ณ ค่ายพักแรมของแอนนา
นับั้แ่ที่กวีจากไป วันเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วราวหนึ่งชั่วโมงเศษ ซึ่งในขณะนี้ องค์หญิงวัยเยาว์และโอเกอร์ได้เร่งดำเนินการติดต่อซื้อขายวัตถุโบราณที่ได้มา เพื่อนำมาเป็ทุนสำหรับเสบียงและการเสริมแกร่งทางด้านยุทโธปกรณ์ของกองกำลัง
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจดจ่อกับงานตรงหน้า แต่แล้วแอนนากลับตระหนักได้ถึงเื่สำคัญอย่างหนึ่งขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน
“จริงสิโอเกอร์ ไม่ใช่ว่าเราลืมเตรียมพวกอาหารและอาวุธให้ท่านกวีรึไง !!”
เสียงของเธอถูกเปล่งออกมาดังลั่นเป็เสียงะโ โอเกอร์เองก็ลืมเลือนมิได้ต่างจากเธอ เขานั้นเตรียมกระทั่งเสื้อคลุมกันแดดให้เป็อย่างดี แต่ทว่าเขากลับลืมสิ่งสำคัญอย่างอาหารและน้ำไปเสียสนิท
ใน่เวลาเดียวกัน ห่างออกมาจากที่พักแรมของแอนนาทางทิศตะวันออกราวครึ่งไมล์
ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุสาดส่องไปทั่วทุกหนทุกแห่ง กวีนั้นได้เดินทางไปต่อข้างหน้า การเดินทางในครั้งนี้ยากเย็นยิ่งกว่าที่คิด เพราะความร้อนที่แผ่ขยายไร้ที่สิ้นสุด น้ำในร่างกายขับออกมาผ่านรูขุมขนพร้อมแปรเปลี่ยนเป็เหงื่อ ร่างกายพลันรู้สึกอ่อนแรงคล้ายคลึงว่าเขาใกล้จะเป็ลม
“ชั้นนี่มันโง่จริงๆ อาหารก็ไม่ขอมาด้วย แล้วนี่ชั้นจะเอาชีวิตรอดไปจนถึงถนนได้ยังไงกันเนี่ย”
เสียงของกวีแ่เบาราวกับคนที่ไร้เรี่ยวแรง จากถ้อยคำของโอเกอร์ หากว่าเขา้าเดินทางไปให้ถึงป่าเพื่อหลบแสงแดด เวลาในการเดินทางก็อาจร่วมไปอย่างน้อยก็ราวครึ่งวัน
ยามนี้เวลาพึ่งล่วงผ่านไปเพียงชั่วโมงเศษ จนกว่าเขาจะลากสังขารจะไปจนถึงที่หมาย เกรงว่าน้ำในร่างกายคงถูกขับออกมาจนหมดพร้อมกับสติของเขาที่สิ้นลงเสียก่อน
เพื่อเอาตัวรอดท่ามกลางทุ่งทะเลทรายอันร้อนระอุที่ราวกับกำลังย่างเท้าเข้าสู่ทุ่งเปลวเพลิงจากขุมนรกอเวจี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพลังงานและน้ำในร่างกาย
“เราต้องหาอาหารและน้ำ”
สิ้นเสียงว่ากล่าว มือของเขาเร่งหยิบเอาหนังสือคู่มือที่แอนนามอบให้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
การจะหาน้ำบนผืนทะเลทรายอันรกร้างมีอยู่หลากหลายวิธี พืชบางชนิดจำต้องกักเก็บน้ำเอาไว้เพื่อให้พวกมันอยู่รอดแม้ในสภาวะไร้ฝน
แต่ในครั้งนี้ กวีได้เลือกสรรทางเลือกสุดท้ายที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะทำได้
นั่นคือการดื่มเืจากอสูร
ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ หยาดโลหิตก็เปรียบได้ดังยาพิษสำหรับร่างกายของมนุษย์ ก็จริงอยู่ที่ร่างกายจำต้องใช้เืในการหล่อเลี้ยงร่างกาย ทว่าหยดเือุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่สูงลิ่ว การขับพวกมันให้ออกจากร่างกายจึงเป็เื่ที่ยากลำบาก เมืุ่์ดื่มเืเข้าไปโดยตรง กลุ่มธาตุเหล็กจะเข้าไปสะสมในร่างกายมากจนเกินไป ไม่นานนักจะก่อให้เกิดภาวะเหล็กเกิน อวัยวะภายในที่เรียกว่าตับจะเสียและเกิดอาการขาดน้ำแทนที่จะได้น้ำ
เพียงแต่ในกรณีของกวีถือเป็ข้อยกเว้น ด้วยผลของทักษะความสิ้นหวังของผู้ต้อยต่ำ พิษร้ายใด ๆ ก็มิอาจพรากชีวิตของเขาให้ดับลง มันคือพรจากคำสาปที่พระเ้าประทานให้เขาเพื่อแลกเปลี่ยนกับความสิ้นหวังตลอดระยะเวลาหนึ่งปี
กวีตรวจสอบเนื้อความภายในสมุดคู่มืออย่างพินิจพิจารณา ตัวหนังสือบนหน้ากระดาษถูกบรรจงเขียนและเรียบเรียงให้อยู่ในรูปแบบที่งดงาม
ทะเลทรายอาวาเลสคือระบบนิเวศน์ที่มีสัตว์อสูรระดับต่ำอยู่หลากหลายสายพันธุ์ กระนั้นรอบกายกลับไม่ปรากฏร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย
“ครึ่นๆๆ ”
ราวกับฟ้าได้ยินเสียงในใจของเขา เสียงดังขึ้นพร้อมผืนทรายได้เริ่มต้นสั่นไหว กวีััได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้า ทันใดนั้น บางสิ่งบางอย่างได้ผุดขึ้นมาจากผืนทรายปรากฏตัวสูงใหญ่ขนาดเทียบเคียงได้กับตึกระฟ้า
“นี่มันตัวบ้าอะไรวะ !!”
กวีแหงนมองขึ้นไปด้วยแววตาตกตะลึง เหนือหัวของเขาปรากฏตัวหนอนซึ่งมีขนาดลำตัวที่ใหญ่ั์ รอบกายเป็ปล้อง เสียงคำรามของมันดังลั่นประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า ภายในปากมีเขี้ยวแหลมคมงอกเงยจำนวนร้อยกว่า เพียงแค่มันอ้าปาก ดวงตะวันก็มิอาจส่องสว่างมาที่กวีราวกับมีที่บังแดดขนาดใหญ่
มันสัตว์อสูรระดับหนึ่งในชื่อของหนอนั์ทะเลทราย แม้ว่าร่างกายจะเปี่ยมไปด้วยความอันตราย กระนั้นความเร็วกลับเป็ข้อด้อยเพียงหนึ่งเดียวโดยแลกเปลี่ยนกับความใหญ่โตของร่างกายของมัน
“เื่รสชาติไม่สำคัญแล้ว ตอนนี้ชีวิตต้องมาก่อน”
กวีเตรียมพร้อมเข้าต่อสู้ ปัญหามีเพียงหนึ่งข้อ ว่าตัวเขาควรสู้กับมันด้วยวิธีการใดจึงจะได้รับชัยชนะมาอยู่ใน
เ้าหนอนั์พุ่งทะยานเข้ามาหวังจะกลืนกิน เมื่อนั้นสองเท้าของกวีแผ่ขยายออร่าสีเทาออกมาบางๆ ขยับเท้าเพียงเล็กน้อยก็หลบพ้นได้อย่างทันท่วงที
“โชคดีจริง ๆ ที่มันช้า แต่ปัญหาคือ..”
เขาตระหนักได้ถึงบางสิ่ง แต่แล้วสิ่งที่เขาคาดคิดเอาไว้กลับก่อกำเนิดขึ้นมาในทันตาเห็น
“ซุ่ม !”
