Legendary Combination การผสมผสานของตำนาน

    ตอนที่ 57 อลาโน่ผู้อ่อนไหว

            ตอนที่57 อลาโน่ผู้อ่อนไหว

             

            อาณาเขตบริเวณชายแดนของเมืองอู๋โจวในเวลานี้ที่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 10 กม.ปรากฏกองทัพที่มีทหารกว่า 2,000 คน กำลังตั้งค่ายโดยที่พื้นที่บริเวณที่ใช้ตั้งค่ายนั้นแอบอยู่ในป่าทึบซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่น

             

            ‘กิลตำหนักเซียน’ ที่ออกเดินทางจากเมืองเย่อิงมาหลายวันแล้วบัดนี้ได้เดินทางมาถึงบริเวณชายแดนของเมืองอู๋โจวเรียบร้อยแล้ว ในขณะนี้พวกเขากำลังตั้งค่ายเพื่อพักผ่อนและรอเวลาดำเนินแผนการตามที่กุนซือของพวกเขาวางแผนเอาไว้ ซึ่งกุนซือของพวกเขา‘สุมาอี้’ ได้วางกำหนดเวลาคร่าวๆ เอาไว้ในอีก 3-4 วันข้างหน้านี้ที่พวกเขาจะบุกเข้ายึดเมืองอู๋โจวทำให้สมาชิกกิลที่เป็นผู้เล่นหลายคนเมื่อช่วยกันตั้งค่ายทหารเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างพากันล็อกเอ้าท์ออกไปเพื่อไปจัดกับธุระส่วนตัวให้เสร็จซึ่งกลุ่มของชนาเองในเวลานี้ก็ล็อกเอ้าท์ออกไปแล้วเช่นกัน

             

            ทำให้ตอนนี้ในค่ายจึงมีเพียงสุมาอี้ที่มีหน้าที่ดูแลกองทัพและสั่งการกองทัพหลงเหลืออยู่เพียงคนเดียวสุมาอี้ที่กำลังนั่งอยู่ในกระโจมแกะจดหมายลับออกอ่าน

             

            ‘รายงานพบบุคคลน่าสงสัยอาศัยอยู่ในเมืองอู๋โจวดูแล้วน่าจะเป็นคนของกิลโอเอซิส และคนของกิลมังกรผงาดในตอนนี้ยังไม่พบกองกำลังอื่นนอกเหนือจากนี้’

             

            สุมาอี้ที่อ่านรายงานจากจดหมายลับเสร็จแล้วคิดขึ้นในใจ

             

            ‘กิลโอเอซิส...ลกซุน? ส่วนกิลมังกรผงาดน่าจะเป็น‘จุนซู’ เพียงแต่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้กลับไม่ใช่กลุ่มคนที่เราอยากรู้ข้อมูลกลุ่มที่เราอยากรู้ข้อมูลคือกลุ่มที่ยึดเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวต่างหากหากเดาไม่ผิดเป้าหมายของคนกลุ่มนั้นจะต้องเป็นเมืองอู๋โจวอย่างแน่นอน’

             

            ในขณะที่สุมาอี้ที่ส่งคนเข้าไปสืบข่าวในเมืองอู๋โจวแต่ทว่าในทางกลับกันเขาเองกลับไม่ทราบเลยว่ามีคนกำลังสืบข่าวของกิลตำหนักเซียนเช่นกันและในเวลานี้กลุ่มคนที่ระแคะระคายเรื่องกองทัพของกิลตำหนักเซียนที่แอบมาตั้งต่ายในป่านั้นพวกเขากำลังแอบมองค่ายทหารอยู่ไม่ไกลนี่เอง ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น ‘กิลมังกรทะยานฟ้า’ คู่อริของกิลมังกรผงาดนั่นเอง

             

            ในเวลานี้กำลังมีบุรุษและสตรียืนอยู่ด้วยกันสองคนบุรุษหนุ่มนั้นมีใบหน้าหล่อเหลา ผิวพรรณขาวเปล่งปลั่งในมือถือพัดโบกไปมาท่วงท่าคล้ายกับนักกวีหรือนักปราชญ์ในสมัยก่อนดูคล้ายกับคนที่มีนิสัยโอบอ้อมอารี หรือผู้ชายที่ดูอบอุ่นที่ด้านข้างของเขานั้นคือหญิงสาวที่มีหน้าตาสละสลวยเมื่อทั้งคู่ยืนอยู่ด้วยกันกลับดูเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกทั้งสองคนคือคู่รักที่รักกันมากจนมิอาจมีสิ่งใดมาแยกพวกเขาออกจากกัน

