ผมเดินผ่านทางเดินไปอย่างเงียบ ๆ มุ่งหน้าสู่ทางออก
แต่ทันใดนั้น...
สายลมพัดผิดปกติจากด้านข้าง — ไม่ใช่ลมธรรมชาติ
ผมสัมผัสได้ก่อนที่สายตาจะทันมองเห็น เวทมนตร์พุ่งเข้าใส่จากมุมอับที่ไม่มีใครสังเกต ผมสร้างเกราะป้องกันขึ้นทันควันด้วยสัญชาตญาณ
ตูม!
แรงกระแทกสะท้อนกลับ ฝุ่นฟุ้งกระจายเป็นวงกว้าง ผู้คนรอบข้างหันมามองด้วยความตกใจ บางคนร้องเสียงหลง ถอยหนีเป็นระยะ
ผมยกมือขึ้น เงาใต้เท้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว
"ออกมา"
ลีโอกับคลีโอปรากฏตัวขึ้นทันที ยืนคุ้มกันรอบตัวผมในท่าเตรียมพร้อม สายตาทั้งสองกวาดมองหาศัตรูอย่างไม่วางใจ
แต่...ไม่มีอะไรเลย
ไม่มีร่างศัตรู ไม่มีเสียงฝีเท้าหลบหนี ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของผู้โจมตี ราวกับเวทมนตร์นั้นลอยออกมาจากอากาศเปล่า ๆ
ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความคิดแล่นเร็ว
นี่ไม่ใช่การลอบทำร้ายจริง...
ถ้าเป็นการโจมตีจริง ไม่มีเหตุผลที่ผู้ก่อเหตุจะหายตัวไปเงียบ ๆ โดยไม่พยายามซ้ำ และแรงของเวทที่พุ่งเข้ามาก็อ่อนเกินกว่าจะหวังผลสังหารจริงจัง
ผมกวาดสายตามองไปรอบด้าน ทีละจุด ทีละมุม จนกระทั่งสะดุดตากับบางอย่าง
แสงสีขาวจาง ๆ ซ่อนอยู่ในรอยแตกเล็ก ๆ ของกำแพงหินข้างสนามสอบ
มานา
มันไม่ใช่มานาธรรมชาติที่ลอยอยู่ในอากาศทั่วไป แต่เป็นมานาที่ถูกอัดแน่นไว้อย่างตั้งใจ ซ่อนอยู่หลังภาพลวงตาบางอย่าง
ผมเรียกอันเดดออกมาเพิ่มอีกสองตัวจากสวนแห่งเงา จากนั้นร่ายเวทตรวจจับใส่กำแพงตรงจุดนั้นอย่างละเอียด
โครงสร้างเวทซับซ้อนกว่าที่คิด — ไม่ใช่กับดักธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนภัยคุกคามจริง
ผมตัดสินใจ
"โจมตี"
อันเดดทั้งหมดพุ่งเข้าใส่กำแพงพร้อมกันตามคำสั่ง
แต่ก่อนที่การโจมตีจะถึงเป้าหมาย เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกลางอากาศ ราวกับมีคนพูดผ่านเวทขยายเสียง
"ผ่าน"
"อะไร?"
ผมชะงัก ยกมือขึ้นสั่งให้อันเดดหยุดในทันที
กำแพงตรงหน้าเริ่มสั่นไหว พื้นผิวหินบิดเบือนราวกับภาพลวงตาที่กำลังสลาย ก่อนที่ชายคนหนึ่งในชุดคลุมของสถาบันจะเดินออกมาจากภายใน ยกมือทั้งสองข้างขึ้นแสดงท่าทีไม่มีพิษภัย
"เรน ซินเดอร์เกรฟ ผ่านการทดสอบรอบที่สอง"
เขาประกาศด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ พร้อมจดบางอย่างลงในแผ่นกระดาษที่ลอยอยู่ตรงหน้า
"การสอบรอบที่สามจะจัดขึ้นพรุ่งนี้ เวลาเดิม สถานที่เดิม"
ผมยืนนิ่ง ไม่ตอบอะไรทันที
สายตาของผมยังคงจับจ้องไปที่กำแพงซึ่งกำลังกลับคืนสู่สภาพปกติ ไม่มีร่องรอยของความเสียหายใด ๆ เหลืออยู่เลย ราวกับทุกอย่างเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
ผมโค้งศีรษะเล็กน้อยให้กับผู้คุมสอบ ก่อนหันหลังเดินออกจากสถานที่สอบ
สมเป็นการทดสอบการตัดสินใจจริง ๆ
ผมคิดในใจ ระหว่างเดินผ่านฝูงชนที่ยังคงมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ อยู่บ้าง
คาดไม่ถึงเลยว่าการทดสอบรอบที่สองจะซ่อนอยู่ในรูปแบบของการโจมตีจริง ที่ผู้สมัครต้องตัดสินใจว่าจะตอบโต้อย่างไร โดยไม่มีใครบอกกฎเกณฑ์ล่วงหน้าแม้แต่น้อย
ถ้าผมตื่นตระหนกเกินไป จู่โจมทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยไม่ตรวจสอบก่อน...