ร่างั์ของอสูรร้ายเคลื่อนกายลงสู่ผืนทรายอย่างรวดเร็ว ไม่นานทั้งร่างของมันได้จมหายไปโดยไม่เหลือแม้แต่วี่แวว
ใบหน้าของกวีเร่งหันมองซ้ายขวา แววตาแลดูลนลานอย่างบอกไม่ถูก พร้อมกับในหัวของเขาได้มีความคิดร้อยแปดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา
.
< หากเราคิดไม่ผิด รัศมีที่ปากของมันสามารถไปถึงราว ๆ สองร้อยเมตร ต่อให้เสริมมานาทั้งหมดลงไปที่เท้าก็คงหนีไม่ทัน >
.
ทุกสิ่งแลดูไม่เป็ใจไปเสียหมด ในกรณีที่ดีที่สุด พลันกวีรีดเค้นมานาและถ่ายโอนไปยังเท้าสองข้าง ตัวเขาก็อาจจะรอดพ้นจากการโจมตีครั้งแรกได้อย่างหวุดหวิด ทว่าห่าฝนเม็ดทรายที่จะโหมกระหน่ำเข้าใส่ก็อาจทำร้ายร่างกายจนถึงขั้นเจ็บหนัก
“ครึน ๆ ๆ”
ผืนทรายเริ่มต้นสั่นไหวอีกครั้ง ราวกับว่าศัตรูใกล้พร้อมที่จะปรากฏตัวและฉีกกระชากร่างเนื้อของเขาได้ทุกเมื่อชั่วยาม
ทันใดนั้น กวีพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ในฉับพลัน แววตาของเขาเปล่งประกายด้วยเปลวแสงแห่งความหวัง ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหว ดวงตาคมเหลือบขึ้นมองอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมประหนึ่งตัวร้ายขณะเอ่ยเบาๆ
.
“จริงสิ..”
.
“ในเมื่อมันซุ่มโจมตีเราจากข้างล่าง..”
.
“งั้นเราก็แค่หนีไปข้างบนก็สิ้นเื่ !!”
.
สิ้นสุดเสียงว่ากล่าว ร่างกายของเขาได้แปรเปลี่ยนไปเป็สิ่งอื่น เปลวเพลิงสีทมิฬปกคลุมทั่วกาย เนื้อหนังทั้งหมดหลุดลอกออกจากร่างเหลืออยู่เพียงสภาพโครงกระดูก
เพียงชั่วครู่ขณะ ร่างจำแลงแห่งความตายได้หายลับไปจากผืนแผ่นดินด้วยความเร็วอันน่าสะพรึง
เรือนร่างขนาดั์ได้ปรากฏขึ้นจากผืนทราย ตัวมันมิอาจััได้ถึงการเคลื่อนไหวของศัตรู มันจึงปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อสังเกตการณ์ด้วยตาของมันเอง
กระนั้นรอบกายของมันกลับไร้ซึ่งร่องรอยของศัตรู
“ฉึบ !”
บนเรือนร่างของหนอนทะเลทรายก่อเกิดเป็าแ หยาดโลหิตเริ่มต้นหลั่งไหลเป็สายนทีสีมรกต ทว่าตัวมันกลับมิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าใครกันคือผู้สร้างาแให้แก่มัน
“ฉึบ ๆ ๆ !!”
บางสิ่งเคลื่อนผ่านร่างกายของมันด้วยความเร็วประหนึ่งสายลม ก่อกำเนิดเป็าแราวกับถูกใบมีดเข้าเชือดเฉือน เสียงคำรามพลันเริ่มต้นกู่ก้อง อารมณ์โกรธเข้าบดบังวิสัยทัศน์ของมันจนมิอาจคงสติให้นิ่งสงบได้อีกต่อไป
ขนาดตัวที่ใหญ่สร้างความโดดเด่นเมื่อรอบกายไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง กวีอาศัยจุดนั้นและเข้าจู่โจม ด้วยผลของทักษะร่างจำแลงแห่งความตาย เคลื่อนกายไปมาบนห้วงอากาศและฟาดฟันศัตรูด้วยกรงเล็บกระดูกที่แหลมคมประดุจใบมีด
ผ่านไปราวนาทีเศษ ทั่วร่างของเ้าหนอนั์ทะเลทรายปรากฏให้เห็นแค่เพียงาแ ใน่เวลาอีกไม่นานเกินรอ ตัวมันคงสิ้นใจไปเองโดยธรรมชาติเป็ผู้กำหนด
มันก็ควรจะเป็เช่นนั้น..