             

            “ท่านพี่....จิ้งจอกคนนั้นอยู่ในค่ายแห่งนี้หรือ” หญิงสาวถามขึ้น

             

            “จิ้งจอก...หรืองูแมวเซา ล้วนแต่เป็นฉายาของสุมาอี้เจ้าควรจะเรียกเขาด้วยชื่อของเขามากกว่าเพราะในเวลานี้เขายังไม่คล้ายกับจิ้งจอกในอดีตสักเท่าใดนักและถูกต้องเขาอยู่ในค่างแห่งนี้” บุรุษหนุ่มตอบคนรักของเขา

             

            “งั้นพวกเราควรบอกให้นายท่านบุกเข้าไปฆ่าเขาเลยดีไหมท่านก็รู้นี่ว่ายิ่งปล่อยไว้นาน สุมาอี้ผู้นี้ก็ยิ่งน่าหวาดกลัว...”หญิงสาวถามขึ้นอีกครั้ง

             

            “ฮ่าๆๆ นั่นจึงเป็นเรื่องสนุกมิใช่หรือในอดีตสุมาอี้ผู้นี้อาศัยว่าตัวเองมีความอดทนจึงคิดทำการใหญ่ได้สำเร็จแต่ในปัจจุบันศัตรูของเขาทุกคนล้วนทราบว่าเขาเป็นบุคคลคนอันตรายเขาย่อมไม่สามารถใช้วิธีเดิมโดยการหลบและชักใยอยู่ในเงามืดได้อีกเจ้าไม่คิดว่ามันน่าสนใจหรอกหรือว่าในครั้งนี้สุมาอี้ที่ถูกกล่าวว่าฉลาดเทียบเท่าขงเบ้งนั้นจะดำเนินแผนกลอุบายแบบใด”บุรุษหนุ่มพูดพร้อมกับเผยแววตาที่แฝงความหมายบางอย่าง

             

            “คิคิผู้ชายนี่ละน้า...ข้าดูออกว่าท่านรู้สึกน้อยใจและต้องการพิสูจน์ฝีมือกับคนเหล่านั้นเพราะในอดีตมีเพียงขงเบ้งและสุมาอี้ที่ผู้คนรุ่นหลังนับว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในยุคของพวกเราถึงแม้จะมีกุนซืออีกหลายคนที่น่าสนใจแต่ก็ยังเทียบชื่อเสียงกับสองคนนั้นไม่ได้”หญิงสาว พูดขึ้นอย่างรู้ทัน

             

            “ฮ่าๆๆ แล้วเจ้าคิดว่าข้า ‘กงจิน’ผู้นี้จะสู้กับมังกรและจิ้งจอกได้หรือไม่”

             

            “คิกคิก ท่านช่างหน้าไม่อาย หากท่านถามข้าท่านย่อมเดาคำตอบได้อยู่แล้วเพราะข้าย่อมบอกว่าท่านที่เป็นแม่ทัพผู้ปราดเปรื่องต้องเก่งกาจที่สุดอยู่แล้ว”หญิงสาว หัวเราะคิกคัก

             

            หลังจากทั้งคู่ยืนมองค่ายทหารอยู่ครู่หนึ่งก็หันกายจากไปสุมาอี้ที่อยู่ในค่ายทหารกำลังคิดและทบทวนแผนการของตนอยู่นั้นเขาไม่อาจล่วงรู้เลยว่าพึ่งปล่อยโอกาสที่จะจัดการกับบุคคลที่ฉลาดและอันตรายไม่น้อยกว่าขงเบ้งคู่ปรับของเขาไปเสียแล้ว

             

            ……

             

             

            บริเวณหน้าประตูเมืองอู๋โจว

             

            “มีอะไร?” โคล่า หันกลับมาถามกุยแก

             

            “ท่านคิดถึงเบ้งตัดบ้างหรือไม่” กุยแก ที่ไม่ตอบคำถามแต่กลับถามอีกคำถามออกมา

             

            “แก...พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง!” โคล่า เริ่มโกรธ

             

            “ข้าแค่อยากรู้ว่าท่านคิดจะแก้แค้นด้วยตัวคนเดียวงั้นหรืออย่าลืมสิว่าพวกข้าเองก็เป็นศัตรูกับผู้ที่สังหาร ‘เบ้งตัด’ ”

