจากจิ๋วหลิ๋วเห็นเป็นเทียนคงกำลังนั่งทำอะไรบางอย่างบนโต๊ะที่ไม่ทราบว่าทำสิ่งใดอยู่แล้วพูดคุยกับทั้งสองคน
“..... ครืดดดดดดด”เจ้าสำนักเหยาเพิ่งเคยพบเจอภาพโฮโลแกรมเป็นครั้งแรกถึงกับตกใจจนไถลเก้าอี้ออกไปเป็นเมตรนี่ถ้าผู้อื่นเห็นเขาในสภาพนี้คงเป็นที่ขบขันเป็นแน่
เทียนคงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นพร้อมกับบอกเล่าสิ่งที่เขาคาดการณ์จากข้อมูลที่ได้จากการค้นข้อมูลผ่านสมองของชายชุดดำ แต่เขาไม่ได้เล่าทั้งหมดที่รู้โดยมีใจความว่า
เย็นวันตัดสินคดีมีแวมไพร์คนหนึ่งได้ติดตามเขาและคุณหนูเหยามาโดยมีจุดประสงค์ในการจับกุมตัวคุณหนูเหยา เพื่อใช้เป็นตัวประกันในการต่อรองไม่ให้สำนักนพเก้าเข้าวุ่นวายกับสงครามที่กำลังเกิดขึ้นโดยในเนื้อความนี้ เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เขาใช้ทักษะระดับเทพเจ้าให้เจ้าสำนักเหยาทราบแต่อย่างใด
แน่นอนว่าเจ้าสำนักเหยาก็สงสัยมากว่าเทียนคงทำอย่างไรถึงเอาชนะแวมไพร์ได้ เพราะเท่าที่เขาทราบแวมไพร์ที่มาที่ดาวเคราะห์นั้น มีระดับพลังถึงตำนานขั้นสามถึงห้าการจะเอาชนะพวกนั้นสักคนหนึ่ง จำเป็นต้องใช้คนอย่างเขาอย่างน้อยสามคนซึ่งในดาววิหคครามนี้ มีมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับเขาเพียงเจ็ดคน เขาทราบดีว่าเทียนคงนั้นเหนือกว่าเขาแต่ก็ยากที่จะเชื่อว่าเหนือกว่าพวกแวมไพร์ที่มาด้วย
แม้จะสงสัยแต่เขาก็ยังไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องที่น่าสงสัยไม่แพ้กันคือสิ่งที่เทียนคงบอกกล่าวเมื่อครู่
“เดี๋ยวก่อนนะ ท่านบอกว่า แวมไพร์คนนั้นต้องการให้สำนักนพเก้าของข้าไม่วุ่นวายกับสงครามทำไมเขาต้องทำอย่างนั้นกัน ในเมื่อต่อให้ข้าต้องการทำ ก็ใช่ว่าจะทำได้”
“ท่านจำเรื่องที่มีทัพหนุนจากผู้ใช้พลังอิสระเข้าช่วยเหลือทหารเมืองด่านเมืองตระกูลกัวสาขาสี่ได้หรือไม่”เทียนคงเอ่ยตอบด้วยคำถาม
“ข้าจำได้แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือ”
“กองทัพนั่น แท้จริงแล้ว .... เป็นคนของข้าเอง”
“อ่อ เช่นนั้นหรือ ........... ห่ะ ทะท่านว่าอย่างไรนะ คนของท่าน!!” เจ้าสำนักเหยาเบิกตาโพล่งด้วยความตกใจเพราะเขาเองก็ไม่ได้เชื่อถือข่าวที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่แจ้งแต่อย่างใดและให้คนของตัวเองแอบสืบมาเช่นกันแต่ก็ได้ข้อมูลชุดเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนจากที่ตระกูลกัวประกาศใครจะคาดฝันว่าเรื่องที่ประกาศตอนนั้น เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ โดยคนที่สร้างเรื่องโกหกนั้นขึ้นมาก็คือเทียนคง
“อืมมมม ...” เทียนคงตอบย้ำจากนั้นจึงพูดต่อว่า “แล้วก็แวมไพร์พวกนี้เกี่ยวข้องกับมนุษย์สายเลือดอสูรด้วยโดยตรง และจากการรบในวันนั้นแวมไพร์คนนี้ตั้งใจจะจับตัวศิษย์พี่ เพราะเข้าใจว่า กองทัพนี้เป็นทัพหนุนจาก [สหพันธ์แห่งสันติภาพ] ที่ส่งมา ผ่านประตูมิติประจำสำนักนพเก้าดังนั้นเขาจึงต้องการใช้ศิษย์พี่ในการต่อรองไม่ให้ท่านใช้กองทัพนั้นหรือใครก็ตามที่มาจาก [สหพันธ์แห่งสันติภาพ] .....