“อะไรวะ !!”
เสียงคำรามของหนอนั์ทะเลทรายก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ แม้ตัวกวีจะลอยเด่นอยู่เหนือหัวมัน ทว่าตัวเขากลับได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับว่ากำลังมีใครสักคนะโอยู่ข้าง ๆ หูของเขา
เมื่อเสียงสิ้นสุดไป ผืนทรายทั่วทุกบริเวณพลันสั่นไหวอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งวันนี้คือวันสิ้นโลก บางสิ่งได้ปรากฏขึ้นมาหากแต่ว่ามิได้มีเพียงหนึ่ง จำนวนของพวกมันนับแล้วมีมากกว่าหนึ่งร้อย
“นี่มันบ้าอะไรกันแน่วะ !!”
เบื้องหน้าของกวีปรากฏร่างของหนอนั์ทะเลทรายมากมายกว่าร้อยชีวิต ััของพวกมันซ่อนเร้นเอาไว้ด้วยความดุร้ายอย่างมากล้น เพราะเขาได้ทำร้ายหนึ่งในพวกพ้อง ทำให้พวกมันพลันทวีความป่าเถื่อนยิ่งขึ้นไปอีกนับเท่าตัวหนึ่ง
เพียงได้เห็นเหล่ากองทัพปีศาจตรงหน้าในชั่วครู่ขณะ ทุกเซลล์สมองของกวีจึงเร่งปรองดองและรีบตัดสินใจ
“ตูไม่ชอบหมาหมู่ ลาล่ะ !!”
เขาหันหลังให้แก่พวกมัน ความเร็วเพิ่มพูนทวีทว่าทิศทางกลับตรงกันข้ามกันกับศัตรู
เพียงแต่ว่า เหล่ากองทัพอสูรย่อมไม่ปล่อยให้ศัตรูลอยนวลในสภาพที่ยังมีชีวิต พวกมันสูดลมหายใจ ปลดปล่อยออกมาผ่านรูปากอันกว้างใหญ่อย่างพร้อมเพรียงใน่เวลาไล่เลี่ยกัน
“อ้ากก !!”
ะุลมพุ่งทะยานเข้าหากวี ความรุนแรงเพิ่มพูนทวีจนตัวเขาก็มิอาจต้านไหว ร่างกระดูกพลันล่องลอยออกไปไกลออกไป ไม่นานรูปลักษณ์ของเขาเลือนหายไปอย่างรวดเร็วมุ่งสู่ทิศตะวันออกของทะเลทรายอาวาเลส
ณ ที่ใดสักแห่ง
วันเวลาล่วงผ่านไปเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ กวีลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทว่ากลับมีบางสิ่งที่ผิดแปลก รอบกายของเขามีร่มเงาคอยปกคลุมจากไอแดดทำให้ร่างกายพลันรู้สึกเย็นสบาย
“ที่นี่.. ที่ไหน.. ?”
เขารีบเค้นแรงเพื่อลุกขึ้นยืน ร่างกายได้กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือตัวเขายังคงมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย หรือบางทีความตายก็อาจเข้าพรากชีวิตเขาให้ดับสูญไปแล้ว ที่แห่งนี้ก็อาจเป็โลกหลังความตายก็เป็ได้เช่นกัน
ราวกับทรวง์อย่างแท้จริง ในอีกหนึ่งนามที่เหล่านักเดินทางจากโลกใบเดิมของเขาต่างรู้จักกันเป็อย่างดี..