             

            “แกคิดจะชวนศัตรูเก่าอย่างข้าเป็นพวกงั้นหรือคงอยากให้ข้าไปเป็นทาสรับใช้พวกแกหรือไม่ก็เป็นลูกน้องไว้จิกหัวใช้ใช่หรือไม่”โคล่า กล่าวด้วยน้ำเสียงแดกดัน

             

            “แล้วท่านไม่อยากมีเพื่อนแท้บ้างหรือ” กุยแกไม่สนใจโคล่าที่กล่าวประชดแดกดัน แต่เขากลับบถามคำถามขึ้นอีกครั้ง

             

            “เพื่อนแท้...จะบอกว่าพวกแกเป็นเพื่อนแท้เนี่ยนะคนอย่างข้าจะมีเพื่อนแท้ได้?” โคล่า ยังคงประชดอีกครั้ง

             

            “ท่านเห็นหญิงสาวที่สวยๆ คนนี้หรือไม่”กุยแกชี้มือไปที่อิจิโนเสะแล้วพูดต่อ พร้อมกับชี้มือไปที่อลาโน่และดาร์ค“แต่ก่อนนางเคยเป็นศัตรูกับชายสองคนนี้ แต่เวลานี้พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมรบกัน”

             

            “แล้วท่านมองไปที่ชายคนนี้” กุยแก ชี้ไปที่เหิ่นซ่วย

             

            “ไอ้อ้วนนี่ทำไมหรือ” โคล่าถามอย่างสงสัย

             

            “เขาจะกลายเป็นแม่ทัพของเราในอนาคตแต่กลับกันหากเขาอยู่กิลมังกรผงาดเขาคงเป็นได้แค่ลูกน้องที่เอาไว้จิกหัวใช้” กุยแกพูดอธิบายโดยไม่สนใจเหิ่นซ่วยที่กำลังอ้าปางค้างด้วยความอึ้งเพราะเขาไม่คิดว่ากุยแกจะยกเขามาเปรียบเทียบซะเห็นภาพได้ชัดเจนถนาดนี้

             

            โคล่าที่ได้ยินเขาได้ลองพิจารณาเหิ่นซ่วยอีกครั้งกลับพบว่าที่กุยแกพูดมาคล้ายกับจะเป็นความจริง

             

            ‘สุดยอด...นี่มันกลยุทธ์ทางการค้าชัดๆ การนำเสนอผลงานหรือสินค้าให้เห็นภาพซึ่งสามารถใช้จูงใจลูกค้าที่ไม่มีความสนใจให้เริ่มหันมาสนใจต่อไปก็อยู่ที่วิธีปิดการขายสินะ ว่าแต่ท่านกุนซือจะปิดการขายยังไงละเนี่ย’ ปราบจีที่หายใจเข้าออกล้วนเป็นการค้า ได้คิดขึ้นในใจหลังจากที่เห็นกุยแกกำลังชักจูงโคล่า

             

            ส่วนอีกด้านเว่ยเถียนเองที่เป็นผู้จัดการร้านและมีความคิดที่คล้ายนักการตลาดที่เก่งกาจนั้นเธอเองก็กำลังคิดในใจเหมือนกันว่า

             

            ‘ท่านกุนซือใช้วิธีที่คล้ายกับการทำการตลาดเลยโดยการพูดต่อรองโดยนำเสนอให้ลูกค้าหรือโคล่ารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกเอาเปรียบแถมยังยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนด้วยว่าตัวของโคล่านั้นเท่าเทียมกับพวกเราแล้วยังแอบแทรกวิธีหว่านล้อมเอาไว้ในอนาคตที่คล้ายกับนักกลยุทธ์ทางการตลาดที่มักมองผลในระยะยาวหรือในอนาคตมากกว่านักการขายที่มักหาหนทางปิดการขายให้เร็วที่สุดซึ่งท่านกุนซือใช้วิธีบอกว่าพวกเราและโคล่าเป็นเพื่อนกันแบบอ้อมๆนั่นหมายความว่าต่อให้โคล่าไม่ยอมรับเป็นพวกวันนี้แต่อย่างน้อยวันหน้าก็มีโอกาสมากขึ้นอีกหลายส่วน’

             

            ‘สุดยอดจริงๆ เราต้องหาเวลาว่างปรึกษาธุรกิจกับท่านกุนซือ’

             

            ‘สุดยอดจริงๆ เราต้องหาเวลาว่างปรึกษาวิธีการขายกับท่านกุนซือ’