หรือถ้าผมลังเลนานเกินไปจนปล่อยให้ "ภัยคุกคาม" หลุดลอยไป...
ผลลัพธ์คงต่างออกไปแน่นอน
ผมเดินกลับมาถึงที่พัก อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนหยิบวงแหวนสำหรับติดต่อขึ้นมา ส่งมานาเข้าไปเรียกลูน่า
ไม่นานเสียงของเธอก็ดังขึ้นจากวงแหวน ชัดเจนราวกับอยู่ในห้องเดียวกัน
"สถานะการเป็นไงบ้าง?"
ผมถามขึ้นก่อน
"ฉันจัดการกลุ่มผู้บูชาปีศาจไปได้หนึ่งกลุ่มค่ะ"
น้ำเสียงของลูน่าฟังดูมั่นใจกว่าตอนที่เพิ่งเกิดใหม่มาก
"ทำการช่วยเหลือเรียบร้อย มีมนุษย์สัตว์หนึ่งคน มนุษย์อีกสองคน ทุกคนประสงค์จะอยู่ในองค์กรต่อไปค่ะ"
"แม้จะรู้ว่าเธอมีพลังของปีศาจก็ตาม?"
ผมถามย้ำ อยากรู้ปฏิกิริยาของพวกเขา
"ใช่ค่ะ"
เธอตอบทันที ไม่มีความลังเลในน้ำเสียงแม้แต่น้อย
"พวกเขาบอกว่ายอมรับได้ ตราบใดที่ฉันไม่ทำร้ายพวกเขา และช่วยพวกเขาจากสิ่งที่เลวร้ายกว่าได้จริง"
ผมพยักหน้าแม้เธอจะมองไม่เห็น
"ฉันขอถามอะไรนายท่านได้ไหมคะ?"
เสียงของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับลังเลอยู่ก่อนจะถาม
"ได้สิ"
ผมตอบ ไม่ได้คาดว่าจะเป็นคำถามอะไร
"จุดประสงค์ที่แท้จริงขององค์กรคืออะไรคะ?"
ผมนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทบทวนว่าควรตอบมากน้อยแค่ไหน ก่อนตัดสินใจตอบตามความจริง ไม่มีเหตุผลต้องปิดบังเรื่องนี้จากเธอ
"ฉันต้องการฆ่าคนคนหนึ่ง"
ผมพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังพูดเรื่องธรรมดา
"แต่ฉันคนเดียวย่อมมีขีดจำกัด"
ความเงียบเกิดขึ้นสั้น ๆ ที่ปลายสาย
"ถ้างั้น...ทำไมต้องช่วยให้คนที่ถูกจับมากลับบ้านด้วยล่ะคะ?"