‘โอเอซิส’
ทะเลทรายทุกแห่งประกอบไปด้วยสังคมโลกทะเลทราย ทั้งพืชและสัตว์ล้วนมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทว่ายังมีบางส่วนที่แตกต่างออกไป คนบนโลกใบเก่าของกวีเรียกมันว่าโอเอซิส หรือในอีกความหมายมันคือแหล่งพักแรมของสัตว์ขาจรที่เผอิญผ่านทางมารวมไปถึงนักเดินทางเผ่ามนุษย์
การรู้ถึงตำแหน่งที่ตั้งของโอเอซิสนับเป็ข้อมูลอันมีค่า ในเชิงการค้า พ่อค้าเร่จำต้องกักตุนน้ำหาก้าเดินทางไปยังสถานที่อันห่างไกล ตำแหน่งของโอเอซิสก็เปรียบได้ดังเมืองท่าสำคัญ ณ ดินแดนทะเลทรายอันรกร้าง
กวีเร่งเดินทางไปต่อ ภายในสถานที่แห่งนี้มีพืชพรรณหลากหลายชนิด พร้อมแหล่งน้ำขนาดย่อมเยาก็มีอยู่แค่เพียงเบื้องหน้าเท่านั้น
“เอาเถอะ อย่างน้อยก็มีน้ำให้ดื่ม”
กวีได้ก้มลงเพื่อกินน้ำ เพียงแต่ว่า เขากลับหยุดชะงักไปในชั่วครู่ขณะ แววตาจดจ้องบางสิ่งที่สะท้อนผ่านผิวน้ำก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไปมอง
“นี่ถ้ามันเป็งู เราคงโดนมันฉกตาไปตั้งนานแล้วมั้ง”
เขาเม้มปากก่อนจะเอ่ยคำพูดออกมาด้วยแววตาตกลึงพลางเผยยิ้ม ตัวเขานั้นคิดว่าเรือนเงาทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจากต้นไม้รอบ ๆ โอเอซิส ทว่ามันกลับมิใช่เลย ต้นกำเนิดของร่มเงาทั้งหมดมาจากวิหารโบราณอันใหญ่โต ที่เพียงแค่เขาหันหลังกลับไปมันก็ปรากฏให้เห็นอยู่เพียงเบื้องหน้า
กวีดื่มน้ำจนเต็มอิ่ม ทว่าร่างกายนี้ยังคง้าสารอาหารเพื่อสร้างเสริมเรี่ยวแรงให้กลับคืนมา
พลังกายจำนวนมหาศาลสูญสิ้นไปกับการต่อสู้เมื่อครู่ หากว่าเขาจะล้มฟุบสลบเหมือดลงไปนอนก็มิใช่เื่แปลก
เหลียวมองรอบกายกระนั้นกลับไม่มีสิ่งใดปรากฏให้เห็น เช่นนี้จึงหลงเหลืออยู่เพียงแค่หนึ่งทางเลือก
“คงมีแต่ต้องเข้าไปข้างในงั้นสินะ”
สิ้นเสียงของเขา กวีจึงเริ่มต้นย่างเท้าเข้าสู่ตัววิหารโบราณโดยไม่รีรอ
ภายนอกแลดูเก่าแก่ประหนึ่งว่ามันมีตัวตนอยู่มานานมากกว่าร้อยปี ภายในตัววิหารก็มิได้แตกต่าง มีเพียงเส้นทางลาดยาวลึกเข้าไป ไร้ซึ่งประติมากรรมฝาผนังที่บ่งบอกถึงอารยะที่ผ่านมา เป็เพียงเศษซากปรักหักพังที่โล่งเปล่า ราวกับว่าตราบจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้ามาแม้แต่เพียงสักครั้ง
ก้าวเดินเข้าไปได้ราวสิบก้าว กวีพลันหยุดยั้งสองเท้าให้อยู่กับที่ ท้องของเขาร่ำร้องคร่ำครวญประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า ทิวทัศน์ตรงหน้าเลือนรางยากเกินจะมองเห็นเส้นทางให้ได้อย่างแจ่มชัด
“ดูเหมือนจะมีห้องแฮะ..”