             

            เสียงพึมพำดังออกมาจากปากผู้หญิงสองคนจนเธอทั้งคู่ได้แต่แอบมองหน้ากันแล้วยิ้มแหยๆ ด้วยความเขิลอาย

             

            ทีชที่เห็นอาการของเว่ยเถียนได้แต่แอบส่ายหัวแล้วคิดในใจว่า ‘อยู่ในเกมก็ยังคิดจะเป็นผู้จัดการ แบบนี้ตอนสิ้นปีคงต้องให้โบนัสเยอะๆหน่อยแล้ว’

             

            กุยแกที่กำลังเกลี้ยกล่อมโคล่าอยู่นั้นจู่ๆก็มีเสียงตะโกนขัดจังหวะขึ้นมา

             

            “ลูกพี่! ตอบรับไปเถอะครับ พวกเขาเหล่านี้เป็นคนดีนะเขาไม่ทำกับเราแบบกิลมังกรผงาดหรอก” ลูกน้องคนสนิทของโคล่าผู้มีเส้นผมสีส้ม ที่เคยต่อสู้กับพวกทีชมาก่อนได้เดินออกมาจากหลังต้นไม้

             

            “โอโรกะ! ข้าบอกให้แกไปตั้งนานแล้วนี่ ยังจะกลับมาอีก”

             

            “ลูกพี่…ผมไม่อยากเห็นลูกพี่ต้องโดดเดี่ยวอีกแล้วพวกเราเข้าร่วมกับคนกลุ่มนี้เถอะ ผมอยากให้ลูกพี่มีพวกพ้องที่เก่งกาจและเชื่อใจได้เพราะตัวผมเองมันไร้น้ำยา!” โอโรกะ พูดพร้อมกับมีน้ำตาปริ่มๆ

             

            โอโรกะความจริงเขาเป็นเพียงเด็กอายุ18 ปี ที่กำลังเลือดร้อนเขาอยู่กับโคล่ามาตั้งแต่เกมเปิดใหม่ๆเขาได้เห็นถึงความพยายามและความทะเยอทะยานของโคล่ามาโดยตลอดเขามองโคล่าเป็นเหมือนพี่ชาย ซึ่งลึกๆ แล้วโคล่าเองก็รักโอโรกะเหมือนน้องชายคนหนึ่งเพียงแต่เขาเป็นคนที่หยาบกร้านและแสดงออกไม่เก่ง

             

            และเมื่อโคล่าถูกกิลมังกรผงาดส่งมาอยู่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวซึ่งกิลมังกรผงาดนั้นอ้างว่าเป็นตำแหน่งสำคัญแต่ทว่าความจริงตำแหน่งโคล่าไม่ต่างจากหัวหน้าของกลุ่มแรงงานเลย

             

            โอโรกะที่ขอติดตามมาด้วยย่อมเข้าใจดีว่าความจริงแล้วกิลมังกรผงาดมองโคล่าเป็นพวกไม่เอาไหนมีดีเพราะมีขุนพลอย่างเบ้งตัดอยู่ข้างกายเท่านั้นแต่เบ้งตัดกับกวนเป๋งที่เป็นขุนพลของเรดนั้นไม่ถูกกันกิลมังกรผงาดจึงได้ส่งโคล่ามาอยู่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวนั่นเอง

             

            เมื่อมาอยู่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวโคล่าที่ไม่พอใจจึงมักแอบทำนอกเหนือภารกิจที่กิลมังกรผงาดสั่งและพยายามสั่งสมพลังอำนาจในเมืองให้เป็นของตัวเองเพียงแต่ว่าเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวที่ผ่านพ้นช่วง 2-3 ปีแรกไปแล้วทำให้ผู้เล่นใหม่ๆ มีน้อยลงเรื่อยๆโคล่าจึงมีแต่ลูกน้องที่เป็นผู้เล่นทั่วไปไม่ใช่ผู้เล่นที่มีฝีมือโดดเด่นหรือผู้เล่นที่เก่งกาจแบบหมิงเพราะในโลกนี้นั้นคนส่วนมากที่เก่งกาจในโลกภายนอกมักจะมีเพื่อนที่พร้อมจะเริ่มเล่นด้วยกันหรือตั้งกิลด้วยกันอยู่แล้วยังไม่นับรวมกลุ่มผู้เล่นที่เป็นนักกีฬาอีสปอร์ตที่หลังจากเข้าเกมไม่นานก็มักจะมีสังกัดทีมทำให้โคล่าทำได้เพียงรับเอาผู้เล่นมาเข้ากิลหมีดุให้มากที่สุดและพยายามรักษาอำนาจในเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวเอาไว้เท่านั้น