เธอถามต่อ ฟังดูเหมือนพยายามต่อจิ๊กซอว์ในหัว
"คงเพราะว่าทำได้ล่ะมั้ง"
ผมตอบเรียบ ๆ ไม่ได้คิดคำตอบที่สวยหรูกว่านี้
"ยังไงก็ตาม การสร้างพันธมิตรไว้ย่อมดีกว่าไม่มี"
ผมหยุดเล็กน้อย ก่อนเปลี่ยนเรื่อง
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันวางสายนะ"
"ค่ะ นายท่าน"
เสียงของเธอดังขึ้นก่อนวงแหวนจะเงียบลง
วันถัดมา — การสอบรอบที่สาม
เช้าตรู่ ผู้สมัครทุกคนถูกรวมตัวกันที่ลานกลางสถาบันอีกครั้ง คราวนี้บรรยากาศตึงเครียดกว่าวันแรกอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนต่างรู้แล้วว่าการสอบครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
วงเวทเคลื่อนย้ายขนาดมหึมาถูกวาดขึ้นกลางลาน แสงสีฟ้าอมม่วงพวยพุ่งขึ้นจากพื้น
"เตรียมตัว"
เสียงผู้คุมสอบดังขึ้น
จากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นแสงสีขาว
เมื่อผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง ผมกำลังยืนอยู่กลางป่าทึบ
ต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงแดดจนเหลือเพียงลำแสงบาง ๆ ลอดผ่านใบไม้ลงมา อากาศชื้นเย็น กลิ่นดินและใบไม้ผุลอยอบอวล
เสียงประกาศดังขึ้นกลางอากาศ ราวกับมาจากทุกทิศทางพร้อมกัน
"ภารกิจของท่านคือค้นหาลูกแก้วมานาที่ซ่อนอยู่ทั่วป่าแห่งนี้"
"ลูกแก้วแต่ละลูกมีปริมาณมานาภายในแตกต่างกัน ยิ่งลูกใดมีมานาน้อยเท่าไร คะแนนที่ได้รับยิ่งมากเท่านั้น เนื่องจากบ่งบอกถึงทักษะการซ่อนพรางและการตรวจจับที่แม่นยำกว่า"
"ห้ามโจมตีผู้สมัครคนอื่นโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิ์ทันที"
"อนุญาตให้จับกลุ่มร่วมมือกันได้"
เสียงเงียบลง ป่าทั้งผืนกลับคืนสู่ความเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องแว่ว ๆ และเสียงลมพัดใบไม้
ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอมยิ้มเล็กน้อยในใจ
ถ้าให้พูดตรง ๆ นี่น่าจะเป็นการสอบที่ง่ายที่สุดสำหรับผมแล้ว
สำหรับคนที่มองเห็นมานาได้ชัดเจนกว่าจอมเวทคนไหน ๆ ต่อให้ลูกแก้วถูกซ่อนดีแค่ไหน ตราบใดที่มันยังมีมานาหลงเหลืออยู่แม้เพียงนิดเดียว ผมก็สามารถหามันเจอได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก
ผมเริ่มเดินสำรวจ สายตากวาดผ่านต้นไม้ พุ่มไม้ โพรงหิน ทุกจุดที่มีแสงมานาเรืองอยู่แม้เพียงเล็กน้อย
ลูกแรกซ่อนอยู่ใต้รากไม้ใหญ่ ผมขุดออกมาด้วยเวทดินง่าย ๆ
ลูกที่สองแขวนอยู่บนกิ่งไม้สูง มองจากพื้นแทบมองไม่เห็น แต่แสงมานาที่ผมมองเห็นกลับชัดเจนราวกับมีใครจุดคบไฟไว้กลางความมืด
ลูกที่สามซ่อนอยู่ในโพรงหินใต้ลำธาร
ผมเก็บไปเรื่อย ๆ อย่างเป็นระบบ ไม่รีบร้อน ไม่พลาดจุดใดจุดหนึ่ง
ผ่านไปไม่นาน ผมก็เก็บลูกแก้วได้ถึงสิบห้าลูกแล้ว
ผมไม่รู้ว่าตัวเลขนี้ถือว่าเยอะหรือไม่เมื่อเทียบกับผู้สมัครคนอื่น เพราะไม่มีทางรู้ว่าคนอื่นเก็บได้เท่าไร แต่เป้าหมายของผมคือการติดอันดับสูงพอจะได้เข้าห้องเรียนพิเศษ — ดังนั้นยิ่งเก็บได้มากยิ่งดี
ผมเดินลึกเข้าไปในป่ามากขึ้น จนกระทั่ง...
สายตาของผมสะดุดกับแสงมานาดวงหนึ่ง ซ่อนอยู่บนกิ่งไม้สูงเหนือหัว มานาภายในของมันจางมาก แทบจะกลืนไปกับแสงธรรมชาติรอบข้าง — นั่นหมายความว่าคะแนนของมันสูงเป็นพิเศษ
ผมยื่นมือออก ส่งมานาออกไปเพื่อดึงมันลงมาอย่างนุ่มนวล
แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
เส้นมานาอีกเส้นหนึ่งพุ่งเข้ามาจากทิศทางตรงข้าม พันรอบลูกแก้วลูกเดียวกัน
มีอีกคนกำลังใช้มานาดึงลูกแก้วลูกเดียวกับผมอยู่พอดี