พลันหันมองไปทางด้านขวา ตรงหน้าพลางปรากฏประตูเข้าสู่ห้องเล็กที่อยู่ริมกำแพง
กวีไม่รอช้าพลางเริ่มต้นก้าวแรก เมื่อถึงที่หมาย แววตาของเขากลับฉายแค่เพียงความเศร้าหมองที่สะท้อนออกมา
ไม่ว่าเขาจะเหลียวมองไป ณ จุดใด ทุกบริเวณกลับพบเพียงความว่างเปล่ารกร้างเฉกเช่นผืนทะเลทรายที่เคยผ่านมา
“สมุดนิทาน..”
กวีเริ่มกล่าว เมื่อสิ้นเสียง สมุดเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นและลอยเด่นอยู่เหนือพื้นราวกับมีปาฏิหาริย์
กวีเร่งเปิดไปยังหน้าถัด ๆ ไป จนกระทั่งถึงหน้าที่ตน้า
ช่องเก็บของล่องหนเป็ทางเลือกสุดท้าย ทว่ากลับไร้ซึ่งอาหารหรือเครื่องดื่ม ช่องเก็บของล่องหนมิอาจกักเก็บสิ่งที่มิใช่วัตถุโบราณได้
เพียงแต่ว่า แม้หนทางข้างหน้าจะมืดมิดและไร้ซึ่งประกายแสงแห่งความหวังคอยนำทาง ทว่าแววตาของกวีที่จดจ้องไปยังช่องเก็บของช่องแรกกลับเป็ประกาย
.
[ชื่อวัตถุลึกลับ: กุญแจของห้วงแห่งแรกเริ่ม
ระดับ: ??
ประเภท: วัตถุใช้งาน
คำอธิบาย: เมื่อเริ่มต้นใช้งาน ผู้ใช้จะถูกส่งไปยัง ‘ห้วงแห่งแรกเริ่ม’ ใช้ได้เพียงหนึ่งครั้ง]
.
สิ่งนี้ช่างน่าแปลก มันมิได้เป็วัตถุโบราณ แต่มันคือวัตถุลึกลับ
“ดูเหมือนชั้นคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ” กวีตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด หากเส้นทางนี้จะนำพาไปสู่ยมโลก สุดท้ายแล้วก็คงมิต่างไปจากการอดตายเมื่อสารอาหารในร่างกายหมดลง
เสียงถูกเปล่งออกมาอย่างแ่เบาเพื่อเรียกใช้งาน หลุมอากาศได้เปิดออกอยู่เหนือหัวของกวี และกุญแจได้ร่วงหล่นลงมาสู่มือพร้อมกับการสูญหายไปของหลุมอากาศ
“ใช้งาน.. กุญแจของห้วงแห่งแรกเริ่ม” สิ้นสุดเสียงของเขา กุญแจในมือขวาได้สูญสลายหายไป ร่างกายของกวีเริ่มต้นเปล่งแสงสีเทา กลายเป็เศษอณูเล็กแยกออกและหายไป
ดวงตาของกวีมืดบอดไปในชั่วครู่ขณะ ทุกสิ่งตรงหน้าปรากฏเพียงความมืดมิด
“ซุ่ม !!”
ประกายแสงส่งผ่านกระทบเปลือกตา พลันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทิวทัศน์ตรงหน้ากลับแปรเปลี่ยนไปในรูปแบบอื่นจนไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมโดยสิ้นเชิง
ใต้เท้าคือทุ่งหญ้าเขียวขจี สายลมพัดผ่านใบหูช่างเย็นสบาย เหนือหัวขึ้นไปคือท้องนภาสีคราม พร้อมเบื้องหน้าพลันปรากฏต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตอยู่ริมสระน้ำอันขาวใสบริสุทธิ์
บนต้นไม้อุดมไปด้วยผลไม้เจ็ดสีสัน ความงามของมันน่าเย้ายวนเกินห้ามใจ กวีจึงไม่รีรอ สองเท้าปีนขึ้นไป มือซ้ายเกาะกิ่งไม้ มือขวายื่นเข้าหยิบผลไม้ลูกหนึ่ง
“อร่อยใช้ได้ !!” กินจนหนำใจ ร่างกายถูกเติมเต็มด้วยธาตุอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ บางลูกให้แป้ง บางลูกให้น้ำตาล บางลูกให้โปรตีน ทุกสารอาหารที่มนุษย์พึงจะได้รับได้ถูกกักเก็บอยู่ภายในผลไม้เหล่านี้
เมื่อท้องอิ่ม สมองจึงกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กวีเริ่มต้นครุ่นคิด สถานที่แห่งนี้มีไว้เพื่อสิ่งใด หากลองคาดเดา กุญแจสู่สถานที่แห่งนี้ได้รับมาจากเ้าโครงกระดูก เช่นนั้นแล้ว มันจึงมิใช่สถานที่สำหรับพักแรมในยามว่างอย่างแน่นอน
พูดยังไม่ทันขาดคำ ข้อความประหลาดพลันส่งตรงเข้าไปในหัวของกวี
.