             

            และที่สำคัญตัวโคล่าเองก็ไม่ใช่คนที่ฉลาดและถนัดในการบริหารเขาจึงมักใช้วิธีข่มขู่และเบ่งอำนาจซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเพราะตัวเขาที่มีเลเวลสูงกว่าผู้เล่นเริ่มต้นแถมยังมีขุนพลที่เก่งกาจข้างกายย่อมสามารถข่มขู่และกดดันผู้เล่นได้ง่ายกว่า

             

            ถึงแม้เบ้งตัดจะเตือนเขาอยู่หลายครั้งแต่โคล่าที่หลงผิดกลับไม่เคยคิดจะแก้ไขอย่างจริงจังจนในที่สุดเรื่องก็จบลงที่กิลหมีดุต้องถูกยุบอำนาจและบารมีที่สั่งสมมาก็เหมือนกับถูกกระแสน้ำที่รุนแรงพัดพาจากไปแม้แต่ขุนพลข้างกายก็ต้องเสียชีวิต โคล่าที่ทั้งโกรธแค้นและเสียใจช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาคิดจะเดินทางไปเมืองหลวงหวังจะหาช่องทางสร้างตัวให้ยิ่งใหญ่เพียงแต่หลังจากที่เขาออกจากเมืองมาได้ไม่นานก็พบกับผู้เล่นกิลมังกรผงาดที่ออกตามล่าเขาเขาจึงทำได้แต่หนีวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ จนได้มาพบกับพวกทีชในวันนี้

             

            และตลอดเวลาที่โคล่าหนีเอาชีวิตรอดนั้นมีเพียง ‘โอโรกะ’ลูกน้องหัวส้มที่ซื่อบื้อถึงขนาดยอมติดตามเขาจนเอาชีวิตไปทิ้งหลายต่อหลายครั้งและในวันนี้ โอโรกะเด็กหนุ่มหัวส้มที่ปกติไม่ว่าจะตายกี่ครั้งก็ไม่เคยร้องไห้และเอ่ยปากขอร้องแต่วันนี้กลับบอกให้เขาเริ่มต้นใหม่กับกลุ่มคนตรงหน้า

             

            “ข้ามีข้อแม้...หากข้าเข้าร่วมข้าขอให้พวกท่านรับโอโรกะเข้าร่วมด้วยและข้าอยากให้โอโรกะเป็นสมาชิกระดับสูงในอนาคตข้าไม่อยาก…ให้เด็กคนนั้นต้องเป็นเหมือนแต่ก่อนที่เป็นได้เพียงแรงงานของกิลมังกรผงาดหรือเป็น่นเดียวกับข้าที่เดินทางผิดจนไม่อาจย้อนกลับไปได้อีกแล้ว...” โคล่าที่ตัดสินใจได้หันมาพูดกับกุยแก

             

            ซึ่งเวลานี้ใบหน้าของโคล่าไม่เหมือนกับนักเลงหัวไม้อีกแล้วแต่คล้ายกับใบหน้าของพี่ชายที่ใจดี ที่กำลังเป็นห่วงน้องชายของเขา

             

            “ได้สิ” ทีช เดินมาตอบแทนกุยแกเพราะเขาเองเป็นหัวหน้ากิลและเขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเกลียดโคล่าอีกแล้วยิ่งในเวลานี้เขาได้เห็นใบหน้าของโอโรกะที่กำลังร้องห่มร้องไห้

             

            และยังมีใบหน้าของโคล่าที่ถึงแม้จะมีรอยแผลเป็นแต่กลับไม่ได้ดูดุร้ายหรือโหดร้ายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้วแต่กลับเหมือนลูกพี่ใหญ่ที่พร้อมจะปกป้องลูกน้องมากกว่า

             

            “ฮือ...ไหนใครบอกว่าเล่นเกมแค่ตายก็เกิดใหม่ไง แล้วทำไมถึงมีคนแบบโคล่าคนที่เดินผิดทางจนต้องสูญเสีย แต่กลับไม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่” อลาโน่ที่ทราบเรื่องราวเริ่มอ่อนไหวจนร้องไห้ตามโอโรกะ

             