[ขอยินดีต้อนรับ ‘ผู้ถูกเลือกจากราตรี’ เข้าสู่ห้วงแห่งแรกเริ่ม]
.
[เริ่มต้นภารกิจ ‘เริ่มต้นชีวิตใหม่’]
.
จากเนื้อความที่ปรากฏขึ้นในหัวของกวี ภารกิจนี้จำต้องดำเนินติดต่อกันถึงยี่สิบวัน ในแต่ละวันจะมีภารกิจแยกย่อยขึ้นมา หากทำสำเร็จจะได้รับรางวัลตามความเหมาะสม และเมื่อสำเร็จครบยี่สิบครั้งจะได้รับรางวัลที่ไม่คาดฝัน
.
[ชื่อภารกิจ: วันที่หนึ่ง
คำอธิบาย : 1. หลบหลีกการโจมตี 1,000 ครั้ง]
.
ภารกิจที่ได้รับมิได้ซับซ้อน เพียงแต่ว่า แล้วเขาจำต้องหลบเลี่ยงการโจมตีจากใครกันล่ะ?
ทันใดนั้น จิตสังหารแรงกล้าได้เคลือบคลานเข้ามาหาจากด้านหลัง เยือกเย็นและน่าสะพรึง จนกวีไม่้าหันกลับไปหากเป็ไปได้
“ก็เอาสิวะ” ชายหนุ่มตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ทุ่มแรงใจทั้งหมดและหันหลังกลับไปในทันที
ดวงตาของกวีเบิกกว้างเพียงได้สบตากับอีกฝ่าย รูปลักษณ์ช่างน่าคุ้นเคยประหนึ่งเคยรู้จักกันมาก่อน เปลวเพลิงทมิฬลุกโชติ่ร้อนแรงปกคลุมทั่วกาย มีเพียงโครงกระดูกขาวโพลนแต่กลับปราศจากเนื้อหนัง รูม่านตาอันกลวงโบ๋เปล่งประกายแสงสีชาดอย่างน่าสะพรึง
“อย่าบอกนะว่า..”
อากัปกิริยาแปลก ๆ ทำให้กวีเงยหน้าขึ้นด้วยความตะลึงลาน เพราะหากสิ่งที่เขาคิดเอาไว้มิได้ผิดเพี้ยน ผู้ที่เขาจำต้องหลบเลี่ยงการโจมตีให้ครบหนึ่งพันครั้ง ก็คงไม่มีใครอื่นอีกแล้วนอกจากเ้าโครงกระดูกตนนี้
ปล. วันนี้อาจมีคำผิดเยอะหน่อยนะครับ พอดีว่าผมตรวจทานได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ วันนี้ทำงานปวดหัวนิดหน่อย ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ
ปล.2 หลังจากนี้ผมอาจจะเริ่มติดเหรียญนะครับ แต่ติดเป็ตอนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเื่ โดยจะใช้ชื่อตอนว่า 'ให้ค่ากาแฟ' เป็ตอนสั้น ๆ ที่ผมจะเขียนพูดคุยกับคนอ่าน จะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ คิดว่าจะติดทุก ๆ สามตอนครับ