            โอโรกะที่เห็นอลาโน่ร้องไห้ตามตนได้วิ่งไปคุกเข่าตรงหน้าพร้อมกับพูดว่า

             

            “ท่านก็เข้าใจความลำบากของพี่โคล่าใช่หรือไม่ท่านช่างเป็นคนที่จิตใจดีเหลือเกิน ต่อไปนี้ข้าจะคอยช่วยเหลือท่านให้มากที่สุด”

             

            “บ้ากันไปใหญ่แล้ว โตถนาดนี้มาร้องไห้ทำไม คำว่าไม่มีโอกาสเริ่มต้นอะไรกันตอนนี้ก็มีโอกาสเริ่มต้นใหม่แล้วนี่ไง” ดาร์ค ที่เห็นเพื่อนของตนร้องไห้เป็นเด็กๆได้พูดเตือนสติเพื่อนของเขา

             

            แต่ทีชถึงแม้จะเห็นด้วยกับดาร์คแต่ในใจเขากลับคิดอีกอย่างว่า

             

            ‘เราจะคิดว่าแค่ตายก็เริ่มใหม่ไม่ได้ เกมนี้ไม่ใช่อะไรที่ง่ายแบบนั้นอย่างเรื่องของโคล่าทั้งๆ ที่มีโอกาสครอบครองเมืองแล้วแท้ๆแต่เพียงเดินผิดก้าวก็ตกลงไปจนไม่อาจฟื้นอีกถ้าหากไม่มีพวกเราที่ยอมรับคนแบบเขา...ชีวิตในเกม LC ของโคล่าคงยากที่จะฟื้นได้อีกบางทีอาจจะไม่มีโอกาสอย่างที่อลาโน่พูดก็ได้’

             

            ทันใดนั้นเองเสียงจากระบบได้ดังขึ้นไปทั่วทั้งโลก

             

            ติ้ง!

             

            [ประกาศจากระบบ :สงครามตีเมืองระหว่างกิลโอเอซิสที่เป็นฝ่ายโจมตีและกิลอดาเลียที่เป็นฝ่ายป้องกันได้สิ้นสุดลงแล้วผู้ชนะได้แก่ฝ่ายโจมตี ‘กิลโอเอซิส’ โดยใช้เวลาในการทำสงครามไปทั้งสิ้น 6 วันกับอีก 5 ชม.ขอแสดงความยินดีกับสมาชิกกิลโอเอซิส]

             

            ติ้ง!

             

            [ประกาศจากระบบ :เมืองหังโจวได้ตกอยู่ในครอบครองของกิลโอเอซิสตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป]

             

            “หือ...” อลาโน่ที่ได้ยินเสียงระบบถึงกับหยุดร้องไห้ทันที

             

            “เดี๋ยวนะ 6 วัน!” ทีช รีบหันกลับไปมองอลาโน่ทันที

             

            “ว๊ากกกก ฮ่าๆๆๆๆ ข้ารวยแล้วววววว” “เยสสส ฮ่าๆๆๆๆ รวยๆๆๆๆๆ”

             

            อลาโน่และเหิ่นซ่วยตะโกนโห่ร้องเสียงดังไปทั่วด้วยความดีใจแตกต่างจากมอนจีที่ตอนนี้หน้าบึ้งพร้อมกับผิดหวังในใจ

             

            ‘บ้าเอ๊ย! ตอนนั้นยังดีใจอยู่เลยที่ไม่ได้แทงเหมือนเจ้าบ้าอลาโน่แต่ไหงกลายเป็นว่าหมอนั่นแทงถูกได้ละเนี่ย!’

             

            อลาโน่ที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่กับเหิ่นซ่วยทำเอาโอโรกะและโคล่าได้แต่ยืนงง โดยเฉพาะโอโรกะที่เมื่อสักครู่เห็นว่าอลาโน่ร้องห่มร้องไห้จนตัวเขารู้สึกซาบซึ้งจนต้องร้องไห้ตาม

             

            “เอ่อ...ล...ลูกพี่หรือพวกเราควรจะถอนตัว...” โอโรกะหันมาพูดกับโคล่าซึ่งในเวลานี้ก็มีความคิดไม่ต่างกันมากนักเพราะทั้งคู่ชักไม่แน่ใจแล้วว่ากลุ่มคนตรงหน้าจะหวังพึ่งได้จริงๆ หรือเปล่า

    คล้ายกับเรื่องLegendary Combination การผสมผสานของตำนาน ที่คุณอ่าน